‘ตรีรัตน์’ จี้รัฐเลิกลดค่าไฟแบบผักชีโรยหน้า แนะจัดการโครงสร้างราคาและที่มาของก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของโรงไฟฟ้า หนุนเพิ่มสัดส่วนโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด ยกเลิกการรับซื้อไฟฟ้าที่มีค่าแอดเดอร์ เชื่อช่วยลดค่าไฟได้ยั่งยืน
เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน นายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส รองเลขาธิการพรรคไทยสร้างไทยและนักธุรกิจผู้ประกอบการพลังงาน กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ กกพ. มีมติรับทราบผลการรับฟังความคิดเห็นค่าไฟฟ้าผันแปร หรือค่าเอฟที งวดเดือน ม.ค.-เม.ย.2567 ส่งผลให้อัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น โดยจะเรียกเก็บผู้ใช้ไฟฟ้าทุกประเภทเฉลี่ยรวมอยู่ที่ 4.68 บาทต่อหน่วย จากเดิม 3.99บาท ต่อหน่วยนั้น
นายตรีรัตน์ระบุว่า การแก้ไขปัญหาค่าไฟฟ้าแพงอย่างยั่งยืนต้องแก้ที่โครงสร้าง เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่ามาตรการลดค่าไฟทุกวันนี้เป็นมาตรการแก้ไขปัญหาแบบผักชีโรยหน้า ใช้วิธีชะลอคืนหนี้การไฟฟ้าฝ่ายผลิต ไม่ได้แก้ที่โครงสร้างที่มาของต้นทุนไฟฟ้า ที่เป็นปัญหาทำให้ไฟแพงถึงทุกวันนี้ ส่งผลให้การออกมาตรการช่วยเหลือค่าไฟทำได้แค่สั้นๆ เท่านั้น เสมือนโยกเงินจะกระเป๋าซ้ายไปโปะกระเป๋าขวา ตนจึงอยากชี้ให้เห็นปัญหา พร้อมเสนอแนะทางแก้ ในฐานะผู้ประกอบการที่อยู่ในภาคธุรกิจนี้ และผู้ทำนโยบายพลังงาน ดังนี้
1.อย่างที่ทราบดีว่าโรงงานไฟฟ้าในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นโรงงานไฟฟ้าประเภท “ก๊าซธรรมชาติ” ซึ่งก๊าซถือเป็นต้นทุนหลักของโรงไฟฟ้าชนิดนี้ และราคามีความแปรผันสูง แม้ประเทศไทยสามารถผลิตก๊าซธรรมชาติได้เองจากอ่าวไทย แต่ก๊าซเหล่านั้นไม่ได้ถูกนำไปใช้ในโรงไฟฟ้าก๊าซ แต่กลับเป็นในอุตสาหกรรมอื่น เช่น ปิโตรเคมี เพราะได้กำไรมากกว่า
ทำให้ “ก๊าซที่ใช้ในโรงไฟฟ้า” ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ และยังเต็มไปด้วยอุปสรรค เนื่องจากในอดีตมีผู้นำเข้าก๊าซมาขายในประเทศไทยเพียงรายเดียว ส่งผลให้ไม่เกิดการแข่งขันด้านราคา และอาจเกิดการผูกขาดไม่เป็นไปตามกลไกทางตลาด ตอนหลังแม้มีการแก้กฎหมายเรื่องการผูกขาดแล้ว แต่เอกชนรายอื่นที่ต้องการนำเข้าก๊าซก็ต่างเต็มไปด้วยเงื่อนไขอุปสรรคต่างๆ ให้ไม่สามารถแข่งขันกับผู้นำเข้ารายเดิมได้ และยังไม่รวมประเด็นท่อส่งก๊าซโรงแยกก๊าซธรรมชาติ
ดังนั้น หากรัฐบาลจริงใจในการลดค่าไฟอย่างยั่งยืนต้องเข้ามาจัดการโครงสร้างราคาและที่มาของก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของโรงไฟฟ้าก่อน
2.ในอนาคตอันใกล้ 7 ปีข้างหน้าจะมีโรงงานไฟฟ้ารอปลดประจำการมากถึง 14 โรงไฟฟ้า ตนเห็นว่าภาครัฐควร “เพิ่มสัดส่วนโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด” เช่น ลม/แสงอาทิตย์/น้ำ เข้ามาทดแทนโรงงานไฟฟ้าก๊าซที่กำลังจะปลดระวาง เพื่อลดปัญหาราคาก๊าซผันผวน แต่ในขณะเดียวกันก็ยังจำเป็นต้องมีโรงงานไฟฟ้าก๊าซให้เพียงพอ เพราะถือเป็นไฟฟ้าเสถียรและมีความจำเป็น ในกรณีที่โรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดไม่สามารถผลิตไฟจากสาเหตุธรรมชาติ (ลมไม่มี แสงอาทิตย์ไม่มา)
3.ยกเลิก “ค่าแอดเดอร์” ซึ่งหากจำได้ สมัยก่อนรัฐบาลเคยสนับสนุนการซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนขนาดเล็ก โดยให้เงินสนับสนุนเพิ่ม หรือที่เรียกว่าค่าแอดเดอร์ ยาวถึง 7-10 ปี ในอัตราสูงถึง 6-8 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ภาครัฐต้องซื้อไฟจากโรงไฟฟ้าเหล่านี้แพงถึง 9-12 บาท ต่อหน่วย ทั้งๆ ที่ราคาขายไฟฟ้าปัจจุบันอยู่ที่ 2 บาทกว่าเท่านั้น ซึ่งตนเห็นว่ารัฐควรจะยกเลิกการรับซื้อไฟฟ้าที่มีค่าแอดเดอร์ ซึ่งโรงไฟฟ้าเหล่านี้คงคืนทุนและได้กำไรมามากพอแล้ว อีกทั้งเป็นสัญญาทาสที่ต่ออายุสัญญาได้เรื่อยๆ ไม่มีวันหมดอายุสัญญาสร้างภาระให้ประเทศระยะยาว ซึ่งหากรัฐบาลสามารถแก้โครงสร้างเหล่านี้ได้ตามที่ผมเสนอ มั่นใจว่าสามารถลดค่าไฟได้ทันที และยั่งยืนแน่นอน
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- ปชช.หน้ามืด! กกพ. เคาะค่าไฟงวดใหม่ ม.ค.-เม.ย.67 หน่วยละ 4.68 บาท
- ‘เศรษฐา’ ร้องโอ๊ย ลั่นรับไม่ได้ ขึ้นค่าไฟ 4.68 บาท สูงเกินไป จ่อเรียกประชุม กกพ.
- ‘พีระพันธุ์’ สั่ง กกพ.ลดค่าไฟ เหลือ ไม่เกินหน่วยละ 4.20 บ. หลังนายกฯร้องโอ๊ย!

