หมายเหตุ – ความเห็นและมุมมองของนักวิชาการต่อร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับพรรคก้าวไกล ที่จะนำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรในสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่ 2

ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ
อดีตคณบดีคณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์
ส่วนตัวยังไม่ได้อ่านรายละเอียดของร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมทั้งหมด แต่เท่าที่ได้ทราบจากสื่อมวลชนร่างกฎหมายของพรรคก้าวไกลค่อนข้างครอบคลุมและกว้างไกลในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองซึ่งมีสาเหตุมาจากแนวความคิดที่แตกต่างกัน ดังนั้น จึงเห็นด้วยและสนับสนุนว่าควรผ่าน พ.ร.บ.ฉบับนี้
กรณีที่นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล ไปพูดคุยกับคนหลายกลุ่ม รวมถึงเจรจากับนายสุวิทย์ ทองประเสริฐ หรือพุทธะอิสระ จนกลายเป็นประเด็นให้คนที่ไม่เห็นด้วยนำมาเป็นจุดอ่อนว่าอาจมีเจตนาเบื้องหลัง หวังนิรโทษกรรมให้กับแกนนำของพรรคอนาคตใหม่หรือไม่ อาจมองไปว่าเหตุที่ยอมเจรจากับฝ่ายตรงข้ามก็เพื่อที่จะได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ สะท้อนว่าคนที่ทำให้เป็นประเด็นยังคงมองการเมืองแบบแบ่งขั้วตามเดิม ยังมีคนที่ไม่ยอมก้าวข้าม
โดยหลักแล้วถ้าจะยุติความแตกแยก ความขัดแย้งทางความคิดได้ ทุกคนต้องออกจากกะลาให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ มีหลายกะลา พอออกมาแล้วต้องลืมตาด้วย แต่แสงข้างนอกมันสว่าง พอตาเปิดไม่ได้ ก็จะหลับตา หรือหาแว่นดำมาใส่ เลยไม่เห็นโลกแห่งความเป็นจริง ก็จะแก้ไขอะไรไม่ได้ ต้องเปิดหูเปิดตากันให้หมดทุกฝ่าย แล้วพูดตามเนื้อผ้า
ประเด็นเรื่องยุตินิติสงคราม ส่วนตัวเห็นด้วยอย่างมาก เพราะเป็นการบิดเบือนกฎหมาย กฎหมายต้องอยู่เหนือความขัดแย้งส่วนตัวปลีกย่อยโดยเฉพาะอุดมการณ์ความคิด รวมถึงการนำประเด็นความมั่นคงของชาติมาอ้าง อย่างการเจรจาสันติภาพทางภาคใต้ หากใช้กฎหมายที่หมิ่นเหม่และแคบ จะกลายเป็นการกดดันองค์กรอิสระทั้งหลายให้ไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ เมื่อฝ่ายที่ใช้กฎหมายมีรัฐรองรับ องค์กรเหล่านั้นก็ต้องทำตาม เพราะขัดนโยบายรัฐไม่ได้ ดังนั้นต้องเอานิติออกมาจากการต่อสู้ทางการเมือง
ยกตัวอย่างสหรัฐอเมริกา ล่าสุดเมื่อปี 2565 ศาลสูงสุด (Supreme Court of the United States: SCOTUS) พิพากษายกเลิกคำตัดสินคดี Roe v Wade ที่เคยพิพากษาเมื่อปี 2516 ว่าการทำแท้งเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญสหรัฐ กล่าวคือการทำแท้งผิดกฎหมาย ผู้กระทำมีความผิด ซึ่งประเด็นนี้ มีความเห็นแบ่งออกเป็น 2 พวก คือ เอากับไม่เอา คนที่มองว่าไม่ผิดก็ต้องไปฟ้องสู้กันไปจนถึงศาลสูง อย่างนี้รับได้ ไม่ใช่มัดตราสัง บอกว่าเป็นกบฏ

โคทม อารียา
ที่ปรึกษาสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา ม.มหิดล
ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับพรรคก้าวไกลส่วนตัวเห็นด้วยโดยหลักการ แต่รายละเอียดต่างๆ ต้องไปคุยกันในสภา เมื่อสภารับหลักการถัดไปก็คุยต่อในคณะกรรมาธิการ แต่ก็เข้าใจทางพรรคเพื่อไทยที่เคยยุบสภามาแล้ว 1 ครั้ง โดยในครั้งนั้นเสนอ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่เราเรียกกันว่า ฉบับสุดซอย เพราะฉะนั้นพรรคก้าวไกลต้องดำเนินการเรื่องนี้อย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะสิ่งที่สำคัญคือ ทางพรรคร่วมรัฐบาลจะว่าอย่างไร
ในจุดที่ติดขัดก็มีกระแสว่า พระราชบัญญัติฉบับนี้ยังเปิดทางให้พิจารณาเป็นรายกรณี
เราต้องก้าวข้ามความขัดแย้ง เปิดพื้นที่พูดคุย แม้กระทั่งพรรคพลังประชารัฐยังเคยชูคำขวัญ “ก้าวข้ามความขัดแย้ง” ทางพรรคพลังประชารัฐจะเอาด้วยหรือไม่ ถ้าเอาด้วยก็ต้องคุยกัน เมื่อที่ใดมีความขัดแย้ง หากคุยกันโดยตรงไม่ได้ ก็ต้องคุยกันในพื้นที่ซึ่งมีคนกลาง หรือตัวกลาง อย่างเช่นสงครามในฉนวนกาซา เมื่อคนจากต่างประเทศเข้าไปเป็นคนกลาง ก็ได้ผลบ้าง อย่างน้อยก็มีการปล่อยตัวประกัน สถานการณ์บ้านเมืองเราไม่ได้หนักหนาสาหัสถึงขั้นนั้น หากสามารถคุยกันได้ อย่าปฏิเสธกันจะดีที่สุด
การนิรโทษกรรมสำหรับทุกกลุ่มสี ส่วนตัวมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา โดยร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมของพรรคก้าวไกล เหมือนกับว่ายังเปิดโอกาสให้คุยเป็นการเบื้องต้นว่าอย่างไรจึงจะดีที่สุด และคลี่คลายกันไป ถ้ามีการพูดคุยกันโดยมีกระบวนการให้พิจารณา ซึ่งคณะกรรมการที่เขาเสนอค่อนข้างรวบรวมจากหลายฝ่าย ดูมีน้ำหนักพอสมควรที่จะมาพิจารณาว่ากรณีไหนเข้าข่ายนิรโทษกรรมบ้าง
สำหรับกรณีที่จะนิรโทษโดยเว้นเจ้าหน้าที่รัฐที่ใช้ความรุนแรงนั้น ส่วนตัวมองว่าหากจะนิรโทษกรรมกันทั้งทีก็ขอให้รวมกันไปเลย ยกเว้นบุคคลที่ไม่ได้ทำตามหน้าที่ และเมื่อพิสูจน์ได้ว่าเป็นการทำร้ายผู้ชุมนุมอย่างรุนแรงนอกเหนือจากการปฏิบัติหน้าที่ โดยต้องพิจารณาความหนักหนาสาหัสจากการกระทำ ยกตัวอย่างกรณี พลเอกร่มเกล้า ธุวธรรม เมื่อเดือนเมษายนปี พ.ศ.2553 ที่กลุ่ม นปช. (แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ) ชุมนุมกันที่สี่แยกคอกวัว วันนั้นมีนายทหารเสียชีวิต การกระทำแบบนี้ก็ยังไม่รู้ว่าใครทำ
ส่วนตัวคิดว่ากรณีทำนองอย่างนี้ กฎหมายอาจจะเขียนไว้ว่าให้ดำเนินคดีตามปกติ เพราะเป็นการกระทำที่อุกฉกรรจ์มาก กระทำเจ้าหน้าที่จนเสียชีวิต แบบนี้ดำเนินคดีได้ แต่ถ้าหากเป็นกรณีทั่วๆ ไป กับบุคคลที่เป็นตำรวจ ทหาร หรือใครก็ตามที่ไม่ได้จงใจวางแผนทำร้ายใครให้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัส ก็น่าจะรวมอยู่ได้ใน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ไม่อย่างนั้นเราก็ไม่สามารถนิรโทษกรรมได้สักที การจำกัดวงเฉพาะผู้ชุมนุมก็ไม่ถูก ต้องครอบคลุมไปถึงเจ้าหน้าที่ด้วย
หากถามว่าจะทำอย่างไรให้สามารถยุติความขัดแย้งทางการเมืองได้นั้น ต้องดูภาพรวมที่เป็นองค์ประกอบของปรากฏการณ์ ซึ่งมีหลายอย่าง เช่น การชุมนุม การรัฐประหาร ซึ่งมีโทษอาญาหนักสุด และมีผู้เสียชีวิตโดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2553 ต่อมา ก็มีผู้เสียชีวิตในการชุมนุมของฝ่ายพันธมิตร และฝ่าย กปปส. นอกจากนี้ ยังมีผู้ที่ถูกดำเนินคดีตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และคดีอาญามาตรา 112 รวมถึงผู้ถูกดำเนินคดีจากการกระทำในสิ่งที่ไม่ตรงกับนโยบายทวงคืนผืนป่านับหมื่นคน
ดังนั้น ต้องเข้าใจว่ามันมีมูลเหตุแห่งความขุ่นเคืองและขัดแย้ง เราจะดำเนินการกับความขัดแย้งอย่างไร เมื่อดูมูลเหตุดูข้อเท็จจริงแล้ว มันก็ทำเป็นกระบวนการที่หลายๆ อย่างประกอบกันซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควร ไม่ใช่ทำกันเพียงแค่ช่วงสั้นๆ อย่างการเยียวยาอดีต มีการบอกว่าให้เงินไปแล้ว ซึ่งนั่นไม่ใช่การเยียวยาอดีต เพราะการเยียวยาอดีตหมายถึงการทำให้สังคมมองดูเหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้น ต้องยอมรับว่ามันเกิดขึ้น ส่วนตัวยังติดในอยู่ในใจเสมอ เพราะเป็นคนรุ่นเก่า เหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 ยังเป็นบาดแผลลึก เมื่อเวลาผ่านไปกว่า 47 ปี ก็ยังมีคนจำนวนมากที่รู้สึกว่าเหตุการณ์นั้นมันไม่ยุติธรรมต่อผู้เสียชีวิต ภายหลังก็มีคนจำคุกอยู่ประมาณ 2 ปี หลายพันคน แต่ก็มีการนิรโทษกรรมให้แล้ว
อย่างไรก็ตาม ในขณะเดียวกัน สังคมส่วนหนึ่งก็ยังมองว่าคนพวกนั้นเป็นคอมมิวนิสต์บ้าง มีเรื่องเล่าที่ทำให้เสียหายแก่เหยื่อบ้าง เมื่อถึงเวลาหนึ่งอาจจะไม่ต้องเยียวยาด้วยเงินตรา แต่เป็นการเยียวยาทางสังคมด้วยการยอมรับว่า เหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 มีผู้เสียชีวิต และต้องให้เกียรติเขา อาจจะทำเป็นอนุสรณ์เล็กๆ บ้าง หรือเป็นการทำพิธีกรรมอะไรบางอย่าง ต้องยอมรับว่าเหตุการณ์นั้นเป็นเหตุการณ์ทางการเมือง กับผู้เห็นต่างทางการเมือง เป็นเหตุการณ์ที่รุนแรง เรียกง่ายๆ ว่า การอโหสิกรรมซึ่งกันและกันเป็นเรื่องสำคัญ
สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน ถ้าวิเคราะห์แล้วว่าความขัดแย้งแต่ละอย่างนั้นมีบาดแผล ก็ต้องมานั่งวิเคราะห์กันว่าในการต่อสู้ทางการเมืองมีการใช้ลวดลายต่างๆ ที่นำมาซึ่งชัยชนะทางการเมือง จนกระทั่งถึงการรัฐประหาร การยุบพรรค ล้มรัฐบาลโดยกระบวนการของรัฐธรรมนูญ เป็นต้น
การต่อสู้ทางการเมืองพอมาถึงจุดหนึ่ง เราต้องคืนดี หรือสมานไมตรีต่อกัน เมื่อทราบว่าอะไรเกิดขึ้น สิ่งที่ค้างคาใจก็ให้มันผ่านพ้นไป เพื่อจะได้มองไปข้างหน้าด้วยกัน เราอาจต้องมองอนาคตทางการเมืองต่อไป จะทำอย่างไรให้เห็นพ้องกันว่า เราจะใช้ประชาธิปไตยใช่หรือไม่
ถึงคุณจะมีความคิดอนุรักษนิยมมากๆ คุณก็ต้องสร้างพรรคการเมืองขึ้นมาเพื่อต่อสู้ ต้องค่อยๆสร้างประชาธิปไตย อย่าใช้วิธีการแบบเดิมๆ คือคิดอะไรไม่ออกก็ไปบอกทหารว่าช่วยปฏิวัติหน่อย แบบนั้นไม่เอาแล้ว
นี่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่จะต้องทำเพื่อให้เกิดการทำความเข้าใจกับเหตุการณ์ และมีกระบวนการสมานไมตรี หรือความปรองดองขึ้น โดยองค์ประกอบที่สำคัญของกระบวนการนี้คือการมีพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการพูดคุย คนที่จะทำต้องมีใจต้องการพัฒนาประชาธิปไตยอย่างจริงจัง

