หมายเหตุ – ผู้บริหารการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้แถลงข่าวสถานการณ์นักท่องเที่ยวจีนในปัจจุบันรวมถึงแผนการทำตลาดท่องเที่ยวในช่วงปลายปี 2566-ต้นปี 2567

ฉัททันต์ กุญชร ณ อยุธยา
รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
จากสถิตินักท่องเที่ยวจีนเที่ยวไทยสะสม นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-20 พฤศจิกายน 2566 รวมอยู่ที่ 2,979,557 คน เป็นรองจากมาเลเซียเท่านั้น โดยทั้งปี 2566 ตั้งเป้าหมายตลาดจีนเที่ยวไทยรวมทั้งสิ้น 4.04-4.4 ล้านคน และตั้งเป้าหมายด้านรายได้อยู่ที่ 226,240-246,400 ล้านบาท แต่คาดว่าทั้งปี 2566 มีนักท่องเที่ยวจากจีนรวมประมาณ 3.4-3.5 ล้านคน โดยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนต่อทริปอยู่ที่ 56,000 บาท สร้างรายได้ประมาณ 190,400-196,000 ล้านบาท ส่วนในปี 2567 คาดว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวจีนกลับมาเที่ยวไทย 8.2 ล้านคน สร้างรายได้ 451,800 ล้านบาท
ปัจจุบันนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้าประเทศไทยในช่วงครึ่งปีแรกปี 2566 มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและพฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยเข้ามาเที่ยวด้วยตัวเอง (เอฟไอที) ประมาณ 86% กรุ๊ปทัวร์ 14% เทียบกับปี 2562 ที่เข้ามาแบบกรุ๊ปทัวร์ 60% เอฟไอที 40% เท่านั้น เห็นการเข้ามาเที่ยวในเมืองรองเพื่อพักผ่อนมากขึ้น ไม่ได้เน้นไปเมืองท่องเที่ยวหลัก หรือการใช้จ่ายกับการช้อปปิ้งเป็นหลักเหมือนเดิมแล้ว ชื่นชอบการรับประทานอาหารไทย นวดและสปา ชมสถานที่ทางประวัติศาสตร์ กิจกรรมชายหาด และแสงสียามค่ำคืน จังหวัดที่นักท่องเที่ยวจีนนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย 10 อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงใหม่ ชลบุรี กระบี่ พังงา สุราษฎร์ธานี หนองคาย ประจวบคีรีขันธ์ และสตูล
เมื่อปี 2562 นักท่องเที่ยวจีนออกเดินทางกว่า 155 ล้านคน ใน 3 ประเทศหลัก ได้แก่ ไทย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ส่วนปี 2566 เดินทางออกนอกประเทศเพียง 40.3 ล้านคน ไทยเป็นประเทศปลายทางอันดับ 1 รองลงมาเป็นญี่ปุ่นและสิงคโปร์ พบว่า ช่วงวันหยุดยาวพิเศษ (โกลเด้นวีค) ของจีนระหว่างวันที่ 28 กันยายน-7 ตุลาคม 2566 มีนักท่องเที่ยวจีนมาเที่ยวไทย รวม 135,954 คน เปรียบเทียบกับช่วงหลังหมดวันหยุดยาว มีนักท่องเที่ยวลดลงประมาณ 36% สอดคล้องกับ Ctrip เว็บไซต์จัดการท่องเที่ยวออนไลน์ (โอทีเอ) ที่รายงานว่ายอดจองการเดินทางมาไทยลดลง 40% ซึ่งเป็นสัดส่วนการลดลงของนักท่องเที่ยวตามปกติ หลังช่วงหยุดยาว
การมีมาตรการวีซ่าฟรีให้กับตลาดจีนตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2566-29 กุมภาพันธ์ 2567 ถือว่าเป็นตัวช่วยสำคัญ แต่การปรับเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวจีนจะปรับขึ้นแบบเป็นขั้นบันได ไม่ได้เป็นการปรับขึ้นแบบสูงปรี๊ด เพราะมีปัจจัยกังวลเรื่องเศรษฐกิจจีนที่นักท่องเที่ยวต้องคำนึงถึง ซึ่งหากไม่มีวีซ่าฟรีเข้ามาช่วย จะไม่มีทางได้ตัวเลขที่เข้ามาให้เห็นแบบตอนนี้แน่นอน ทำให้การมีวีซ่าฟรีเป็นเรื่องดี ส่วนจะขยายเวลาออกไปอีกหรือไม่ อาจต้องให้รัฐบาลเป็นฝ่ายประเมินอีกครั้ง โดยการจองที่แม้ไม่ได้เพิ่มขึ้นในทันที แบบประกาศแล้วมาได้เลย แต่ต้องดูหลายปัจจัยประกอบกันด้วย อาทิ มีเที่ยวบินหรือไม่ จะเป็นแรงส่งไปยังเทศกาลตรุษจีนปี 2567 ด้วย
หากเปรียบเทียบกับปี 2562 นักท่องเที่ยวจีนมีวันพักเฉลี่ย 7.88 คืน เพิ่มขึ้น 1.6 คืน และมีค่าใช้จ่าย 50,052 บาทต่อคนต่อทริป บวกกว่า 13.6% อ้างอิงข้อมูลจากกลุ่มผู้ใช้บริการ Alipay ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายด้านที่พัก ในปี 2566 มีจำนวน 20,000 บาทต่อคนต่อวัน เพิ่มขึ้นมา 9,000 บาท หากเทียบกับปี 2562 ที่อยู่ประมาณ 11,000 บาท หรือเพิ่มขึ้นกว่า 80% วันพำนักที่เพิ่มขึ้นแม้มองว่าเป็น 1 วันกว่าๆ แต่ถือเป็นการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สูงมาก เนื่องจากจะเกิดการใช้จ่ายมากขึ้น ทั้งในแง่การจองโรงแรมที่พัก อาหารการกิน หรือบริการต่างๆ
ททท.จะเน้นการส่งเสริมภาพลักษณ์เชิงบวก ผ่านการจัดกิจกรรมต่างๆ ได้แก่ เตรียมดำเนินการจัดกิจกรรม Media and Agent Fam Trip ประมาณ 120 คน อาจมีการต้อนรับจากนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีด้วย ก่อนจะกระจายตัวไปท่องเที่ยวตามความสนใจของตัวเอง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นการขาย ผ่านการลงพื้นที่เส้นทางท่องเที่ยวจริง เพื่อได้สัมผัสประสบการณ์จริงและสามารถส่งมอบได้ จัดทำ User Generated Content ในลักษณะ Testimonial ของนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมาไทยเพื่อสร้างความเชื่อมั่น จัดกิจกรรมการดำเนินงานของตลาดจีน เพื่อเน้นการส่งเสริมภาพลักษณ์เชิงบวก อาทิ จัดกิจกรรมร่วมกับ Social Media Douyin โดยเชิญผู้นำทางความคิด หรืออินฟลูเอนเซอร์ (KOL/KOC) ที่มีชื่อเสียงบนแพลตฟอร์มร่วมเดินทางมายังไทยและนำเสนอคอนเทนต์เชิงบวกเกี่ยวกับประเทศไทย กิจกรรมส่งเสริมการขายร่วมกับสินค้าอื่น (Joint Promotion) เพื่อกระตุ้นการเดินทางครอบคลุมตลอด Customer Journey
ร่วมกับพันธมิตรจีนที่ได้ร่วมลงนามหนังสือแสดงเจตจำนง (แอลโอไอ) 8 ราย ได้แก่ Huawei Technologies, Trip.com Group, Meituan.com, Spring Airlines, Sina News, Alipay, iQIYI และ Jego Trip เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2566 ที่ผ่านมา ทั้ง Booking Platform, Payment Platform รวมถึงโอทีเอที่มีชื่อเสียง ติดตามการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง จากนี้จะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลแก่กัน และสื่อสารกันอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์มากต่อการจัดทำการตลาดร่วมกัน
ปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ สภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวของจีน ที่เดิมเติบโตได้แบบเลข 2 หลัก แต่ขณะนี้โตได้เพียง 4.5-5% ส่งผลให้ผู้มีรายได้ระดับชนชั้นกลางกังวลใจต่อการจ้างงาน ไม่กล้าจับจ่ายใช้สอย ความต้องการสำรองเงินไว้ใช้ยามฉุกเฉินเพิ่มขึ้น จึงทำให้ผู้คนตัดสินใจไม่เดินทางท่องเที่ยวในช่วงนี้ ส่วนผู้ที่ยังคงมีกำลังในการจับจ่ายเพื่อเดินทางท่องเที่ยว เป็นกลุ่มที่นิยมท่องเที่ยวเป็นกลุ่มเล็ก ส่วนปัจจัยด้านสังคม ได้แก่ โครงสร้างตลาดเปลี่ยนจากท่องเที่ยวทั่วไปเป็นท่องเที่ยวที่ต้องการประสบการณ์มากขึ้น นักท่องเที่ยวจีนนิยมท่องเที่ยวเชิงคุณภาพและมีการใช้จ่ายต่อคนมากยิ่งขึ้น สายการบินทุกสายการบินขายที่นั่งชั้นพรีเมียมได้เพิ่มมากขึ้น มีนักท่องเที่ยวจีนนิยมเดินทางคนเดียวเพิ่มขึ้นถึง 6% กินสัดส่วนประมาณ 17% ของนักท่องเที่ยวจีนทั้งหมด เป็นอันดับ 2 รองจากการมาท่องเที่ยวกับเพื่อน โดยตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไปของนักท่องเที่ยวจีนอย่างมีนัยสำคัญ
การท่องเที่ยวของคนจีนในประเทศจีนเอง เที่ยวกันแบบรุนแรงมาก เพราะรัฐบาลจีนให้ความสำคัญกับการเที่ยวในประเทศสูงมาก มีโปรโมชั่นช่วยกระตุ้นอย่างต่อเนื่อง มีการแข่งขันระหว่างมณฑลที่เคลื่อนไหวตลอดและอยู่ระดับสูงมาก โดยจีนเป็นประเทศที่เปิดหลังโควิด-19 ระบาดช้ากว่าประเทศอื่นนานมาก ทำให้คนจีนไม่ได้ออกเที่ยวต่างประเทศหลายปี จึงเที่ยวในประเทศมากขึ้น รวมถึงมีความสบายใจในการเที่ยวในประเทศมากกว่าเดิม
ปัจจัยด้านความอ่อนไหวต่อประเด็นความปลอดภัย Mastercard Economics Institute รายงานว่า ผลกระทบจากการระบาดของเชื้อโควิด-19 ส่งผลให้นักท่องเที่ยวจีนมีความกังวลเรื่องความปลอดภัยมาเป็นอันดับ 1 ตัวอย่างเหตุการณ์การปล่อยน้ำเสียจากโรงงานนิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ส่งผลให้ชาวจีนเปลี่ยนแปลงการเดินทางไปยังประเทศอื่นแทน ถึงแม้ว่าช่วงก่อนหน้านี้จะมีการค้นหาที่เที่ยวในญี่ปุ่นและมีสถิติจองตั๋วเครื่องบินไปญี่ปุ่นช่วงโกลเด้นวีคมากเป็นอันดับ 1 มีการส่งสัญญาณความกังวลด้านความปลอดภัยจากหน่วยงานภาครัฐของจีน จากกรณีการไม่อนุมัติพาสปอร์ตให้ชาวจีนที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวในพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงประเทศไทย นักท่องเที่ยวกลุ่มชนชั้นกลางขึ้นไป และนักท่องเที่ยวกลุ่มสูงอายุที่ยังคงมีกำลังในการจับจ่ายเพื่อเดินทางท่องเที่ยวชะลอการเดินทาง เนื่องจากมีความอ่อนไหวต่อประเด็นความปลอดภัย
ต้องยอมรับว่านักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้ามาเที่ยวไทยลดลง เนื่องจากติดข้อจำกัดในหลายสาเหตุ โดยเฉพาะจำนวนเที่ยวบินที่ยังกลับมาไม่เต็มที่มากอย่างที่ควร รวมถึงการแข่งขันทางการท่องเที่ยวของฮ่องกงและมาเก๊า แต่หากเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งสำคัญอื่น อาทิ ญี่ปุ่น หรือคู่แข่งที่เน้นราคาถูกอย่างเวียดนาม นักท่องเที่ยวจีนยังคงนิยมมาประเทศไทยเป็นอันดับ 1 ซึ่งยืนยันว่า ททท.ไม่ได้ชะล่าใจ ยังคงดำเนินการกระตุ้นตลาดเพิ่มเติมผ่านโครงการต่างๆ รวมถึงทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มต่างๆ มากขึ้นด้วย
หากเทียบตัวเลขการเข้ามาเที่ยวไทยของจีน ที่เฉลี่ยอยู่ประมาณ 11,000 คนต่อวัน ถือว่ามีความพอใจมาก หากสามารถรักษาระดับนี้ไว้ รวมถึงปรับเพิ่มขึ้นแบบวันต่อวัน เพราะต้องยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่าย ท่ามกลางภาวะปัจจุบัน ส่วนรูปแบบการขายของบริษัททัวร์ ก็มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม มีการปรับตัวมากขึ้น ทัวร์ที่เป็นประเภทกำหนดเวลาและสถานที่ท่องเที่ยวชัดเจน อาทิ 08.00 น. ไปแหล่งท่องเที่ยวที่ 1 จากนั้น 09.00 น. ก็เดินทางไปอีกสถานที่หนึ่ง ตามไปด้วยสถานที่อื่นๆ แพคเกจทัวร์แบบนี้แทบไม่มีขายแล้ว เพราะคนอยากได้ความยืดหยุ่นในการเดินทางท่องเที่ยวมากขึ้น ทัวร์ที่ควบคุมชัดเจนแทบไม่มีแล้ว
เพราะหากบริษัททัวร์ไม่ปรับตัวก็อยู่ยาก ต้องปรับตามพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวเป็นหลัก

ชูวิทย์ ศิริเวชกุล
ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
ประเด็นภาพลักษณ์และความปลอดภัยของไทยเป็นเรื่องที่ชาวจีนให้ความสำคัญมากสุด จะถูกกระทบจากภาพการจับกุมขอทานจีนที่เกิดขึ้นหรือไม่นั้น ขณะนี้กระแสข่าวถูกพูดถึงในสื่อออนไลน์ของจีนบ้าง แต่ไม่ได้มากนัก ส่วนผลกระทบก็เกิดขึ้นในบางมณฑลของจีนเท่านั้น และเป็นเมืองในระดับ 2-3 ที่มีการตั้งคำถามกับประเทศที่มีประเด็นเรื่องความเชื่อมั่นในหลายประเทศ ไม่ใช่แค่ไทยเท่านั้น โดยคุมการอนุมัติหนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) ยากกว่าปกติ รวมถึงเที่ยวบินก็ไม่ได้เสรีเหมือนเดิม ทำให้ผลกระทบไม่ได้มากนัก
แคมเปญกระตุ้นเที่ยวในประเทศของจีน อาทิ ทุกวันที่ 20 ของเดือน กำหนดให้เป็นวันท่องเที่ยวในประเทศ กระตุ้นให้คนจีนต้องก้าวเท้าออกจากบ้านเดินทางเที่ยวในประเทศตัวเอง พร้อมทั้งมีงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลกลางไปยังมณฑลใหญ่ของจีน ในการจัดกิจกรรมต่างๆ อย่างฟรีคอนเสิร์ต สามารถเดินทางไปเที่ยวดูได้ดี แหล่งท่องเที่ยวที่ลดราคาเป็นพิเศษ หรือบางสถานที่ก็ไม่เก็บค่าผ่านทางด้วยซ้ำ ประกอบกับหลายมณฑลร่วมกับโรงแรม และรถไฟความเร็วสูง ทำโปรโมชั่นลดราคา หรือซื้อ 1 แถม 1 เพราะคนจีนนิยมเดินทางด้วยรถไฟความเร็วสูงภายในประเทศ
นอกจากนี้ จีนเริ่มให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวในการดึงดูดชาวต่างชาติเข้าไปเที่ยวในจีนด้วย ใช้กลยุทธ์ทางการตลาดเพิ่มขึ้น ยกตัวอย่างปัจจุบันมีรายงานว่า คนไทยไปเที่ยวจีนเฉพาะมณฑลยูนนานไม่ต่ำกว่า 20,000 คนแล้ว ภายในระยะเวลาเพียง 1 เดือนเท่านั้น

