‘เศรษฐา’ คิกออฟวันนี้ นำ ‘อนุทิน-บิ๊กต่อ’ แถลงแก้หนี้นอกระบบ ลุ้น ครม.เคาะขึ้นเงิน ขรก. กดปุ่มอุ้มชาวนาไร่ละพัน สหพัฒน์หนุน ‘อีซี่อี-รีซีฟ’
เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เตรียมเป็นประธานการแถลงข่าวเรื่องแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ ที่ทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 28 พฤศจิกายน โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ร่วมแถลงข่าวครั้งนี้ด้วย
สำหรับประเด็น คาดว่าจะเป็นการนำเสนอแนวทางการทำงานร่วมกันของหน่วยงานต่างๆ และมาตรการของรัฐบาลในการเร่งแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบให้กับประชาชน โดยกำหนดให้การแก้ปัญหาหนี้นอกระบบถือเป็นวาระแห่งชาติ เนื่องจากเป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญของประเทศ และประชาชนรายย่อยจำนวนมากที่กำลังเผชิญความเดือดร้อนจากสถานการณ์หนี้สินที่รุนแรง
ขณะที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายนเป็นต้นไป รัฐบาลจะสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 20 ไร่ หรือไม่เกิน 20,000 บาท พร้อมมอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์จัดทำแผนพักหนี้ให้กับสมาชิกสหกรณ์ โดยใช้มาตรการเดียวกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) รวมถึงเตรียมงบประมาณสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์รูฟท็อป) เพื่อลดรายจ่ายค่าพลังงานและส่งเสริมสหกรณ์ให้มีรายได้ช่วยพี่น้องเกษตรกรเพิ่มมากขึ้น
ส่วน นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า สำหรับการขึ้นเงินเดือนข้าราชการ เมื่อพิจารณาถึงช่องว่างทางการคลังที่เหลืออยู่ตอนนี้จะสามารถทำได้หรือไม่นั้น มองว่าไม่ได้เป็นการขึ้นเงินเดือนข้าราชการทั้งระบบ แต่อาจปรับในระดับเงินเดือนของข้าราชการแรกเข้าบรรจุที่มีอัตราต่ำเมื่อเทียบกับเอกชน ซึ่งต้องรอติดตามผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 28 พฤศจิกายน
ด้าน นายบุญชัย โชควัฒนา ประธานกรรมการและประธานกรรมการบริหาร บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจุบันกำลังซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคถือว่ายังดีอยู่ แต่ในส่วนของสินค้าฟุ่มเฟือยกำลังซื้ออาจจะปรับตัวลดลงไปบ้าง แนวโน้มราคาสินค้าในปีนี้และปีหน้าเครือสหพัฒน์ยังไม่มีนโยบายปรับราคาขึ้น ทั้งนี้ อยากให้รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ทำให้คนนำเงินออกมาใช้จ่ายมากขึ้น ไม่เกิดภาวะเงินฝืด เช่น โครงการคนละครึ่ง เป็นต้น เนื่องจากถ้าหากรัฐบาลมีมาตรการเดียวอาจจะไม่ได้ผล
“ส่วนโครงการอี-รีฟันด์ (อีซี่ อี-รีซีฟ) ที่ซื้อสินค้า 50,000 บาท ได้ลดภาษีสูงสุด 10,000 บาทนั้น เป็นวิธีการหนึ่งในการกระตุ้น ทำให้คนที่มีรายได้นำเงินออกมาซื้อของได้มากขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้เคยมีโครงการช้อปดีมีคืน แต่ก็ไม่ค่อยได้ผลมากนัก ส่วนเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท เป็นนโยบายที่ประชาชนรอคอย แต่เงินจะหมุนในระบบเศรษฐกิจได้มากน้อยขนาดไหนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง” นายบุญชัยกล่าว

