‘กมธ.สันติภาพชายแดนใต้’ โชว์ผลงาน ‘จาตุรนต์’ ซัดกระจายอำนาจไทย ถอยหลังทั้งประเทศ เล็งชง ข้อเสนอถึงสภาขยายกรอบเวลา
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 6 ธันวาคม ที่รัฐสภา ในการประชุม “การสร้างความเข้าใจรากเหง้าความขัดแย้ง และกระบวนการสร้างสันติภาพชายแดนใต้/ปาตานี” โดย นายจาตุรนต์ ฉายแสง ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการวิสามัญ กล่าวเปิดการสัมมนา ระบุว่า ปัญหาความไม่สงบในชายแดนภาคใต้มีมานับร้อยปี แต่มักถูกอ้างอิงถึงด้วยสถิติตัวเลขผู้สูญเสียชีวิตมากกว่า 7,000 ราย สูญเสียมูลค่า และโอกาสทางเศรษฐกิจ
นายจาตุรนต์กล่าวว่า ที่ผ่านมา รัฐบาลพยายามแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะกระบวนการสร้างสันติภาพ งบประมาณที่ภาครัฐใช้ไปในระยะหลังนับคร่าวๆ มากกว่า 500,000 ล้านบาท มีหน่วยงานกระทรวงที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบมากกว่า 14 หน่วยงาน แต่อาจจะมีมุมมองที่แตกต่างกัน ทั้งที่มองว่าปัญหาได้คลี่คลายดีขึ้น และที่มองว่าปัญหายังดำรงอยู่
ทั้งนี้ ในช่วงเช้ามีการประชุมเพื่อพิจารณาเรื่อง “การสร้างความเข้าใจรากเหง้าความขัดแย้ง และกระบวนการสร้างสันติภาพชายแดนใต้/ปาตานี”
ต่อมาในเวลา 11.30 น. นายจาตุรนต์แถลงผลการดำเนินงานของคณะ กมธ.วิสามัญ หลังมีการประชุมมาแล้ว 7 ครั้ง
นายจาตุรนต์กล่าวว่า วันนี้ได้มีการจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติภายใต้หัวข้อ ‘การสร้างความเข้าใจรากเหง้าความขัดแย้ง และกระบวนการสร้างสันติภาพชายแดนใต้/ปาตานี’ เพื่อให้คณะ กมธ. คณะอนุ กมธ. และผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ได้รับฟังจากผู้รู้และผู้เชี่ยวชาญ ให้มีข้อคิดเห็นและความเข้าใจในสภาพปัญหาที่ตรงกัน
นายจาตุรนต์เชื่อว่า การสัมมนาครั้งนี้ จะทำให้คณะ กมธ. และที่ปรึกษาได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ทั้งยังคาดหวังว่าคณะ กมธ.ชุดนี้จะสามารถร่างเป็นข้อเสนอต่อสภา และเสนอต่อไปยังรัฐบาลได้ จากการประชุมและทำงานมาระยะหนึ่ง มีประเด็นสำคัญที่คณะ กมธ.ได้พิจารณาศึกษา เป็นหัวข้อที่ยากและไม่ได้พูดคุยกันในวงกว้างนัก แม้ในสภาเอง อาทิ
1) บทบาทของรัฐสภาต่อกระบวนการพูดคุยสันติภาพ 2) การปรับการทำงานของฝ่ายบริหารเพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพ และมีเจ้าหน้าที่รับผิดชอบด้านการพูดคุยสันติภาพโดยตรง และทำอย่างเต็มเวลา 3) ขจัดอุปสรรคต่อการเดินหน้าของกระบวนการสันติภาพอันเกิดจากความกลัวต่อปัญหาในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ไปสู่ระดับสากล
4) การบัญญัติ แก้ไข และบังคับใช้กฎหมายที่เอื้อต่อการสร้างสันติภาพโดยรวม และ 5) ปรับการจัดทำงบประมาณให้สอดคล้องกับแนวทางแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี และการแสวงหาทางออกทางการเมือง
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องอื่นๆ ที่ กมธ.ได้รับฟังและแลกเปลี่ยนกัน เช่น การส่งเสริมการเคารพอัตลักษณ์ของประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กระบวนการยุติธรรมและการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งจะพยายามดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุดเพื่อนำไปเสนอต่อสภา

นายจาตุรนต์ระบุว่า การที่คณะ กมธ.มีองค์ประกอบจาก ส.ส.ทั้งจากฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ทั้งที่อยู่ในพื้นที่ และนอกพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ อีกทั้งมีผู้รู้มาเป็นที่ปรึกษาจำนวนมาก ถือเป็นปรากฏการณ์ที่น่ายินดี ทำให้การศึกษาเรื่องนี้มีความรอบด้าน และรู้ดีว่าประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้คาดหวังและรอคอยข้อเสนอที่ดีต่อกระบวนการสร้างสันติภาพ
อย่างไรก็ตาม นายจาตุรนต์เผยว่า การทำงานของคณะ กมธ.มีแนวโน้มขยายเวลาจากกรอบเวลาเดิมที่ได้รับมา 90 วัน และตั้งหัวข้อในการศึกษาพิจารณาที่ชัดเจน รวมถึงการลงพื้นที่รับฟังปัญหาในเดือนหน้า อย่างน้อย 2-3 ครั้ง พร้อมคาดว่าจะทยอยมีข้อสรุปในประเด็นใหญ่ๆ ช่วงกลางเดือน ม.ค.
สำหรับการทำงานของฝ่ายบริหารที่ไม่เป็นเอกภาพนั้น หมายถึงหน่วยงาน ศอ.บต. หรือ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ภาค 4 ส่วนหน้า นายจาตุรนต์ชี้แจงว่า การทำงานของภาครัฐมี 2 ส่วน คือคณะพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้ ซึ่ง กมธ. จะศึกษาดูว่ามีจุดอ่อนจุดแข็งอย่างไร อีกส่วนคือการบริหารความรับผิดชอบการแก้ปัญหาความขัดแย้งจากผลกระทบของคำสั่ง คสช. จะเห็นได้ว่าแต่ละหน่วยงานที่ดูแลเรื่องชายแดนภาคใต้รับบัญชาการจากนายกรัฐมนตรีทั้งหมด แต่ไม่มีการประสานเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน แต่ละหน่วยงานยังถือกฎหมายคนละฉบับ
ทั้งนี้ คณะ กมธ.ได้รับทราบข้อเสนอของพรรคก้าวไกลเรื่องการยุบ กอ.รมน. และได้เห็นปัญหาความลักลั่นไม่เป็นเอกภาพ ซึ่งทาง กมธ.จะต้องดูว่าองค์กรที่เหมาะสมในการรับผิดชอบแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้ควรจะเป็นอย่างไร
สำหรับการแก้ปัญหากฎหมายพิเศษต่างๆ เช่น พ.ร.ก.ฉุกเฉิน กฎอัยการศึก คณะ กมธ. จะหาข้อสรุปที่เป็นรูปธรรมจากองค์ความรู้ของฝ่ายต่างๆ ให้ฝ่ายบริหารปฏิบัติตามได้หรือไม่ กฎหมายเหล่านี้ควรจะใช้หรือไม่ใช้อย่างไร ควรยกเลิกหรือไม่ แต่บางเรื่องไม่ใช่ปัญหาเฉพาะจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่เป็นปัญหาระดับประเทศ โดย กมธ.มีหน้าที่ทำข้อเสนอที่คิดว่าเหมาะสมที่สุด
ในแง่ของเสียงโหวตในสภา นายจาตุรนต์กล่าวว่า กมธ.นี้มีองค์ประกอบทั้ง ส.ส.ฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล การทำข้อเสนอให้เป็นที่ยอมรับของสภา เป็นเรื่องสำคัญ อีกทั้งยังได้รับการช่วยเหลือจากสถาบันพระปกเกล้าให้มีการสอบถามความเห็นจาก ส.ส. ให้กว้างขวาง เพื่อจัดทำข้อเสนอที่เป็นที่ยอมรับจาก ส.ส.
ส่วนคณะกรรมการจะมีการพูดคุยถึงประเด็นที่มีความละเอียดอ่อน เช่นความเห็นเรื่องการกระจายอำนาจ หรือรูปแบบการบริหารปกครองพิเศษ หรือไม่นั้น นายจาตุรนต์ยืนยันว่า จะต้องมีการพูดคุยแน่นอน เรื่องเหล่านี้ต้องศึกษาหาข้อมูลให้ได้ข้อสรุป หาเรื่องมีผลกระทบต่อทั้งประเทศ พร้อมย้ำว่า การกระจายอำนาจของทั้งประเทศขณะนี้มีสถานะถอยหลัง ส่วนรูปแบบการปกครองพิเศษ ต้องยอมรับว่าพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีความแตกต่างจาก กทม. และเมืองพัทยา ดังนั้น ต้องหาสมดุลที่ควรมีการกระจายอำนาจมากขึ้น เหมือนหลายจังหวัดที่ควรจะเป็นอยู่แล้ว
ส่วนจะมีกฎหมายมาคุ้มครองผู้เห็นต่างและผู้อยู่ในกระบวนการพูดคุยสันติภาพหรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่ต้องศึกษาจากประเทศต่างๆ รวมถึงการทำงานที่ผ่านมาของประเทศไทยด้วย แต่ปัญหานี้ก็มีความซับซ้อน เนื่องจากหาเรื่องที่มีการดำเนินคดีและมีประชาชนผู้เสียหาย การจะออกกฎหมายเพื่อระงับการดำเนินคดีหรือนิรโทษกรรม ก็เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก แต่ก็ต้องคิดหากฎหมายที่เหมาะสมกับสถานการณ์ เช่นที่พูดกันมากถึงกระบวนการยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน ก็เป็นโจทย์หนึ่งที่คณะ กมธ.ต้องพิจารณา

