เปิดผลสำรวจ เชื่อมั่น‘ตร.’ แนะ4ข้อ‘ตั้งด่าน-คุ้มครองสิทธิ’

เปิดผลสำรวจ เชื่อมั่น‘ตร.’ แนะ4ข้อ‘ตั้งด่าน-คุ้มครองสิทธิ’

หมายเหตุ – “มติชน” นำเสนอผลสรุปรายงานผลการศึกษาโครงการประเมินผลความเชื่อมั่นและความพึงพอใจของประชาชนต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตํารวจ ประจําปีงบประมาณ พ.ศ.2566 ที่นำเสนอต่อกองวิจัย สํานักงานยุทธศาสตร์ตํารวจ สํานักงานตํารวจแห่งชาติ คณะผู้วิจัย ประกอบด้วย รศ.ดร.ธัชเฉลิม สุทธิพงษ์ประชา รศ.ดร.ภาคภูมิ ทิพคุณ รศ.พ.ต.ต.ดร.ชวนัสถ์ เจนการ สถาบันวิจัยและให้คําปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กันยายน 2566

ตํารวจเป็นต้นนํ้าแห่งกระบวนยุติธรรม มีบทบาทสําคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่สาธารณชน ด้วยการปราบปรามสิ่งที่ไม่ถูกต้องและลงโทษผู้กระทําผิดกฎหมาย การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมิน ความเชื่อมั่นและความพึงพอใจของประชาชนต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตํารวจ ประจําปีงบประมาณ พ.ศ.2566 ใน 11 ประเด็น คือ (1) ความพึงพอใจของประชาชนต่อการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตํารวจในการตั้งจุดตรวจในภาพรวมของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ (2) ความหวาดกลัวภัยอาชญากรรมของประชาชน (3) ความพึงพอใจและความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตํารวจ (แยกบนสถานีตํารวจ และนอกสถานีตํารวจ) (4) ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตํารวจ (ด้านการรักษาความสงบเรียบร้อย ประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินและการบริการ) (5) ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตํารวจ (ด้านอํานวยความยุติธรรม) (6) ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการอํานวยความยุติธรรมทางอาญาของตํารวจ (ด้านการบริการด้วยความสะดวกรวดเร็วเสมอภาค และเป็นธรรม) (7) ความหวาดกลัวภัยอาชญากรรมของประชาชนในพื้นที่โครงการสมาร์ทเซฟตี้โซน (SMART SAFETY ZONE) 4.0 (8) ความเชื่อมั่นของประชาชนในพื้นที่โครงการสมาร์ทเซฟตี้โซน (SMART SAFETY ZONE) 4.0 ต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตํารวจ (9) ความพึงพอใจของชุมชนและภาคีเครือข่ายต่อการเข้ามามีส่วนร่วมในกิจการตํารวจ (10) ความเชื่อมั่นของพนักงานสอบสวนและประชาชน ต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่งานตรวจพิสูจน์หลักฐานและงานทะเบียนประวัติอาชญากร และ (11) ความพึงพอใจของผู้เสียหาย พยาน และผู้ต้องหา ต่อการดําเนินมาตรการคุ้มครองสิทธิตามหลักสิทธิมนุษยชนในกระบวนการยุติธรรมของตํารวจ

การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถามความคิดเห็นในประชากร ประกอบด้วย ประชาชนทั่วไป ประชาชนที่มาใช้บริการบนสถานีตํารวจและนอกสถานีตํารวจ ประชาชนในฐานะผู้เสียหายที่มาแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนในคดีอาญาไว้แล้วไม่น้อยกว่า 3 เดือน ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่โครงการสมาร์ทเซฟตี้โซน 4.0 พนักงานสอบสวน ผู้เสียหาย พยาน ผู้ต้องหา และประชาชนในชุมชนและภาคีเครือข่ายที่เข้ามามีส่วนร่วมในกิจการตํารวจจากแต่ละพื้นที่สถานีตํารวจทั่วประเทศ

ทั้งนี้ การสุ่มตัวอย่างใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น โดยการสุ่มตัวอย่างพื้นที่เป้าหมาย ใช้สถิติการเกิดอาชญากรรมสูง กลาง ตํ่า พื้นที่ตามโครงการสมาร์ทเซฟตี้โซน 4.0 และพื้นที่ตามโครงการตําบลตามแนวชายแดนมีความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เป็นเกณฑ์ในการคัดเลือกพื้นที่เป้าหมายร่วมด้วย รวมจํานวนกลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 13,941 คน

Advertisement

การรายงานผลการศึกษาดําเนินการตามวัตถุประสงค์ 11 ข้อ ดังนี้ 1.ความพึงพอใจของประชาชนต่อการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตํารวจในการตั้งจุดตรวจ ในภาพรวมของสํานักงานตํารวจแห่งชาติในปีงบประมาณ พ.ศ.2566 สํานักงานตํารวจแห่งชาติได้ค่าคะแนนเฉลี่ย 2.80 จากคะแนนเต็ม 4.00 คิดเป็นร้อยละ 59.90 ประเด็นการตั้งจุดตรวจทั่วไปได้ค่าคะแนนเฉลี่ย 2.73 คิดเป็นร้อยละ 57.60 และประเด็นการเรียกหยุดหรือเรียกตรวจค้นได้ค่าคะแนนเฉลี่ย 2.87 คิดเป็นร้อยละ 62.20

2.ความหวาดกลัวภัยอาชญากรรมของประชาชน ได้ค่าคะแนนเฉลี่ย 2.23 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 41.13 3.ความพึงพอใจและความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตํารวจ (แยกบนสถานีตํารวจและนอกสถานีตํารวจ) ในภาพรวมได้ค่าคะแนนเฉลี่ย 3.33 คิดเป็นร้อยละ 77.80 หากพิจารณาเฉพาะความพึงพอใจและความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตํารวจบนสถานีตํารวจได้ค่าคะแนนเฉลี่ย 3.45 คิดเป็นร้อยละ 81.59 และความพึงพอใจและความเชื่อมั่น ของประชาชนต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตํารวจนอกสถานีตํารวจ ได้ค่าคะแนนเฉลี่ย 3.20 คิดเป็น ร้อยละ 74.01

4.ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตํารวจ (ด้านการรักษาความสงบเรียบร้อยประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินและการบริการ) ได้ค่าคะแนนเฉลี่ย 2.92 คิดเป็นร้อยละ 64.06 5.ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตํารวจ (ด้านอํานวยความยุติธรรม) ได้ค่าคะแนนเฉลี่ย 2.91 คิดเป็นร้อยละ 63.67 6.ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการอํานวยความยุติธรรมทางอาญาของตํารวจ (ด้านการบริการด้วยความสะดวกรวดเร็ว เสมอภาค และเป็นธรรม)ได้ค่าคะแนนเฉลี่ย 3.18 คิดเป็นร้อยละ 72.75

7.ความหวาดกลัวภัยอาชญากรรมของประชาชนในพื้นที่โครงการสมาร์ทเซฟตี้โซน (SMART SAFETY ZONE) 4.0 ได้ค่าคะแนนเฉลี่ย 2.23 คิดเป็นร้อยละ 41.13 8.ความเชื่อมั่นของประชาชนในพื้นที่โครงการสมาร์ทเซฟตี้โซน (SMART SAFETY ZONE) 4.0 ต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตํารวจ ได้ค่าคะแนนเฉลี่ย 2.83 คิดเป็นร้อยละ 60.85

9.ความพึงพอใจของชุมชนและภาคีเครือข่ายต่อการเข้ามามีส่วนร่วมในกิจการตํารวจ ในภาพรวมได้ค่าคะแนนเฉลี่ย 3.24 คิดเป็นร้อยละ 74.64 แบ่งเป็น 3 ด้าน คือ ด้านงานชุมชนสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันอาชญากรรมได้ค่าคะแนนเฉลี่ย 3.27 คิดเป็นร้อยละ 75.54 ด้านการดําเนินโครงการสร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันอาชญากรรมระดับตําบล เพื่อสนับสนุนการป้องกันอาชญากรรมตามนโยบายขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน (Stronger Together) ได้ค่าคะแนนเฉลี่ย 3.20 คิดเป็นร้อยละ 73.25 และด้านการดําเนินโครงการตําบลตามแนวชายแดน มีความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ได้ค่าคะแนนเฉลี่ย 3.25 คิดเป็นร้อยละ 75.13

10.ความเชื่อมั่นของพนักงานสอบสวนและประชาชนต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ งานตรวจพิสูจน์หลักฐานและงานทะเบียนประวัติอาชญากร ได้ค่าคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 2.84 คิดเป็นร้อยละ 61.08 โดยความเชื่อมั่นของพนักงานสอบสวนต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่งานตรวจพิสูจน์หลักฐานและงานทะเบียนประวัติอาชญากร มีค่าคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 2.77 คิดเป็นร้อยละ 58.96 และความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่งานตรวจพิสูจน์หลักฐานและงานทะเบียนประวัติอาชญากร มีค่าคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 2.90 คิดเป็นร้อยละ 63.20 11.ความพึงพอใจของผู้เสียหาย พยาน ผู้ต้องหา ต่อการดําเนินมาตรการคุ้มครองสิทธิตามหลักสิทธิมนุษยชนในกระบวนการยุติธรรมของตํารวจ ได้ค่าคะแนนเฉลี่ย 2.78 คิดเป็นร้อยละ 59.37

จากผลการประเมินความพึงพอใจของประชาชนต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตํารวจ ประจําปีงบประมาณ พ.ศ.2566 ข้างต้น สํานักงานตํารวจแห่งชาติควรพิจารณาข้อเสนอในการปรับปรุงและพัฒนางาน

1.ทบทวนแนวทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตํารวจ ณ บริเวณด่านตรวจหรือจุดตรวจ โดยเฉพาะการเรียกหยุดและการเรียกตรวจค้น โดยควรทบทวนและปรับปรุงแนวทางการแจ้งขั้นตอนการตรวจค้นและการชี้แจงข้อกฎหมายให้แก่ประชาชนอย่างชัดเจน และกําชับให้เจ้าหน้าที่ตํารวจบันทึกภาพและเสียงระหว่างการตรวจค้นตามกฎหมายให้เปิดเผยและโปร่งใส

2.นําเทคโนโลยีที่เหมาะสม ได้แก่ วิทยาการข้อมูลหรือปัญญาประดิษฐ์มาใช้ปรับปรุงกระบวนการดําเนินงานของเจ้าหน้าที่ตํารวจในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมและกลไก การตรวจสอบติดตามเร่งรัดของผู้บังคับบัญชา การพัฒนาสมรรถนะของเจ้าหน้าที่ตํารวจในการระบุจุดเสี่ยง การเกิดอาชญากรรมในพื้นที่ และการพัฒนาระบบถาม-ตอบเกี่ยวกับกระบวนการแจ้งความร้องทุกข์และกฎหมายต่างๆ ที่เป็นระบบอัตโนมัติได้มาตรฐาน และเป็นมิตรต่อผู้ใช้งาน รวมทั้งระบบแจ้งความคืบหน้าแบบดิจิทัลเกี่ยวกับคดีที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ตลอดเวลาและมีความปลอดภัยทางไซเบอร์

3.ทบทวนและแก้ไขปรับปรุงแนวทางคุ้มครองสิทธิและความปลอดภัยผู้เสียหายและพยาน ให้มีความรอบคอบรัดกุมและสอดคล้องกับกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชน และประชาสัมพันธ์แนวทางปฏิบัติให้ประชาชนทราบ รวมทั้งกําหนดกิจกรรมเชิงรุกในการให้ความรู้เกี่ยวกับกฎหมาย การเตือนภัยอาชญากรรมและการป้องกันอาชญากรรมแก่ภาคีเครือข่ายภาคประชาชน

4.ทบทวนและแก้ไขปรับปรุงแนวทางการพัฒนาระบบเยี่ยมผู้ต้องหาและการให้บริการของงานควบคุมผู้ต้องหาของสถานีตํารวจ เพื่ออํานวยความสะดวกให้แก่ญาติผู้ต้องหา และเพื่อคุ้มครองดูแลสิทธิผู้ต้องหาในฐานะผู้บริสุทธิ์ให้สมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ตลอดจนแนวทางพัฒนาการให้บริการงานสายตรวจและการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมในพื้นที่ โดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมในปัจจุบัน เช่น ระบบเฝ้าระวังเตือนภัยโดยใช้แอพพลิเคชั่น เป็นต้น รวมทั้งร่วมมือกับภาคีเครือข่ายภาคประชาชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่

สําหรับข้อเสนอแนะในการพัฒนาวิธีการและเครื่องมือประเมินผลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตํารวจในปีงบประมาณต่อไป สํานักงานตํารวจแห่งชาติควรพิจารณาประเด็นต่างๆ อาทิ

การประเมินผลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตํารวจด้วยการประเมินความพึงพอใจของประชาชนมีจุดอ่อนหลายประการในเชิงทฤษฎีและเชิงปฏิบัติ กล่าวคือ ในเชิงทฤษฎีเจ้าหน้าที่ตํารวจเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายซึ่งในกรณีที่เจ้าหน้าที่ตํารวจบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ก็อาจเกิดการกระทบกระทั่งกับประชาชนส่ผลให้เกิดความไม่พึงพอใจในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตํารวจ ดังนั้น สํานักงานตํารวจแห่งชาติควรพิจารณาแนวทางการประเมินผลการปฏิบัติงานที่ไม่เน้นความรู้สึก ความคิดเห็น หรือความพึงพอใจของประชาชน โดยอาจเลือกใช้แนวทางการประเมินความคิดเห็น (Attitude Survey) ของสาขาวิชาจิตวิทยาประยุกต์ (Applied Psychology) ที่ลดภาวะ ความเอนเอียงจากการใช้วิธีวิจัยร่วม (Common Method Bias: CMB) หรือการเลือกใช้ข้อมูลปรนัย (Objective Data) ได้แก่ ข้อมูลสถิติอาชญากรรม ข้อมูลคดี ที่ดําเนินการจนแล้วเสร็จ มากกว่าข้อมูลอัตนัย (SubjectiveData) เช่น ความเชื่อมั่นและความพึงพอใจ เป็นต้น

หากสํานักงานตํารวจแห่งชาติไม่สามารถหลีกเลี่ยงการใช้ข้อมูลอัตนัยในการประเมินผลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตํารวจได้ก็ควรดําเนินการประเมินความพึงพอใจของประชาชน ณ จุดที่ได้รับบริการในขณะนั้นทันที ไม่ควรทอดเวลาและประเมินความพึงพอใจเมื่อระยะเวลาผ่านไปแล้ว เนื่องจากวิธีการประเมินที่ให้กลุ่มตัวอย่างเรียกความรู้สึกหรือความสนใจย้อนหลัง มีความเสี่ยงสูงที่กลุ่มตัวอย่างจะไม่สามารถจดจําประสบการณ์ที่ได้รับบริการได้

สํานักงานตํารวจแห่งชาติควรพัฒนาระบบฐานข้อมูลความพึงพอใจของประชาชนที่สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้เพื่อใช้เป็นคู่เทียบผลการปฏิบัติงาน ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับแนวคิดการบริหาร ภาครัฐแนวใหม่ ที่ใช้ตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์ในการปฏิบัติงานเพื่อเปรียบเทียบ ผลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ภาครัฐ เป็นต้น

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image