‘รบ.เศรษฐา’เร่งผลงาน
วัดเรตติ้ง 90 วัน
รับแรงกระแทกเปิดสภา
รัฐบาลเศรษฐาเดินหน้าบริหารประเทศ สร้างผลงานแบบควิกวิน เริ่มจากมาตรการเร่งด่วนเฉพาะหน้า ทั้งมาตรการลดค่าไฟฟ้าให้เหลือหน่วยละ 3.99 บาท ลดค่าน้ำมันดีเซลไม่ให้เกินลิตรละ 30 บาท ลดราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 ลง 2.50 บาทต่อลิตร โดยใช้กลไกของการปรับลดภาษีสรรพสามิต และการยืดหนี้ให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ออกไป ตามระยะเวลาที่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติลดราคาในช่วงเดือนกันยายน-ธันวาคมนี้
สอดคล้องกับการเดินหน้านโยบายด้านการต่างประเทศของรัฐบาลเศรษฐา ที่เดินหน้าทันทีนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งนายกฯ ด้วยการแนะนำตัวกับผู้นำชาติต่างๆ ผ่านการประชุมระดับเวทีโลกที่สำคัญ ทั้งการประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยสามัญ หรือ ยูเอ็นจีเอ (UNGA) ครั้งที่ 78 ที่นครนิวยอร์กของสหรัฐ ระหว่างวันที่ 18-26 กันยายน
การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ประจำปี 2566 และการประชุมที่เกี่ยวข้องระหว่างวันที่ 11-17 พฤศจิกายน ที่นครซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา
พร้อมกับสร้างความเชื่อมั่นของประเทศไทยต่อนักลงทุนในบริษัทยักษ์ใหญ่ อาทิ เทสลา กูเกิล ไมโครซอฟท์ วอลมาร์ท ติ๊กต็อก มีมูลค่าการลงทุนนับแสนล้านบาท
รวมทั้งเป็นการแสดงจุดยืนทางการเมือง เศรษฐกิจ และความสันพันธ์ระหว่างประเทศ ของประเทศไทย ตามภูมิรัฐศาสตร์โลกที่เกิดขึ้นในขณะนี้
ขณะที่การเดินหน้านโยบายเรือธงของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย (พท.) อย่าง นโยบายดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ให้กับประชาชนอายุ 16 ปีขึ้นไป มีรายได้ไม่เกิน 7 หมื่นบาท และมีเงินฝากไม่เกิน 5 แสนบาท คาดว่าจะมีผู้ผ่านเกณฑ์รับสิทธิ 50 ล้านคน ใช้งบประมาณรวม 5 แสนล้านบาท โดยรัฐบาลเลือกใช้วิธีการออก พ.ร.บ.เงินกู้ 5 แสนล้านบาท มาดำเนินนโยบาย เพื่อเพิ่มกำลังซื้อครั้งใหญ่ของประเทศ เกิดพายุหมุนทางเศรษฐกิจอันเป็นปัจจัยสำคัญในการฟื้นตัวเลขการเติบโตเศรษฐกิจของไทยที่โตต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านในช่วง 9 ปีที่ผ่านมา
แม้นายกฯจะประกาศความชัดเจนถึงหลักเกณฑ์และรูปแบบการใช้จ่ายของนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต แต่ปัจจัยสำคัญที่จะชี้ขาดว่านโยบายดิจิทัลวอลเล็ต “เดินหน้า” หรือ “จอดป้าย”
คือ งบประมาณ 5 แสนล้าน ที่รัฐบาลเลือกใช้วิธีการออก พ.ร.บ.เงินกู้ จะผ่านด่านการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ด่านแรก คือ คณะกรรมการกฤษฎีกา ในฐานะฝ่ายกฎหมายของรัฐบาล ให้ความเห็นทางข้อกฎหมายว่าการออก พ.ร.บ.เงินกู้ ไม่ขัดหรือแย้งต่อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อาทิ รัฐธรรมนูญ กฎหมายงบประมาณ กฎหมายการเงินการคลัง กฎหมายหนี้สาธารณะ พ.ร.บ.เงินตรา หากผ่านความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา และ ครม.ให้ความเห็นชอบ จะต้องไปลุ้นต่อกับที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่ประชุมวุฒิสภา ให้ความเห็นชอบตามกระบวนการพิจารณากฎหมาย ก่อนจะปิดท้ายที่ขั้นตอนการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ หากมีผู้ยื่นให้ตีความร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ 5 แสนล้าน
ส่วนการเดินหน้าผลงาน อย่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ที่อยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความเห็นของภาคประชาชนกลุ่มต่างๆ และการพิจารณาข้อเสนอให้มีการแก้ไข มาตรา 13 พ.ร.บ.ประชามติ เพื่อปรับเกณฑ์การทำประชามติที่ต้องใช้เสียงข้างมาก 2 ชั้น ชี้ขาดการทำประชามติว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อันส่งผลต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาลด้วยว่า
หากไม่สามารถผ่านด่านแรกจากการทำประชามติสอบถามประชาชนว่าต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จะไม่สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญได้เลย
ขณะที่ผลงานด้านอื่นของรัฐบาลเศรษฐา ที่กำลังจะเกิดขึ้น คือ การแก้ปัญหาหนี้ทั้งในและนอกระบบของประเทศ โดยนายกฯจะเปิดแถลงใหญ่ในวันที่ 28 พฤศจิกายนนี้ ด้วยการใช้กลไกของกระทรวงมหาดไทย และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ด้วยการให้นายอำเภอร่วมมือกับผู้กำกับการ (ผกก.) ในทุกจังหวัด แก้ไขปัญหาหนี้ทั้งในและนอกระบบ ผ่านตัวชี้วัดการลดจำนวนหนี้ในแต่ละพื้นที่ จะเป็นเคพีไอต่อการประเมินผลการทำหน้าที่นายอำเภอและผู้กำกับการด้วย
เช่นเดียวกับพรรคร่วมรัฐบาล อย่างพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ไม่รอช้า เดินหน้าสร้างผลงานผ่านกระทรวงที่กำกับดูแลเช่นกัน โดย “อนุทิน ชาญวีรกูล” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรค ภท. นำรัฐมนตรีอีก 3 กระทรวง ได้แก่ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และ น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง แนวทางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศไทย และการพิจารณาการคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการเป็นพนักงานและเจ้าหน้าที่รัฐ ให้เป็นคนที่มีจิตสำนึกรักชาติและภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์ชาติไทย
โดยมีเป้าหมายและภารกิจร่วมกันคือพัฒนาคนและพัฒนาชาติ โดยเราต้องการที่จะทำให้ทรัพยากรที่มีค่าที่สุดของประเทศคือทรัพยากรมนุษย์ได้รับการเสริมสร้างและพัฒนาคุณภาพชีวิต
อันเป็นปัจจัยสำคัญของการสร้างผลงานของพรรค ภท. ร่วมกับรัฐบาลเศรษฐาที่จะบริหารประเทศครบ 90 วัน ในวันที่ 11 ธันวาคมนี้ ซึ่งจะต้องมีการสรุปผลงานชิ้นโบแดงของแต่ละกระทรวงให้กับประชาชนได้รับทราบด้วย
ขณะที่ปัญหาร้อนที่รัฐบาลเศรษฐากำลังเผชิญ ทั้งข้อกล่าวหาว่ามีการแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจระดับผู้กำกับการ ที่มีการพูดคุยระหว่างประชุมร่วมกับ ส.ส.พรรค พท. และการแก้ไข พ.ร.บ.ประชามติ เพื่อเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการเสนอร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ 5 แสนล้านบาท เพื่อเดินหน้านโยบายดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท จะต้องถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น เมื่อมีการเปิดประชุมสภาสมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง ตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม ทั้งการทำหน้าที่ของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญแต่ละคณะ และบทบาทของพรรคร่วมฝ่ายค้านที่มีพรรคก้าวไกล (ก.ก.) เป็นแกนนำ
เมื่อสภาเปิดสมัยประชุม รัฐบาลเศรษฐาจะต้องเตรียมรับแรงกระแทก ผ่านการตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติอย่างเข้มข้น และย่อมมีผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลด้วยเช่นกัน

