‘กก.แก้ไขหนี้’ เคาะแก้ระบบสินเชื่อสวัสดิการ 3 ล้านคน-‘กิตติรัตน์’ แย้ม อาจเห็นดบ.บัตรเครดิตเหลือ 15%

30.11.23 | 17:05 น.

‘กก.แก้ไขหนี้’ เคาะแก้ระบบสินเชื่อสวัสดิการ 3 ล.คน หักหนี้แล้วต้องเหลือเงินเดือน 30% ‘กิตติรัตน์’ แย้ม อาจเห็นดบ.บัตรเครดิตเหลือ 15%

‘ทวี’ ชี้ ก.ยุติธรรม เป็นที่พึ่งแห่งแรกของปชช.ในแก้หนี้ทั้งระบบ ชี้ต่อไปนี้ลูกหนี้มีสิทธิร้องขอบรรเทาได้ กก.แก้ไขหนี้ เคาะแก้ระบบสินเชื่อสวัสดิการ 3 ล้านคน หักหนี้แล้วเงินเดือนต้องเหลือไม่ต่ำกว่า 30% หากไม่ถึงเกณฑ์ จะขยายงวดชำระถึงอายุ 75 ปี พร้อมเงินกู้พิเศษ ดีเดย์ ม.ค.67 “กิตติรัตน์” ขอเวลาพิจารณาปรับดอกบัตรเครดิต ก่อนชงนายกฯแถลง 12 ธ.ค.นี้

เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 30 พฤศจิกายน ที่ทำเนียบรัฐบาล พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการกำกับการแก้ไขหนี้สินของประชาชนรายย่อย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะรองประธานกรรมการกำกับการแก้ไขหนี้สินฯ ร่วมแถลงข่าวผลการประชุมฯ ว่า ที่ประชุมได้มีการพิจารณาเรื่องหนี้นอกระบบ โดยเฉพาะเรื่องการแก้ไขพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด เรื่องนี้ถือเป็นวาระที่สำคัญ โดยมีการนำเอาหนี้นอกระบบไว้อยู่ในไปอยู่ในท้ายพระราชบัญญัติคดี

ดังนั้นต่อไปนี้การปล่อยกู้เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดคือ ร้อยละ 15 ต่อปี และไม่มีกฎหมายกำหนด ส่วนที่จะเป็นคดีพิเศษเครือข่ายหนี้นอกระบบ เช่น เราตีว่า 30 ล้าน หรือ 50 คนขึ้นไป ที่ปล่อยกู้ โดยเมื่อตรวจสอบกับกรมบังคับคดีก็จะพบกับกรณีนี้ ซึ่งพบว่ามีเป็นหมื่นๆคน วันนี้จึงสั่งให้ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษมาเป็นผอ. การแก้ปัญหาลูกหนี้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม และเป็นท้ายหนี้นอกระบบที่มีสำนักเข้าไปดูและ โดยดีเอสไอจะทำร่วมกับตำรวจ ซึ่งจะใช้วิธีเข้าไปสอบสวน สืบสวนเครือข่าย ซึ่งจะทำให้บรรเทาเรื่องหนี้นอกระบบ

พ.ต.อ. ทวี กล่าวว่าสำหรับในส่วนของกรมบังคับคดี สิ่งที่น่าเป็นห่วงในวันนี้คือ หนี้ที่มีคำพิพากษาทางแพ่งเมื่อส่งไปที่กรมบังคับคดี ทั้งที่ตั้งเรื่องและไม่ได้ตั้งเรื่องรวมแล้ว 16 ล้านล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้ มีหนี้ของสถาบันการเงินเป็นส่วนใหญ่ ส่วนหนี้อีกก้อนหนึ่งที่เป็นก้อนใหญ่คือหนี้กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ซึ่ง หลังจากที่แก้กฎหมายไปแล้ว โดยหลังจากวันที่ 20 มีนาคม 2566 กฎหมายเก่าถูกยกเลิก ทางกยศ. ต้องไปคิดหนี้ใหม่ คือ ให้มีการจ่ายเงินต้นและดอกเบี้ยปรับไม่เกิน 1.50% นอกจากมีกรมบังคับคดีแล้วก็จะมีศูนย์ยุติธรรมชุมชนทุกแห่ง ที่จะเข้ามาช่วยดูแลเช่นกรณีของบัตรเครดิต ซึ่งปกติมีอายุความ 2 ปี แต่ในกฎหมายแพ่งเขียนเงื่อนไขการยกอายุความต้องให้ลูกหนี้เป็นคนยก ไม่ใช่เจ้าหนี้ยก หากลูกหนี้ไม่ยกในวันฟ้อง หรือวันที่มาต่อสู้คดี ลูกหนี้ก็ไม่สามารถเอาสถานะเรื่องของอายุความเอามาใช้ได้ จึงทำให้ถูกฟ้องเรื่องบัตรเครดิตลุกลามไปถึงการยึดบ้าน ดังนั้นวันนี้จึงเห็นว่าเรื่องนี้ต้องทำให้ประชาชนทุกคนรู้ถึงสิทธิของตัวเอง ว่าหากใครเป็นหนี้บัตรเครดิต ต้องตรวจดูว่า หากเกิน 2 ปีลูกหนี้ต้องเขียนคำร้อง ซึ่งจะช่วยบรรเทาลูกหนี้ ส่วนเจ้าหนี้ก็อยากบอกด้วยว่าเมื่อคุณได้เปรียบทางช่องกฎหมาย ก็ควรจะบอกลูกหนี้

Advertisement

พ.ต.อ.ทวีกล่าวว่า อย่างไรก็ตามในเรื่องของหนี้นอกระบบจะมีสำนักคุ้มครองพยาน ที่จะมาร่วมมือกับทางรัฐบาล ยืนยันว่าเราจะใช้กฎหมายอย่างเข้มแข็งและจริงจัง กระทรวงยุติธรรมก็จะยึดหลักความยุติธรรม ซึ่งปกติมักจะมีคนพูดกันว่าเป็นที่พึ่งสุดท้ายแต่เราจะเป็นที่พึ่งแห่งแรกในการแก้หนี้ให้กับประชาชน โดยใช้ยุติธรรมชุมชน และยุติธรรมจังหวัด นำความยุติธรรมไปถึงชาวบ้าน หยิบปัญหาหนี้ของประชาชนมาช่วยแก้ไข โดยทั้งหมดนี้ จะเป็นการทำตามนโยบายรัฐบาล และครั้งนี้ถือว่าเป็นการแก้หนี้ให้กับประชาชนแบบ 360 องศา และเชื่อว่ายั่งยืนต่อไป ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี ในเรื่องของการแก้หนี้ให้กับประชาชนและเชื่อว่าจะประสบผลสำเร็จ

ผู้สื่อข่าวถามว่าหากนำมาเป็นคดีพิเศษแล้วจะมีโทษอย่างไรบ้าง รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า จะมีมีโทษอ้ังยี่ด้วย โดยจะมีการยึดทรัพย์ เมื่อถามว่า16ล้านลานบาทนั้น เป็นมูลหนี้ปัจจุบันใช่หรือไม่ รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า เป็นมูลหนี้ที่อยู่กรมบังคับคดี ซึ่งต้องบังคับคดีไปตามกฏหมาย ที่จะต้องให้ความเป็นธรรม เป็นการไปช่วยบรรเทา

“หนี้ข้าราชการ ถือเป็นหนี้ที่น่าสงสารที่สุด เพราะถ้าถูกฟ้องล้มละลายก็ต้องถูกออกจากราชการ ถือเป็นมะเร็งร้าย ที่เราจะต้องมีวิธีคิดดอกเบี้ยใหม่ ส่วนหนี้บัตรเครดิตที่ต้องกำหนดดอกเบี้ย 18%นั้น เป็นเรื่องที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทยจะเข้ามากำหนดเพดานและเข้ามาคุม เราต้องอธิบายให้ประชาชนเข้าใจถึงเรื่องอายุความ ก็จะทำให้ เป็นการช่วยเหลือประชาชน ไม่ต้องถูกยึดบ้าน ประชาชนก็ไม่แพ้คดี“

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า จากการรับฟังปัญหาหนี้ของข้าราชการพบว่า การหักเงินเดือนและการชำระหนี้ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของระบบสินเชื่อสวัสดิการ ทำให้ข้าราชการมีเงินเดือนไม่ถึง 30% ดังนั้น คณะกรรมการชุดนี้จึงพิจารณาร่วมกันว่าจะทำให้ข้าราชการมีเงินเดือนเหลือไม่น้อยกว่า 30% ของเงินเดือน สำหรับแนวทางการแก้ไขหนี้สินข้าราชการ จะเป็นการลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ สามารถให้ข้าราชการปลดหนี้ได้อย่างรวดเร็ว แต่ถ้าบางรายไม่สามารถทำให้เงินเหลือมากกว่า 30% ของเงินเดือนได้ จะใช้วิธีการขยายงวดชำระเงินต้นออกไปให้อายุถึง 75 ปี จะส่งผลให้เงินต้นลดลงโดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ จะหาเงินกู้พิเศษจากสหกรณ์ออมทรัพย์ของตัวเองในอัตราดอกเบี้ยเท่าเดิม และหากสมมุติว่ายังเหลือเงินไม่ถึง 30% อีก ซึ่งเชื่อว่าจะเหลือแค่บางรายเท่านั้น เราจะนำมาวิเคราะห์และแก้ไขเฉพาะราย เพื่อให้เกิดการปลดหนี้ให้มีสภาพชีวิตที่อยู่ด้วย โดยจะเดินหน้าและเกิดผลสัมฤทธิ์ในเดือน ม.ค.67 เป็นต้นไป แต่ต้องขอความร่วมมือจากกรมบัญชีกลาง และต้นสังกัดของข้าราชการ

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการกำกับการแก้ไขหนี้สินของประชาชนรายย่อย กล่าวถึงภาพรวมหนี้ของข้าราชการทั้งระบบว่า ข้าราชการที่อยู่ในระบบเงินกู้สหกรณ์มียอดรวมทั้งสิ้น 3 ล้านคน ส่วนใหญ่อยู่กระทรวงศึกษาธิการประมาณ 8 แสนคน กระทรวงสาธารณสุข 2 แสนกว่าคน ตำรวจ 2.3 แสนคน สำหรับแนวทางการแก้ไขหนี้สินของข้าราชการนั้น เราจะดูแลข้าราชการในระบบสวัสดิการและรัฐบาลจะดูแลเรื่องการหักเงินเดือนให้ทุกหน่วย

เมื่อถามถึงการแก้ไขหนี้บัตรเครดิตที่มีเก็บดอกเบี้ย 18% ต่อปี ขณะที่นายกรัฐมนตรีระบุในการแถลงข่าวแก้หนี้นอกระบบให้เก็บดอกเบี้ยในอัตราที่ไม่เกิน 15% ต่อปี ทางคณะกรรมการฯจะมีแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างไร นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า เรื่องบัตรเครดิตอัตราดอกเบี้ยตามข้อตกลงเดิมบวกกับเบี้ยปรับในรายการผิดนัดชำระ ตรงนี้มีการอ้างอิงประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ทำได้ไม่เกินร้อยละ 3 ฉะนั้น การประชุมแก้ไขหนี้ในส่วนที่เหลือ จะมีแนวทาง ตอนนี้ขอพิจารณาให้รอบคอบเพื่อให้พร้อมที่จะเสนอนายกฯ เพื่อแถลงในวันที่ 12 ธ.ค.นี้ เมื่อถามย้ำว่า มีแนวโน้มที่จะเก็บดอกเบี้ยบัตรเครดิต 15% หรือไม่ นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า ก็มีแนวโน้ม