วิโรจน์ เปิดตัวเลข ยอดทุจริต 3 แสนล้านต่อปี ชี้ ประเทศตกอยู่ใน 9 หลุมดำ

‘วิโรจน์’ ลั่น ขนลุกตัวเลขทุจริตต่อปีสูงถึง 3 แสนล้าน มองประเทศตกหลุมดำกับระบบอุปถัมภ์-ขาดความโปร่งใส-ใช้กฎหมายปิดปาก เหน็บ ‘เศรษฐา’ เรียกข้าราชการไปนั่งด่าก่อนขึ้นเครื่องไม่ช่วยอะไร ห่วงประเทศไทยเป็นประเทศต้องสาป

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 8 ธันวาคม ที่พรรคก้าวไกล นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล แถลงข่าวประจำสัปดาห์ในหัวข้อก้าวไกล Policy Watch ชำระปัญหา-เสนอทางแก้คอร์รัปชั่น

โดยนายวิโรจน์กล่าวว่า หลายคนคงไม่ทราบว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นวันต่อต้านทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งมูลค่าการทุจริตคอร์รัปชั่นมีมูลค่าสูงถึง 3 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งเทียบเท่ากับงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการ 1 ปี ดังนั้น หากเราจะจัดการเงินทุจริตนี้ สามารถเอาเงินมาอุดหนุนเด็กยากจนได้ถึง 3 ช่วงอายุ หรือหากเปรียบเทียบกับเบี้ยผู้สูงอายุ ก็เทียบได้เป็น 3 เท่า นี่เป็นภัยร้ายที่ตนเห็นแล้วรู้สึกขนลุก

นายวิโรจน์กล่าวว่า การรัฐประหาร ทำให้สถานการณ์แย่ลง แผนปฏิรูปประเทศเป็นเพียงกระดาษปึกหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้แก้ปัญหาอะไรเลย นอกจากนี้ ระบบอุปถัมภ์ยังหยั่งรากลึกจนแก้ไม่ได้อีกด้วย การปล้นทุจริตคอร์รัปชั่นจากผู้ประกอบการ ทำให้ประเทศด้อยลง

Advertisement

ถ้าเกิดประเทศเต็มไปด้วยคอร์รัปชั่น หากนักลงทุนต้องจ่ายเงินสีเทา จ่ายเงินใต้โต๊ะ เราจะดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศได้อย่างไร เราจะกระตุ้นให้คนในประเทศที่มีความคิดสร้างสรรค์กล้าลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ๆ ได้อย่างไร ถ้าสังคมนี้เต็มไปด้วยระบบอุปถัมภ์และระบบผูกขาดที่ทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจและมีกฎหมายหนุนหลังให้ทุนผูกขาดมีความได้เปรียบ

นายวิโรจน์กล่าวต่อว่า ตนคิดว่าประเทศวนเวียนอยู่กับหลุมดำ 9 หลุม ได้แก่

1.ระบบอุปถัมภ์ และการซื้อขายตำแหน่ง ซึ่งเป็นปฐมบทแห่งการคอร์รัปชั่น
2.การขาดความโปร่งใส และอุปสรรคในการเข้าถึงข้อมูล
3.กฎหมายปิดปาก การคุกคามสื่อ และการลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก
4.การใช้อำนาจขององค์กรอิสระ ที่ขาดการตรวจสอบถ่วงดุล
5.กฎหมายที่ล้าสมัย ที่เจ้าหน้าที่สามารถใช้ดุลยพินิจตามอำเภอใจ
6.การบังคับใช้กฎหมายอย่าง 2 มาตรฐาน การตั้งชงทำนิติสงครามกับคนที่คิดต่าง
7.ความไม่จริงจังในการบังคับใช้กฎหมายในการปราบปรามคอร์รัปชั่น
8.การตอบสนองต่อการทุจริตคอร์รัปชั่นที่ล่าช้า ไม่ยอมรับความจริง จับได้แต่ราชการชั้นผู้น้อย
9.การที่สังคมมองว่าการรีดไถ ส่งส่วย เป็นเรื่องปกติที่ต้องยอมรับ

นายวิโรจน์ย้ำว่า หากประเทศไทยยังอยู่ในระบบนิเวศแบบนี้ ประเทศไทยไม่มีทางดีขึ้นได้เลย ปัจจุบันปัญหาคอร์รัปชั่นประเทศไทย การโกง แทรกซึมอยู่ทุกอณูจนเป็นรากฐานของปัญหาที่ร้ายแรงของสังคม ไม่ว่าจะเป็นปัญหาอาชญากรรม ธุรกิจผิดกฎหมาย ผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น จีนสีเทา และมาเฟียข้ามชาติ

นายวิโรจน์ยังแบ่งการคอร์รัปชั่นในประเทศ ออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ การซื้อขายตำแหน่ง, การเรียกรับส่วย, การใช้ช่องทางทางกฎหมายและดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ในการรีดไถ และการล็อกสเปก

“ผมเรียนท่านนายกรัฐมนตรี ว่าต้องแก้ไขที่โครงสร้าง ตลอดจนแก้ไขข้อกฎหมายที่ล้าสมัยคู่กันไป ด้วยมีการดำเนินนโยบายและตรากฎหมายที่ส่งเสริมความโปร่งใส คุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์ของประชาชน ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วม ตลอดจนการบังคับใช้กฎหมายในการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างจริงจัง” นายวิโรจน์กล่าว

นายวิโรจน์กล่าวอีกว่า ตัวอย่างที่สามารถทำได้เลย เช่น การจัดการ พ.ร.บ.คนเข้าเมือง, พ.ร.บ.โรงแรม, พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง, พ.ร.บ.มาตรการการฟ้องปิดปาก เป็นต้น

“สภาพของความขึงขัง เรียกข้าราชการไปนั่งบ่นนั่งด่า ก่อนที่จะขึ้นเครื่องบิน หรือเรียกจัดอีเวนต์ในการปราบปราม อย่างดีที่สุดก็ทำให้การทุจริตคอร์รัปชั่นหายไปช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น แต่พอเวลาผ่านไปสักพัก สิ่งโสโครกเหล่านี้ก็จะผุดกลับขึ้นมาใหม่ ด้วยวิธีการที่แยบยล ตรวจสอบได้ยากกว่าเดิม ที่สำคัญกว่านี้จีนสีเทา มาเฟียข้ามชาติ ธุรกิจผิดกฎหมาย ก็จะมาลงหลักปักฐานที่ประเทศไทย การรีดไถเก็บส่วยก็จะมีเต็มบ้านเต็มเมือง โจษจันกันไปยังทั่วโลก ขัดขวางการลงทุนในธุรกิจทุจริต ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ถ้าเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้น New S Curve จะเป็นอย่างไร เราอยากให้ New S Curve เป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เป็นพนันออนไลน์หรือไม่ ถ้าบ้านเมืองยังเต็มไปด้วยคอร์รัปชั่น ผมกังวลว่าประเทศไทยจะเป็นประเทศต้องสาปที่ไม่มีการพัฒนาได้ดีกว่านี้ หรือประเทศที่พัฒนาแต่ได้แค่นี้” นายวิโรจน์กล่าว

ขณะที่นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ตอนนี้เกือบ 90 วันในการจัดตั้งรัฐบาลแล้ว วันนี้หมดเวลาฮันนีมูนแล้ว เรื่องที่ตนจะพูดเป็นเรื่องงงบประมาณ โดยที่ผ่านมา มีคนบอกว่าพรรคก้าวไกลระบุว่าฝั่งรัฐบาลส่งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2567 หรืองบ 67 มาสภาล่าช้า แต่เราเข้าใจดีว่าเป็นผลมาจากการเลือกตั้ง ทำให้วาระนี้นี้จะถูกพิจารณาในช่วงวันหยุดปีใหม่ ซึ่งตนมีข้อเสนอแนะว่างบ 67 นายกรัฐมนตรีสามารถอาศัยกลไกของพรรคร่วมรัฐบาล เลื่อนกำหนดพิจารณาวาระงบประมาณปี 67 ซึ่งตนมั่นใจว่าไม่สายเกินไป และไม่กระทบกับการบังคับใช้ เพราะจะได้มีเวลาให้ฝั่งสภา สื่อมวลชน และประชาชนได้มีเวลาตรวจสอบ มองว่าประชาชนควรมีส่วนร่วมในการพิจารณางบด้วย

ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยได้รับการวัดดัชนีการจัดทำงบประมาณเปิดก็อยู่ในอันดับท้ายๆ จาก 120 ประเทศ ในการสำรวจของ International Budget Partnership หรือ IDP โดยเป็นหน่วยงานสากลที่ทำผลสำรวจการทำงบประมาณเปิดเผยต่อสาธารณะ และในงบประมาณปีนี้ มีข้อน่าสังเกตว่าอาจมีการทุจริตหรือไม่ที่งบประมาณจัดทำฝายเอลนีโญ จำนวน 2 พันล้านบาท จำนวน 4,000 แห่ง ที่มีการตั้ง ชง อนุมัติภายใน 1 เดือน

นายณัฐพงษ์ยังเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี ประกาศเข้าร่วมเป็นสมาชิกรัฐบาลโปร่งใส OGP หรือ Open Government Partnership ภายใน 2 ปี ที่ตนเชื่อมั่นว่าทำได้

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image