หน้าแรก การเมือง ธนาธร วอน ‘ใช...

ธนาธร วอน ‘ใช้งานเราเถอะ’ ย้อนจุดตกต่ำ ขุดเหตุผลชนชั้นนำไม่แคร์ จดลิสต์ ‘ปีหน้าเจอแน่’

2.12.23 | 19:24 น.

ธนาธร วอน ‘ใช้งานเราเถอะ’ ย้อนจุดตกต่ำขบวนการ ขุดเหตุผลชนชั้นนำไม่แคร์ จดลิสต์ ‘ปีหน้าเจอแน่’

เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ที่มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-Move) จัดกิจกรรมระดมทุน “13 ปี พีมูฟ สู่สังคมที่เป็นธรรม” ที่ดิน เสรีภาพ ประชาธิปไตย และความเป็นธรรม โดยมีกิจกรรมตลอดทั้งวัน อาทิ รำลึกวีรชน, การระดมทุนผ้าป่าสามัคคี, การเสวนาวิชาการ, ซุ้มอาหารเครือข่าย งานวัฒนธรรม เป็นต้น

บรรยากาศเวลา 16.00 น. มีการเสวนาหัวข้อ “สู่อนาคตประชาธิปไตย สู่สังคมไทยที่เป็นธรรม” นำโดย นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าคณะก้าวหน้า, ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, น.ส.กรกนก คำตา อดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคสามัญชน, นางปรีดา คงแป้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, ศ.ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์, นายพายุ บุญโสภณ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง, นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิดวงประทีป และ น.ส.ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้ดำเนินรายการ

ในตอนหนึ่งของการเสวนา นายธนาธรกล่าวว่า ตนคิดว่าเวลาเราพูดถึงการเคลื่อนไหวของภาคประชาสังคม โดยปีนี้ 2566 ถ้าเราย้อนหลังกลับไป 13 ปี ก็จะตรงกับปี 2553 ซึ่งเป็นปีที่เกิดขบวนการพีมูฟ

Advertisement

“ตอนนั้นน่าจะเป็นจุดตกต่ำที่สุดของภาคประชาสังคม แยกกันยับ เกิดจากการทำรัฐประหาร 2549 ผมคิดว่าพีมูฟก็น่าจะเกิดจากบริบทนั้น ถามว่าขบวนการประชาชนยังจำเป็นอยู่ไหม จำเป็นอยู่แน่นอน ขบวนการประชาสังคมอย่างแรกคือมีอิสระมากกว่า ข้อจำกัดน้อยกว่า และแรดิเคิล (radical) ได้มากกว่า รวมถึงสร้างพันธมิตรได้มันมีมากกว่า ซึ่งภาคการเมืองมักถูกถามถึงความไว้วางใจจากประชาชน หรือมีสำนึกที่อยากจะช่วยเหลือประชาชนจริงหรือเปล่า จึงเป็นสิ่งที่ภาคการเมืองทำไม่ได้” นายธนาธรชี้

นายธนาธรกล่าวอีกว่า ผ่านมา 13 ปี พีมูฟน่าจะมี 4 บทบาทด้วยกันคือ 1.คัดค้าน ไม่ว่าจะเป็นเหมืองแร่ในพื้นที่ต่างๆ การแย่งชิงทรัพยากร 2.บรรเทา ไม่ว่าจะเป็นคดีทวงคืนผืนป่า ไปบรรเทาความเดือดร้อนจากขั้นตอนต่างๆ ที่ชาวบ้านถูกดำเนินการทางกฎหมาย 3.สร้างความตระหนักรู้ปัญหาที่เจอเหมือนกันทั้งประเทศ 4.ผลักดันปัญหามากกว่ารายประเด็น ซึ่งเกี่ยวกับโครงสร้าง

“ถ้าใครติดตามพีมูฟ การเรียกร้องที่ประตู 4 (ทำเนียบรัฐบาล) ไม่ได้เกี่ยวข้องกับปัญหาเพียงพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่เป็นภาพรวมปัญหาระดับประเทศ บทบาทที่สำคัญ เพียงแต่ต้องสร้างความกลมกล่อม” นายธนาธรเผย

นายธนาธรกล่าวว่า ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมมันสร้างชาวบ้านด้วย ตนคิดว่าสำนึกทางการเมืองเกิดตอนวัยรุ่น ที่เริ่มจากการรักสิ่งแวดล้อมมาก่อน พูดถึงเรื่องป่า เรื่องสัตว์ แล้วก็มาเป็นเรื่องการเมือง

“ถ้าย้อนกลับไปดูตัวต่อแรกที่สมัชชาเกษตรกรรายย่อยภาคอีสาน (สกยอ.) ก็กลายมาเป็นสลัม 4 ภาค สมัชชาคนจนขึ้นมา พอมาถึงปี 2549 เกิดการถกเถียงกันเยอะในภาคประชาสังคม แล้วเกิดสายธารของพีมูฟขึ้นมาก ถ้าไม่มีหลายท่านที่นี่ก็จะไม่มีธนาธรในวันนี้ ถ้าไม่ได้อ่านงานเขียน งานของหลายท่าน ก็จะไม่สามารถก่อร่างสร้างตัวเป็นธนาธรขึ้นมาได้” นายธนาธรกล่าว

นายธนาธรกล่าวว่า ตนคิดว่าโครงสร้างอำนาจระหว่างชนชั้นนำ นายทุนขนาดใหญ่นั้น มีวาระประเทศไทยของเขาเอง ไม่ใช่เรื่องของการพัฒนาประเทศ ไม่ใช่เรื่องชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน ไม่ใช่สร้างเศรษฐกิจให้รุ่งเรือง ไม่ใช่การจัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรม

 

“วาระของพวกเขาคือ การรักษาระเบียบปัจจุบันเพื่อให้เขาสามารถครองอำนาจนำทางการเมืองได้ตลอดไป นี่คือวาระของชนชั้นนำประเทศไทย เขาจึงไม่แคร์ต่อการคอร์รัปชั่น ไม่แคร์เรื่องที่อยู่อาศัย เพราะมันไม่ใช่ส่วนหนึ่งของวาระ ถ้าการแต่งตั้งราชการทั้งหมดเป็นไปด้วยคุณธรรมและผลงาน เขาจะเอาคนที่รับใช้เขาขึ้นมาบนตำแหน่งได้อย่างไร ดังนั้น สิ่งที่เรียกว่า ตั๋ว ไม่ใช่สิ่งแปลกปลอม แต่เป็นการรักษาระบบเขาไว้ด้วยซ้ำไป” นายธนาธรกล่าว

นายธนาธรกล่าวว่า กลุ่มชนชั้นนำทางจารีต กองทัพ ทางภาคธุรกิจ เพื่อบรรลุวาระทางประเทศไทยของเขา คือรัฐบาลการรวมศูนย์อำนาจ มันไม่ได้มีชีวิต จิตวิญญาณด้วยมันเอง แต่มีไว้เพื่อคงระบบเขาไว้

“ยกตัวอย่าง การผลิตซ้ำวาทกรรมความคิดที่รับใช้อำนาจนำในปัจจุบัน การจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน หลายคนบอกว่าสิทธิ เสรีภาพ มันเกี่ยวอะไรกัน ดูได้ชัดเจนอย่างยิ่งในช่วงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีเจ้าหน้าที่ไปถึงบ้านเลย วิพากษ์วิจารณ์เมื่อไหร่ โดนกดดันในพื้นที่หมดเลย ตอนนั้นโดยทั่วไปคดีทวงคืนผืนป่าจะไม่มากมายขนาดนี้ เพราะรวมตัวกันไม่ได้ ไม่มีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก และการรวมตัวกันของประชาชน” นายธนาธรชี้

นายธนาธรกล่าวว่า อีกเรื่องที่เห็นปัญหาใหญ่คือ ระดับกฎกระทรวง คำสั่งของอธิบดีทั้งหลาย หลายเรื่องที่เราพูดกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่ดินหลายเรื่อง เป็นเรื่องของระดับกฎหมายที่ต้องใช้กลไกสภาผู้แทนราษฎรเข้าไปจัดการ แต่อีกหลายเรื่องไม่ใช่กฎหมาย เป็นเรื่องของระดับคำสั่งอธิบดีเท่านั้นเอง เช่น การพิสูจน์สิทธิเป็นระดับปฏิบัติการ ระดับกรมเท่านั้น

“การรวมศูนย์อำนาจเป็นส่วนสำคัญในการดำรงรักษาระบบเอาไว้ได้ ในโอกาส 13 ปีพีมูฟ อยากจะเสนอแนะ ให้ความเห็นที่ไม่ใช่ต่อพีมูฟอย่างเดียว แต่รวมถึงประชาชนในปี 2567 ไปด้วย สนามปีหน้าที่ต้องเจอแน่ คือแก้รัฐธรรมนูญ กระจายอำนาจ นิรโทษกรรม ปัญหาเรื่องที่ดิน ที่อยากให้ปักให้ได้ โดย 1.การแก้รัฐธรรมนูญ มีความไม่ลงรอยในประเด็นหลักด้วยกัน คือ หมวด 1 และหมวด 2 จะเป็นอย่างไร และ สภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) จะมาอย่างไร ต้องเลิกพูดว่าแก้ แต่เรียกว่าร่างใหม่” นายธนาธรกล่าว

นายธนาธรกล่าวอีกว่า ในคำถามประชามติ คือท่านเห็นด้วยกับการร่างใหม่หรือไม่ แล้วค่อยไปถามว่าท่านเห็นด้วยหรือไม่ที่จะแก้ทั้งฉบับ ไม่ยกเลิกหมวด 1 กับหมวด 2 และเห็นด้วยหรือไม่ที่จะเลือกตั้ง ส.ส.ร.มาจากประชาชนโดยตรง

“ที่ผ่านมา ส.ส.ร.มาจากการคัดเลือกโดยกลุ่มวิชาชีพ แต่ครั้งนี้ควรเปิดให้มีการเลือกตั้งโดยตรง ถ้าเราเอาเรื่องหมวด 1 และหมวด 2 หรือ ส.ส.ร.เข้าไปในคำถามหลัก มันจะไม่เกิด เอามาเป็นคำถามพ่วงดีกว่า ต้องเอาให้คำถามหลักผ่านก่อน” นายธนาธรเผย

นายธนาธรกล่าวว่า นิรโทษกรรมคดีทางการเมืองไม่น่าจะรวมถึงคดีที่ทำคนตาย คดีทุจริต เจ้าหน้าที่รัฐทำเกินกว่าเหตุ ไม่มั่นใจว่าก้าวไกลยื่นหรือยัง ซึ่งคิดว่าคนที่ทวงผืนป่าทั้งหมดต้องได้นิรโทษกรรมด้วย

นายธนาธรกล่าวอีกว่า รวมถึงเรื่องการแก้เรื่องการกระจายอำนาจเข้าไปด้วย คือเรื่องที่ดิน รัฐบาลปัจจุบันมีความต้องการมากที่อยากจะทำบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องที่ดิน แต่ก็ดี ไม่ว่าจะแรงจูงใจใดก็ตาม ปัญหาอยู่ที่รัฐราชการ

“ผมคิดว่าฝ่ายรัฐบาลมีเจตจำนงประมาณหนึ่ง ผมขอเสนอว่า ยกนิรโทษคดีทวงคืนผืนป่า ขับเคลื่อนเรื่องเล็กที่สามารถแก้ด้วยในระดับกรมได้ สะสมชัยชนะเล็กๆ บางเรื่องสามารถแก้ไขด้วยหลายกลไก แต่ขับเคลื่อนประเด็นเดียวกัน เป็นประเด็นที่เล็กแล้วสะสมให้กลายเป็นชัยชนะ” นายธนาธรชี้

นายธนาธรกล่าวว่า 27 ปีที่แล้วตนเข้าไปรับรู้ปัญหาสวนทุเรียน ผ่านมาหลายปียังเหมือนเดิม สิ่งต่างๆ ยังไม่ได้รับการแก้ไข กฎหมายไม่ได้รับการแก้ไข เรื่องป่าชุมชน ภาษีที่เพิ่มขึ้น ภาษีที่ดินแปลงรวม การแก้ไข พ.ร.บ.เกี่ยวกับป่าไม้และอุทยาน ควรทำเป็นประมวลกฎหมายป่าไม้ ที่ดินใหม่ รวมถึงเรื่อง ส.ป.ก.ด้วย

“ถ้าประชาชนสามารถยื่นประกบกับที่ก้าวไกลกำลังจะยื่นได้ ควรยื่นในช่วงนี้เลย ถ้าผมจำไม่ผิดน่าจะปี 2541 ที่มีโฆษณาว่าคนจนไม่ใช่คนอื่น ส่วนหนึ่งของการประชาสัมพันธ์สมัชชาคนจน ผมคิดว่ามันมาไกลมาจากจุดนั้น เรารับรู้ว่าที่ดินมันเป็นปัญหาใหญ่จริงของประเทศ มันไม่ต้องไปดีเฟนด์กับพีมูฟแล้ว” นายธนาธรกล่าว

นายธนาธรกล่าวว่า ถ้ามีคนที่จริงใจในการแก้ไขปัญหา ฝ่ายค้านพร้อมสนับสนุนอยู่แล้ว มันมีโอกาสมีชัยชนะด้วยกลไกเล็กๆ ตนคิดว่ามันจะเป็นไปได้

“อำนาจของฝ่ายค้านพอมีอยู่บ้าง พูดในตรงนี้คือใช้งานเราเถอะ เราอยากโดนใช้งาน หลายเรื่องก็คงไม่มีอำนาจ แต่หลายเรื่องตั้งแต่รอบปี’62 หลายเรื่องเราก็ช่วยผลักดันวาระอะไรได้ ดังนั้น คณะก้าวหน้า พรรคก้าวไกล ขอปวารณาตัวขอให้ใช้งานพวกเรา มีเรื่องอะไรที่พวกเราสามารถทำได้ ที่สามารถผดุงความยุติธรรมได้ ก็ขอให้ใช้งานพวกเรา” นายธนาธรเผย