กกร.คาดเงินดิจิทัล ดัน ศก.ปี’67 โตสูงสุด 3.3% พร้อมวอนรัฐตรึงค่าไฟที่ 3.99 บ./หน่วยต่อ
นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานที่ประชุมคณะกรรมการภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า กกร. ได้ประเมินตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) ปี 2567 คาดว่าจะเติบโตอยู่ที่กรอบ 2.8 -3.3% ภาคการส่งออก อยู่ที่ 2-3% และเงินเฟ้ออยู่ที่ 1.7-2.2% จากปี 2566 ที่คาดว่าจีดีพีทั้งปี 2566 จะอยู่ที่ 2.5-3% ส่งออกติดลบ 1-2% และเงินเฟ้อ 1.3-1.7% แม้ตัวเลขจีดีพีในปี 2567 จะเติบโตกว่าปีนี้ แต่ยังมีความเสี่ยงที่จะโตต่ำกว่า 3% ซึ่งเป็นระดับเป็นปีที่ 6 ติดต่อกันจากการเผชิญทั้งเศรษฐกิจโลกชะลอตัวและปัจจัยความเปราะบางในประเทศ อาทิ หนี้ครัวเรือน หนี้ของภาคธุรกิจโดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) รวมถึงผลกระทบต่อการเข้าถึงสินเชื่อในระบบ นอกจากนี้ ยังมีความท้าทายจากศักยภาพการเติบโตของประเทศที่ลดลง

ขณะที่ปัจจัยบวกสำหรับปี 2567 ได้แก่ การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว คาดว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยว 33 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้นอีก 5 ล้านคนจากปี 2566 ทั้งนี้ หากนโยบายเงินดิจิทัล 10,000 บาท ดำเนินการได้เต็มวงเงิน 5 แสนล้านบาท ประเมินว่าจะช่วยเพิ่มการเติบโตของจีดีพีปี 2567 ได้อีกอย่างน้อย 1-1.5% ซึ่งในจำนวนนี้ได้รวมอยู่ในการประเมินตัวเลขจีดีพีรวมของปี 2567 แล้ว

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า ส่วนกรณีหนี้นอกระบบเป็นปัญหาต่อเนื่องมาจากการมีเศรษฐกิจนอกระบบ (informal economy) ขนาดใหญ่ ซึ่งจากข้อมูลการลงทะเบียนแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ ณ วันที่ 5 ธันวาคม 2566 มีประชาชนมาลงทะเบียนจำนวน 62,030 ราย รวมมูลหนี้ 2,793.29 ล้านบาท เป็นการเริ่มต้นที่ดีเพราะจะได้เห็นข้อมูลพื้นฐานของหนี้นอกระบบ สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนในการบังคับใช้กฎหมายโดยภาครัฐ และให้การดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบาง โดยที่ประชุม กกร. เห็นว่ากลไกถัดไปในการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบต้องผลักดันให้ลูกหนี้เข้าถึงสินเชื่อในระบบมากขึ้น รวมถึงการปรับโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มความสามารถในการชำระหนี้ด้วยการสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ไทยต้องให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันเน้นไปที่เร่งเจรจากับเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) เพื่อดึงดูดการลงทุน ดูแลต้นทุนพลังงาน เตรียมพร้อมกำลังคนที่ไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย เพื่อดึงดูดการลงทุน โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าเดือนมกราคม-เมษายน 2567 ที่อยากเสนอให้ภาครัฐตรึงไว้ที่เฉลี่ย 3.99 บาทต่อหน่วย และให้พิจารณาจัดตั้งคณะกรรมการร่วมรัฐเอกชน (กรอ.) ด้านพลังงาน ขึ้นมาโดยเร็วที่สุด เพื่อช่วยกันหาข้อสรุปและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนเดิม และนักลงทุนใหม่ ที่มีแผนเข้ามาปักหลักลงทุนในไทยต่อไป
“มองว่าค่าไฟที่จะปรับขึ้นเป็น 4.68 บาทต่อหน่วยนั้น เป็นการปรับขึ้นมาจากเดิมถึง 17% ซึ่งจะกระทบต่อสมาชิกอุตสาหกรรมของ ส.อ.ท. ทั้ง 46 กลุ่ม แต่ละอุตสาหกรรมก็จะกระทบมากน้อยต่างกันไปตามการใช้ไฟ ซึ่งต้นทุนที่เพิ่มจะทำให้ราคาสินค้าภาพรวมจะปรับขึ้น 5-10% โดยจะกระทบต่อค่าครองชีพประชาชนแน่นอน ส่วนในกรณีที่รัฐบาลมีแผนที่จะตรึงราคาค่าไฟไว้ หรือหากขึ้นก็จะไม่เกิน 4.20 บาทต่อหน่วย นั้น จะส่งผลให้ค่าไฟเพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน 5% ดันราคาสินค้าขยับประมาณ 2-4%” นายเกรียงไกร กล่าว

ด้าน นายอิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า เอกชนต้องการให้รัฐบาลเร่งตั้งกรอ.พลังงาน เพื่อมาพิจารณาปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าเร่งด่วน ระหว่างนี้ให้ยืนค่าไฟที่อัตรา 3.99 บาทต่อหน่วยไปก่อน เพราะต้องยอมรับว่าค่าไฟประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ เวียดนามต่ำกว่าไทยมาก และมีความเสถียรภาพ แต่เป้าหมายที่แท้จริงของภาคเอกชนคือต้องการให้รัฐบาลปรับโครงสร้าง ไม่ต้องการให้แก้ไขปัญหาแบบเฉพาะหน้า หรือแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ อย่างเรื่องการยืดหนี้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ควรมีการทบทวนสูตรราคาก๊าซธรรมชาติใหม่ และส่งเสริมให้เปิดเสรีกิจการไฟฟ้า เพื่อให้ค่าไฟไฟมีต้นทุนที่ต่ำลงต่อไปอีกด้วย

