“เอกชัย” แนะ นำข้อเสนอปรองดองในอดีตมาสานต่อ ชี้ หากมีแต่ทหารมานั่ง กก. จะสำเร็จยาก แนะ “อดทน-มุ่งมั่น-ไร้อคติ” ถึงจะเดินหน้าได้ ชง เปิดโอกาสพรรคการเมืองประชุมเพื่อให้ข้อเสนอแนะ
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 18 มกราคม ที่รัฐสภา พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ เลขานุการคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาศึกษา รวบรวมความเห็น วิเคราะห์ และสังเคราะห์ประเด็นการแก้ปัญหาความขัดแย้งและการสร้างความปรองดองทางการเมือง ในคณะกรรมาธิการ(กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกคำสั่งหัวหน้าคสช. เพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง ว่า ตนมองว่าควรนำผลการศึกษาเรื่องการสร้างความปรองดองและแก้ปัญหาความขัดแย้งที่มีหลายคณะทำงานได้ศึกษา มาตั้งแต่ ปี 2552 อาทิ รายงานของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่มีนายคณิต ณ นคร เป็นประธานหรือ รายงานของสถาบันพระปกเกล้า รวมทั้งรายงานปรองดองที่มีนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นประธานศึกษา มาพิจารณาทั้งหมด และเข้าสู่กระบวนการขับเคลื่อนตามผลศึกษาและข้อเสนอให้เป็นรูปธรรม ทั้งนี้ เชื่อว่าหากรัฐบาลมีความมุ่งมั่น ตั้งใจที่จะทำให้เรื่องปรองดองให้สำเร็จภายในปีนี้ จะสามารถทำได้ ส่วนการตั้งคณะบุคคลเพื่อทำงานปรองดอง ซึ่งประกอบไปด้วยนายทหารนั้น ตนมองว่าอาจทำงานสำเร็จได้ยาก ดังนั้นควรปรับให้มีบุคคลที่มาจากหลากหลาย และประกอบไปด้วยบุคคลที่มีปัญญา และความรู้ เข้ามาทำงาน เพราะจากประสบการณ์ของตนมองว่าการทำงานโดยมีแต่คำสั่งและอำนาจเท่านั้นการปรองดองจะเดินหน้าไม่ได้
พล.อ.เอกชัย กล่าวต่อว่า สิ่งสำคัญ คือการให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม ตนสนับสนุนรัฐบาลที่จะเปิดพื้นที่ให้นักการเมือง หรือ ฝ่ายต่างๆ ร่วมพูดคุย แต่จะทำให้เป็นรูปธรรมได้อย่างไรนั้น ควรกำหนดให้ชัดเจน โดยควรเปิดโอกาสให้พรรคการเมือง หรือนักการเมืองได้จัดประชุมได้เพื่อพูดคุยและเสนอความเห็นมายังรัฐบาล อย่างไรก็ดี เรื่องปัญหาการสร้างความปรองดองที่ผ่านมาแต่ไม่เกิดความสำเร็จนั้น เป็นเพราะฝ่ายที่ดำเนินการขาดความอดทนต่อการรับฟังความเห็นต่าง ไม่เปิดใจและมุ่งมั่นต่อการขับเคลื่อน และ มีความอคติที่ไม่มองอนาคตร่วมกัน เพราะฉะนั้น การขับเคลื่อนความปรองดองต้องพิจารณาเรื่องดังกล่าวด้วย และการขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดความปรองดอง ต้องทำทั้งในระดับผู้ปฏิบัติการเชิงนโยบายของฝ่ายต่างๆ ระดับแกนนำในพื้นที่และประชาชน รวมทั้งในระบบกระบวนการยุติธรรม เช่น การชะลอการลงโทษ หากผู้อยู่ระหว่างดำเนินคดีสารภาพ การเปิดพื้นที่พูดคุยและให้อภัย ซึ่งหมายถึงการลดโทษ แต่เรื่องของการนิรโทษกรรม ควรเป็นเรื่องสุดท้ายที่จะยกมาพิจารณา

