พท.-ก.ก.ตีปี๊บ ดัน ‘กม.สมรสเท่าเทียม’
ประเด็นความหลากหลายทางเพศและความเสมอภาคทางเพศ หากย้อนไปพบว่ามีการเคลื่อนไหวจากกลุ่มภาคประชาสังคมและภาคประชาชนมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน
กระทั่ง พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ผลักดันเรื่อง สมรสเท่าเทียม ให้เป็นหนึ่งในนโยบาย เสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือ ป.พ.พ. เข้าสู่การพิจารณาสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ผ่านมา และสามารถผลักดันร่างกฎหมายผ่านวาระแรกได้สำเร็จ
จนมาถึงสภาชุดปัจจุบันนี้ ก.ก.ยังคงไม่ยอมแพ้ เดินหน้าลุยต่อด้วยการเสนอร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียมเข้าสภาอีกครั้ง นับได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นครั้งสำคัญอีกขั้นหนึ่ง
สอดรับคำแถลงนโยบายคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2566 ที่แถลงต่อรัฐสภาว่า รัฐบาลจะผลักดันให้มีกฎหมายสนับสนุนสิทธิและความเท่าเทียมของกลุ่มหลากหลายทางเพศ
ขณะที่พรรคเพื่อไทย (พท.) แกนนำพรรครัฐบาล ประกาศจุดยืนสนับสนุนและร่วมเป็นแรงส่งผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียมเพื่อรับประกันสิทธิสมรสสำหรับคู่รักทุกเพศ ด้วยหลักสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ จะผลักดันกฎหมายสมรสเท่าเทียมให้สำเร็จเช่นกัน
เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อีกหนึ่งเสียงที่แสดงจุดยืนให้ความสำคัญด้านความเท่าเทียมทางเพศ เพราะเชื่อว่าทุกคนควรได้รับสิทธิที่เท่าเทียมกันไม่ว่าเขาจะอยู่ในเพศสภาพใดก็ตาม พร้อมประกาศรัฐบาลจะผลักดันสนับสนุนกฎหมายสมรสเท่าเทียม เจรจากับทุกหน่วยงานเพื่อทลายกำแพงดังกล่าวให้ได้
ด้วยเหตุนี้ การประชุมวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมา นายกฯได้มีข้อสั่งการในที่ประชุมให้ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เร่งรัดการนำร่าง พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม ไปทำประชาพิจารณ์แล้วนำเข้าสู่การพิจารณา ครม.ภายใน 15 วัน เพื่อรัฐบาลจะส่งต่อไปยังสภาผู้แทนราษฎร
อีกทั้งมอบ พวงเพ็ชร ชุนละเอียด รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นเจ้าภาพหลักเสนอตัวให้ไทย จัดงาน World Pride 2028 ที่จะมีขึ้นในปี 2571 ภายใต้ชื่อ Bangkok World Pride อีกด้วย
กระทั่งเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ครม.มีมติเห็นชอบหลักการร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) (ฉบับที่) พ.ศ. (สมรสเท่าเทียม) ตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ และเตรียมนำเข้าสู่การพิจารณาของสภา วาระแรกวันที่ 12 ธันวาคมนี้
ทั้งนี้ สาระสำคัญ พ.ร.บ.ดังกล่าว เพื่อให้บุคคล 2 คน ไม่ว่าเพศใดสามารถทำการหมั้นและสมรสได้ แก้ไขคำว่า ชาย หญิง สามี ภริยา และ สามีภริยา เป็น บุคคล ผู้หมั้น ผู้รับหมั้น และ คู่สมรส เพื่อให้มีความหมายครอบคลุมคู่หมั้น หรือคู่สมรส ไม่ว่าจะมีเพศใด รวมทั้งแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง จะทำให้บุคคลนั้นมีสิทธิ หน้าที่ และสถานะทางครอบครัวเท่าเทียมกับคู่สมรสที่เป็นชายและหญิง
เนื่องจากปัจจุบันไทยยังไม่มีกฎหมายให้การรับรองสิทธิในการก่อตั้งครอบครัวของคู่รักเพศเดียวกัน ซึ่งแตกต่างจากสภาพสังคมในปัจจุบันที่มีคู่รักเพศเดียวกันอาศัยอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวจำนวนมาก โดยขาดเครื่องมือทางกฎหมายในการจัดการความสัมพันธ์ทางครอบครัว ส่งผลให้เกิดปัญหาต่อครอบครัวหลากหลายทางเพศหลายประการ เช่น สิทธิในการตัดสินใจในการรักษาพยาบาล สิทธิในการอุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกัน สิทธิในการจัดการทรัพย์สินร่วมกัน และสิทธิในการรับมรดก
ดังนั้น การผลักดันกฎหมายดังกล่าวเป็นไปตามคำแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาด้วยทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญทั้งในมิติด้านสังคมและการสร้างครอบครัว โดยจะทำให้เกิดการยอมรับในทางกฎหมายกับการสร้างครอบครัว การอยู่ร่วมกันของบุคคลมีความหลากหลายทางเพศ รวมถึงก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่ของคู่สมรสเพศเดียวกัน
ทั้งนี้ คารม พลพรกลาง รองโฆษกประจําสำนักนายกรัฐมนตรี อธิบายว่า กฎหมายต้องปรับปรุงเพราะคำว่าหญิงชายปัจจุบันไม่เหมือนเดิมแล้ว เพศเดียวกันสามารถสมรสกันได้ ดังนั้นจะใช้คำว่าคู่ชีวิตไม่ได้แล้ว เพราะเป็นการข้ามเพศ จึงต้องใช้คำว่าสมรสเท่าเทียมต้องยอมรับว่าขณะนี้มีปรากฏการณ์ความหลากหลายทางเพศเยอะมาก ฉะนั้นต้องรีบให้มีกฎหมายออกมารองรับสังคมแบบนี้ให้เปิดกว้าง ให้คนเหล่านั้นได้สร้างครอบครัวอีกแบบแม้จะไม่สามารถมีบุตรได้
ยืนยันว่าไม่ใช่การตัดหน้าก้าวไกล จริงๆ รัฐบาลเข้ามาทำงานได้ 2 เดือนแล้ว การยื่นถือว่าช้าไปด้วยซ้ำ เพราะยื่นได้ตั้งแต่เปิดประชุมสมัยแรก ดังนั้นที่บอกว่าตัดหน้าเป็นแค่ความรู้สึกมากกว่า ทั้งนี้ เมื่อกฎหมายฉบับนี้เข้าสภาแล้ว พรรคก้าวไกลขอแปรญัตติเรียงมาตราได้ ฝ่ายค้านก็เป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญ และใส่ความเห็นของตัวเองได้ ไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์ แต่สังคมเป็นผู้ได้ รองโฆษกยืนยัน
มุมมองของ ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ส.ส.บัญชีรายชื่อ ก.ก. ในฐานะผู้เสนอร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ เห็นว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี ครม.มีมติ ถือเป็นชัยชนะประชาชน โดย ก.ก.พยายามผลักดันมาตลอดจนวันนี้สังคมเห็นพ้องต้องกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงหาเสียงหลายพรรคได้หาเสียงในเรื่องนี้จึงเป็นสัญญาประชาคมที่ต้องทำให้เรื่องนี้เกิดขึ้น
ธัญวัจน์ เล่าย้อนการต่อสู้เรื่องนี้ว่า เริ่มจากปี 2555 นายนที ธีระโรจนพงษ์ พร้อมแฟนหนุ่ม นายอรรถพล จันทวี ไปที่ว่าการอำเภอเมือง จ.เชียงใหม่ ขอจดทะเบียนสมรส แต่ถูกปฏิเสธ จึงได้ไปยื่นร้องที่สภาผู้แทนราษฎร ถือเป็นจุดเริ่มต้น โดยมีคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ตั้งอนุ กมธ.เพื่อมาศึกษา เพียงแต่ไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อยกร่างกฎหมาย แค่ตั้งมาเพื่อแก้ปัญหา ขณะเดียวกันมีการต่อสู้ทางความคิด ว่าเป็นเรื่องผิดปกติทำไม่ได้ หรืออาการเกลียดหรือกลัวผู้มีความหลากหลายทางเพศหรือรักร่วมเพศ (โฮโมโฟเบีย) LGBTQ รวมถึงคิดแบบหลักการคนไม่เท่ากัน
กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม มีการยกร่าง พ.ร.บ.คู่ชีวิต พยายามที่แก้ไข ทำให้เอ็นจีโอแตกเป็นหลายฝ่ายพร้อมดึง พ.ร.บ.คู่ชีวิตไปทำเอง จนกระทั่งนายชวินโรจน์ ธีรพัชรพร นักศึกษามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ทำวิจัยได้รับข้อมูลจากฝรั่งเศสและนำมาปรับจนได้รับการยอมรับกับผู้ไม่เห็นด้วย พ.ร.บ.คู่ชีวิต ก๊กแรก พ.ร.บ.คู่ชีวิต, ก๊กสอง พ.ร.บ.คู่ชีวิตฉบับประชาชน และก๊กสาม พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม (ป.พ.พ.1448) จึงได้คุยหลักการกับนายชวินโรจน์ นำมาปรับให้สอดคล้องกับร่างพรรค ก.ก.ที่จะสามารถออกไปได้ จึงเป็นครั้งแรกที่ร่าง พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียมถูกส่งเข้าสภาปี 2563 ทำให้แฮชแท็กสมรสเท่าเทียมขึ้นอันดับ 1 ขณะที่ตอนนั้น ครม.ส่งร่าง พ.ร.บ.คู่ชีวิตมาเทียบเคียง แต่เนื้อหาไม่เท่าเทียมทำให้เกิดแฮชแท็กว่าไม่เอาพ.ร.บ.ดังกล่าว จนท้ายที่สุดพรรค ก.ก.ได้ยื่นร่าง พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม จนผ่านสภาวาระ 1 ในที่สุดจนถึงปัจจุบัน ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ก.ก.กล่าว
ธัญวัจน์ระบุว่า สิ่งที่ห่วง คือ ครม.จะส่งร่างมาประกบ แล้วจะปัดร่างพรรค ก.ก.ตกหรือไม่จนเคลม พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียมเป็นตนเอง ดังนั้น หากเกิดเหตุการณ์แบบนั้น แสดงว่ารัฐบาลคงไม่เข้าใจความเท่าเทียมจริงๆ
ทั้งนี้ สิ่งที่ต้องจับตาว่าเกมการเมืองในเรื่อง พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม ต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร
ท้ายที่สุดร่าง พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียมจะจบลงอย่างไร ถือเป็นความก้าวหน้าสังคมไทยอีกระดับหนึ่ง

