‘พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ’ ว่าที่เลขาฯ ป.ป.ส. เปิดแผน ‘ควิกวิน’ แก้ยาเสพติด

27.11.23 | 12:29 น.

‘ภาณุรัตน์’ว่าที่เลขาฯ ป.ป.ส.
เปิดแผน‘ควิกวิน’แก้ยาเสพติด

หมายเหตุพล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ ว่าที่เลขาธิการ ป.ป.ส. ให้สัมภาษณ์พิเศษมติชนถึงนโยบายควิกวินในส่วนของ ป.ป.ส.ตามที่รัฐบาลต้องการให้เกิดขึ้น เพื่อแก้ปัญหายาเสพติดให้ลดลงอย่างเป็นรูปธรรม

ปัญหายาเสพติดเป็นอีกนโยบายที่รัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ให้ความสำคัญ เน้นนโยบายไปในทิศทาง “ทำให้ผู้เสพเป็นผู้ป่วย” สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) หน่วยงานหลัก ต้องผลักดันและขับเคลื่อนนโยบายอย่างเป็นระบบและบูรณาการอย่างเร่งด่วน มติชน มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ ผู้ช่วย ผบ.ตร. รักษาการเลขาธิการ ป.ป.ส. ถึงแนวนโยบายป้องกันปราบปรามยาเสพติด แบบ “ควิกวิน” ว่าจะมีรูปแบบและวิธีการอย่างไร

ภาพรวมของสถานการณ์ยาเสพติดในช่วงนี้

ผมอยากย้อนไปถึงภาพรวมเมื่อ 20 ปีก่อนเพื่อจะได้เห็นภาพชัด ตั้งแต่ปี 2546 รัฐบาลได้ประกาศทำสงครามกับยาเสพติด ผู้เสพตาย ผู้ขายติดคุก นั่นคือมาตรการตั้งแต่ปี’46 นั่นคือมาตรการที่รัฐบาลปี’46 ดำเนินการ เราใช้ทุกมิติ ทั้งการร่วมมือกันระหว่างประเทศก็ทำ ทั้งเรื่องการปราบปรามยึดทรัพย์ การสกัดกั้น รัฐบาลช่วงนั้นทำเต็มที่

Advertisement

ถามว่าสถานการณ์ในยุคปัจจุบันเป็นอย่างไร คงต้องบอกว่าสถานการณ์ยาเสพติดในประเทศไทยเริ่มกระทบต่อวิถีชุมชน ภาพที่เราพบเห็นคือภาพผู้เสพ หรือคนไข้ถือมีด ทำร้ายร่างกายคนอื่น เผาบ้าน สิ่งเหล่านี้คือภาพแสดงให้เห็นความรุนแรงที่เราเห็นในเชิงสถานการณ์ ส่วนเชิงตัวเลขเมื่อ 20 ปีที่แล้ว เจ้าหน้าที่จับยาเสพติด 10 ล้านเม็ดก็ถือว่าเยอะแล้ว แต่ปัจจุบันปี’66 เราจับยาเสพติดได้ 500 ล้านเม็ด นั่นคือสิ่งบ่งชี้ให้เห็นว่าสถานการณ์เริ่มรุนแรงมากขึ้น

ดังนั้น รัฐบาลชุดนี้ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี จึงมีนโยบายเร่งด่วนว่าจะทำอย่างไรถึงจะลดความรุนแรงของยาเสพติดให้เห็นผลได้ภายใน 1 ปี สำนักงาน ป.ป.ส.เป็นหน่วยงานอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พ.ต.อ.ทวีมอบหมายให้ ป.ป.ส.คิดนโยบายว่า 1 ปี จะมีวิธีการ หรือนโยบายอะไรบ้างจะช่วยลดความรุนแรงของยาเสพติดได้อย่างไรบ้าง ป.ป.ส.ก็ได้มีนโยบายเร่งด่วน (ควิกวิน) เพื่อนำไปสู่เป้าหมายอย่างรวดเร็วออกมา 2 โครงการ

 

2 โครงการจะนำมาใช้ลดความรุนแรงของสถานการณ์ยาเสพติดมีอะไรบ้าง

โครงการแรก ขอใช้คำว่าฝั่งอุปสงค์ (Demand side) หรือผู้เสพ เราเชื่อว่ามีผู้เสพ จำนวน 1.5 ล้านคน ตามข้อมูลที่มีการพูดคุยกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่เมื่อปีที่ผ่านมาสำนักงาน ป.ป.ส.ได้ให้งบประมาณไปกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เพื่อค้นหาผู้เสพ และได้ข้อมูลจากผู้เสพที่เจ้าหน้าที่ได้พูดคุยซักถามลงรายละเอียดและบันทึกเลข 13 หลักเข้าสู่ระบบจึงได้ทราบจำนวนตัวเลขผู้เสพ จำนวน 530,000 คน ข้อมูลที่ได้มีการสอบถามเก็บรายละเอียดซื้อยาเสพติดมาจากที่ไหน ใครขายให้

ในจำนวนนี้เป็นกลุ่มบุคคลที่เจ้าหน้าที่ต้องเฝ้าระวังประมาณ 32,623 คน ป.ป.ส.ได้แบ่งกลุ่มคนเหล่านี้เป็น 3 กลุ่ม กลุ่มเฝ้าระวังทั่วไป หรือกลุ่มสีเขียว สีเหลือง ประมาณ 25,636 คน กลุ่มเฝ้าระวังสูงหรือกลุ่มสีส้ม ประมาณ 5,024 คน และกลุ่มเฝ้าระวังสูงสุด หรือกลุ่มสีแดง 1,963 คน กลุ่มสีเขียว สีเหลืองนั้นเป็นกลุ่มบุคคลใช้ยาเสพติด เป็นผู้ป่วยจริง แต่ยังสามารถใช้ชีวิตอยู่ชุมชนได้ บำบัดรักษาด้วยการรับยาแล้วกลับบ้านได้

แต่ ป.ป.ส.จะเน้นหนักให้ความสำคัญกับกลุ่มสีแดงและสีส้ม มีประมาณ 7,000 คน คนกลุ่มนี้เป็นผู้เสพ ใช้ยาจนกลายเป็นผู้ป่วย มีอาการทางจิตเวชจากยาเสพติด พบใน 502 อำเภอ/เขต ป.ป.ส.จะใช้นโยบายนำผู้ป่วยจิตเวชเข้าสู่กระบวนการบำบัด เนื่องจากชาวบ้าน หรือคนในชุมชนเริ่มเห็นว่าคนกลุ่มนี้ไม่ปลอดภัย เป็นอันตราย

และวันที่ 1 ธันวาคมนี้นโยบายจะเริ่มคิกออฟ มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน จะมี 30 จังหวัด 85 อำเภอ ร่วมคิกออฟพร้อมกัน นี่คือกระบวนการที่ ป.ป.ส.ต้องการนำคนกลุ่มนี้ออกจากชุมชนเพื่อความปลอดภัยของคนในชุมชน

สำหรับโครงการฝั่งอุปทาน (Supply side) แน่นอนเป็นที่รับรู้กันว่ายาเสพติดผลิตจากฝั่งประเทศเพื่อนบ้านเรา ดังนั้น ป.ป.ส.จึงเสนอคณะกรรมการ ป.ป.ส. หรือบอร์ด ป.ป.ส. ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานประกาศการกำหนดพื้นที่เร่งด่วนตามมาตรา 5 (10) ของประมวลกฎหมายยาเสพติด เมื่อวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมา กำหนดพื้นที่ควบคุมพิเศษ 3 จังหวัด ประกอบด้วย 1.เชียงใหม่ ในพื้นที่ 5 อำเภอ คือ อ.แม่อาย อ.ฝาง อ.เชียงดาว อ.เวียงแหง อ.ไชยปราการ 2.เชียงราย ในพื้นที่ 6 อำเภอ คือ อ.แม่จัน อ.แม่ฟ้าหลวง อ.แม่สาย อ.เชียงแสน อ.เชียงของ อ.เวียงแก่น และ 3.นครพนม ในพื้นที่ 4 อำเภอ คือ อ.ท่าอุเทน อ.เมืองนครพนม อ.ธาตุพนม อ.บ้านแพง

การเลือกพื้นที่ควบคุมพิเศษใช้หลักเกณฑ์อะไรและมีมาตรการพิเศษอย่างไร

สำหรับพื้นที่ควบคุมพิเศษ 3 จังหวัดนั้น ป.ป.ส.ใช้หลักสถิติการจับกุมการลักลอบนำเข้า จากข้อมูลพบว่าปี 2565 ยาเสพติดจะถูกลักลอบนำเข้าทางภาคเหนือ 74% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 25% แต่ปี 2566 พบว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือตัวเลขสูงขึ้นคือ 42% ข้อมูลนี้เห็นได้ว่าการสกัดกั้นในพื้นที่ภาคเหนือประสบความสำเร็จ เพราะตัวเลขลักลอบนำเข้าเปลี่ยนมาทางภาคอีสาน จึงเป็นสาเหตุเราต้องประกาศเขตพื้นที่ควบคุมเร่งด่วนเพื่อจัดการกับขบวนการค้ายาเสพติด

จะมีการตั้งหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ ภาคเหนือจะให้กองทัพภาคที่ 3 รับผิดชอบ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นหน้าที่ของกองทัพภาคที่ 2 เพื่อจะได้เป็นระบบซิงเกิลคอมมานด์ แต่ไม่ได้หมายความตอนนี้กลไกของรัฐไม่ได้ขับเคลื่อน แต่เป็นการขับเคลื่อนที่แต่ละหน่วยต่างคนต่างทำ เช่น ตำรวจทำอย่าง ทหารทำอย่าง สาธารณสุขทำอย่าง

ดังนั้น จึงต้องมีระบบซิงเกิลคอมมานด์ ให้ทหารเป็นผู้ควบคุม เพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด ส่วนแผนปฏิบัติการต้องมีอะไรพิเศษบ้าง เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเป็นผู้กำหนด คิดรูปแบบในการสกัดกั้น เช่น การลาดตะเวน เมื่อก่อนทหารจะใช้ระบบลาดตระเวนเพื่อป้องกันการรุกล้ำข้ามอธิปไตย การตรวจตราอาจจะน้อย ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีโต๊ะข่าวยาเสพติดที่มีตำรวจ ทหาร ป.ป.ส. ต้องประชุมร่วมกันจะได้มีความชัดเจน

การต่อสู้กับยาเสพติดเราใช้การข่าว หรือข่าวกรอง แต่ถ้าเราอยากชนะกับยาเสพติดเราต้องปลุกชุมชนให้ชุมชนเห็นว่ายาเสพติดเป็นภัยใกล้ตัว ดังนั้น อยากบอกว่าข้าราชการในยุคนี้นั่งห้องแอร์ไม่ได้แล้ว ต้องลงไปที่ชุมชน เพื่อปลุกให้ชุมชนลุกขึ้นมาต่อสู้กับยาเสพติดร่วมกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ

สถานที่รองรับกลุ่มคนที่มีอาการป่วย จะเข้ารับการบำบัดเพียงพอหรือไม่

ที่ผ่านมา ป.ป.ส.ได้เชิญเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง สาธารณสุข ตำรวจ ทหาร ในพื้นที่ 30 จังหวัดมาประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อกำหนดแผนงานร่วมกัน ลงในรายละเอียดว่า หน่วยงานไหนจะต้องปฏิบัติอย่างไร เช่น ระบบสาธารณสุข บุคลากร พื้นที่ เพียงพอหรือไม่ หากต้องรับผู้ป่วยเข้าสู่ระบบ ต้องนอนโรงพยาบาล หากไม่ต้องนอนโรงพยาบาลแค่มารับยาแล้วกลับบ้านหน่วยไหนต้องติดตามความเป็นอยู่ เพราะกลุ่มนี้ก็ถือว่าเป็นผู้ป่วย ทุกอย่างซักซ้อมกันพอสมควร

สำหรับเรื่องเตียงในโรงพยาบาลเพียงพอหรือไม่นั้น ตอนนี้เบื้องต้นสาธารณสุขบอกว่าพอรับได้ แต้ถ้าไม่พอกระทรวงกลาโหมก็ให้ความช่วยเหลือได้ เพราะกระทรวงกลาโหมบอกว่ามีโรงพยาบาลค่ายทหารรองรับ แต่ไม่ใช่การนำตัวไปฝึก เป็นการนำตัวไปบำบัด เพื่อกักตัว คล้ายๆ ผู้ป่วยโควิด

ส่วนกลุ่มผู้ป่วยไม่ต้องนอนโรงพยาบาล รับยาแล้วกลับไปที่ชุมชน กระทรวงมหาดไทยต้องคอยดู ใช้เครือข่ายกำนัน ผู้ใหญ่บ้านเข้ามาช่วยดูในส่วนนี้ ป.ป.ส.ก็พร้อมสนับสนุนงบประมาณอย่างบูรณาการ

ผู้เสพจะพัฒนาเป็นนักค้ารายย่อยเพิ่มขึ้นหรือไม่จากสถิติ

จากข้อมูลสถิติย้อนไป 10 ปี ผู้เสพรายย่อยจะพัฒนาไปเป็นผู้ค้าใหม่ ประมาณ 12.5% หมายความว่า 100 คน ผู้เสพจะพัฒนาเป็นผู้ค้ารายย่อย ประมาณ 12 คน ดังนั้น ยุทธการต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับชาวบ้านนั้น เราต้องเด็ดปีกผู้ค้ารายย่อย คงเหลือไว้แค่ผู้เสพ ผู้ค้ารายย่อยเราจะต้องดำเนินคดีทันที

อยากเรียนว่า ยาบ้า 5 เม็ด หรือถูกจับมากกว่า 5 เม็ด แล้วบอกว่าเป็นผู้ค้ารายย่อย อันนี้คงไม่ใช่ เพราะเวลาเจ้าหน้าที่จับกุมคงไม่ได้เจอแค่ 5 เม็ด หรือ 10 เม็ด ทุกอย่างมีการขยายผลจับกุมได้เป็น 1,000-2,000 เม็ด คิดและบอกกันว่าอีกหน่อยก็กลายเป็นรายย่อยกันหมด เพราะแบ่งยาให้เหลือ 5 เม็ด 10 เม็ด เพื่อหลบเลี่ยงความผิดต่อกฎหมาย อยากบอกว่าไม่มีใครทำกัน เราต้องอยู่ในโลกความเป็นจริง เรามีการถามขยายผลอย่างชัดเจน

ตอนนี้ยาบ้าปรับรูปแบบ หรือส่วนผสมรุนแรงขึ้นหรือไม่

อยากฝากเตือนไปยังพี่น้องประชาชนที่ยังเสพยาบ้า ตอนนี้สูตรผสมยาบ้าจากที่เจ้าหน้าที่จับกุมได้พบว่าไม่มีส่วนผสมของพืช หรือฝิ่นหลงเหลืออยู่เลย มีแต่สารเคมี ทำให้สมองเสื่อมอย่างรวดเร็วและแรงมาก อันตรายต่อระบบสมองมาก

นโยบายความร่วมมือหน่วยงานยาเสพติดจากต่างประเทศ

เน้นไปทางสารตั้งต้น เนื่องจากตอนนี้เมื่อแหล่งปลูกพืชใช้เป็นส่วนผสมทำยาเสพติดมีน้อยลง นักเคมีก็พยายามหาสารตั้งต้นเคมีภัณฑ์เพื่อหาทางนำมาใช้ผลิตสารเสพติด เราได้ประสานความร่วมมือกับสำนักงานปราบปรามยาเสพติด กระทรวงยุติธรรม สหรัฐอเมริกา (Drug Enforcement Administration : DEA) ในการสกัดกั้นทั้งทางสนามบินและท่าเรือ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลการนำเข้าสารเคมีภัณฑ์ อาจนำไปสู่การใช้เป็นสารตั้งต้นผลิตยาเสพติด

ล่าสุดมีการจับกุม สารโซเดียมไซยาไนด์นำไปใช้เป็นสารตั้งต้นผลิตยาบ้าได้ อย่างไรก็ตาม เราต้องประชุมหารือกับกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมที่มีความจำเป็นต้องใช้สารเคมีภัณฑ์เฝ้าระวังบางอย่างในภาคอุตสาหกรรม

จากพูดคุยหารือกับทาง UNODC (สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ) ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาที่สมดุล ทั้งการลดอุปสงค์และอุปทานยาเสพติด และการใช้แนวทางสาธารณสุขนำ ในการดำเนินนโยบายยาเสพติด ป.ป.ส.คิดว่าแนวทางที่เรากำลังดำเนินการนั้นสอดคล้องกับหลักสากล

ประเมินผลสำเร็จอย่างไร

สำหรับโครงการควิกวินนั้นจะประเมินผลช่วง 3 เดือน 6 เดือน 9 เดือน 1 ปี ป.ป.ส.จะเป็นวอร์รูม โดยจะใช้ ศปก.ป.ป.ส.เก็บข้อมูลแผนการดำเนินงาน ติดตาม ดังนั้น หลังวันที่ 1 ธันวาคมนี้ข้อมูลทุกอย่างจะถูกส่งเข้ามา เราจะเห็นตัวเลขนำมาเปรียบเทียบ พร้อมกับประเมินผล เช่น การรับแจ้งคนคลั่งยาลดลงหรือไม่ แผนการสกัดกั้นตามแนวชายแดนประกาศไปเห็นผลหรือไม่ ต้องสืบสวนจากการจับกุมยาเสพติดในพื้นที่ชั้นในว่านำยาเสพติดมาจากส่วนไหน ข้อมูลเหล่านี้ถูกนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบประเมินผลว่าเรามาถูกทางแล้วหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่า ถ้าเราทำพร้อมกันอย่างเป็นระบบ ทั้งสกัดกั้น ปราบปราม การบำบัด สร้างชุมชนเข้มแข็ง สถานการณ์ยาเสพติดจะลดความรุนแรง

จตุพร พ่วงทอง