หน้าแรก การเมือง อนุสรณ์ ชี้แก...

อนุสรณ์ ชี้แก้ ‘ค่ายกล’ สู่รธน.ประชาชนไม่ได้ ถ้าพรรค ปชต.ไร้เอกภาพ ฝากดันนิรโทษคนเห็นต่าง

10.12.23 | 15:50 น.

อนุสรณ์ ชี้แก้ ‘ค่ายกล’ สู่ รธน.ประชาชนไม่ได้ ถ้าพรรค ปชต.ไร้เอกภาพ ฝากดันนิรโทษคนเห็นต่าง

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม เมื่อเวลา 14.00 น. ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ สถาบันปรีดี พนมยงค์ จัดกิจกรรม PRIDI Talks #23 x PBIC : รื้อ ร่าง สร้าง รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อประชาชน โดยมีวิทยากร ได้แก่ นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล, รศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์, ผศ.ดร.พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, รศ.ดร.นันทนา นันทวโรภาส คณบดีวิทยาลัยสื่อสารการเมือง ม.เกริก, นายนิกร จำนง โฆษกคณะกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางในการทำประชามติ, นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผอ.โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือไอลอว์ ดำเนินรายการ

รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ ประธานกรรมการบริหารสถาบันปรีดี พนมยงค์ และกรรมการวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวนำ โดยระบุว่า รัฐธรรมนูญปี’60 เป็นรัฐธรรมนูญที่การมีส่วนร่วมประชาชนมีอย่างจำกัด ดังนั้น เราต้องสร้าง รัฐธรรมนูญใหม่ โดยประชาชนมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง

นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญปี’60 ยังไม่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชน ทั้งยังเพิ่มเงื่อนไขการจำกัดเสรีภาพไว้อีก 2 ข้อ ได้แก่ 1.การกระทบต่อความมั่นคง 2.ความสงบเรียบร้อย ซึ่ง 2 ข้อนี้สามารถตีความได้อย่างไร้ขอบเขตเพื่อกดทับสิทธิเสรีภาพของประชาชน

รัฐธรรมนูญปี’60 เกิดจากความคิดที่ไม่เชื่อมั่น ไม่ไว้วางใจประชาชน เราจึงต้องร่วมกันสร้างรัฐธรรมนูญใหม่ของประชาชน ที่เชื่อมั่นในพลังของประชาชน ศรัทธาในความรักชาติรักประชาธิปไตยของชาวบ้าน

Advertisement

อย่างไรก็ตาม การมีรัฐธรรมนูญของประชาชนเป็นเพียงพื้นฐานหลักประกันเบื้องต้นในการทำให้สังคมไทยมีเสถียรภาพ มีความมั่นคง มีความก้าวหน้า มีคุณภาพชีวิตที่ดี แต่ยังต้องมีการผลักดันให้เกิดรัฐธรรมนูญของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน พร้อมกับ ‘การล้มล้างผลพวงจากการรัฐประหาร’ เมื่อ 9 ปีที่แล้ว และการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี พ.ศ.2560 อันเป็นผลผลิตของคณะรัฐประหาร เป็นภารกิจสำคัญของขบวนการประชาธิปไตย และประชาชนผู้รักชาติรักประชาธิปไตยในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า

“พรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยและขบวนการประชาธิปไตยต้องมีเอกภาพ รัฐธรรมนูญของประชาชนจึงจะเกิดขึ้นได้ ลำพังเพียงพรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล หรือพรรคพันธมิตรประชาธิปไตยอื่นๆ ย่อมไม่สามารถแก้ไขค่ายกลกับดัก เพื่อเปิดประตูสู่การมีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนได้ การละวางผลประโยชน์ทางการเมืองเฉพาะหน้าของพรรคการเมือง การละวางการแข่งขันเพื่อแย่งชิงอำนาจไว้ข้างหลัง และมุ่งสู่เบื้องหน้าในการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน เป็นสิ่งที่ดีสำหรับสังคมโดยรวมและประเทศของเรา

พรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย และขบวนการประชาธิปไตยต้องมีเอกภาพ รัฐธรรมนูญของประชาชนจึงเกิดขึ้นได้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยากมาก ต้องผ่านประชามติ ในวาระ 1 และวาระ 3 ต้องใช้เสียง ส.ว.อย่างน้อย 84 เสียง หากไม่ผนึกกำลังกัน ไม่มีทางสำเร็จ” รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าว

รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าวต่อไปว่า ภารกิจนี้มีความสำคัญมาก รัฐธรรมนูญของประชาชนจะช่วยสถาปนาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขให้เข้มแข็ง ป้องกันการรัฐประหารในอนาคตได้ พวกเราเห็นตัวอย่างจากเมียนมาแล้วว่าการล้มรัฐบาลประชาธิปไตย การล้มล้างผลการเลือกตั้งด้วยการรัฐประหารของมิน อ่อง ลาย ไม่ได้ทำลายระบอบประชาธิปไตยในเมียนมาเท่านั้น

แต่ได้ทำลายชีวิตและโอกาสของคนหลายล้าน รวมทั้งการแตกสลายลงของรัฐชาติออกเป็นเสี่ยง เต็มไปด้วยภาวะไร้เสถียรภาพ ความรุนแรงนองเลือด และสงครามกลางเมือง หากเราไม่ต้องการเดินทางบนเส้นทางอันเลวร้ายต่อประชาชนแบบเมียนมา เราต้องช่วยกันสถาปนาระบอบการปกครองโดยกฎหมาย มีรัฐธรรมนูญของประชาชน

นอกจากนี้ เรายังต้องการประชาชนผู้ตื่นรู้ผ่านการศึกษาทั้งในระบบและนอกระบบที่สอนให้ตั้งคำถาม คิด วิเคราะห์ ไม่ใช่ระบบการศึกษาแบบอำนาจนิยมที่สอนให้เชื่ออย่างไร้เหตุผล

“ความเข้มแข็งของระบอบรัฐธรรมนูญต้องอยู่บนรากฐานของความเป็นสถาบันของระบบยุติธรรมและกระบวนการยุติธรรม ความเป็นสถาบันของรัฐธรรมนูญ สถาบันยุติธรรม มีความสำคัญต่อความมั่นคงแห่งรัฐ และสันติธรรมของสังคม สันติสุขของประชาชน” รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าว

รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าวว่า รัฐธรรมนูญในอุดมคติของผู้ยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตยทั้งหลาย รวมทั้งรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ จะต้องบรรลุคุณค่าสำคัญ 3 ประการ ได้แก่

1.หลักความเสมอภาค
รัฐธรรมนูญต้องรับรองสิทธิในความเสมอภาคของบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสมอภาคในการเข้าถึงความยุติธรรม ความคุ้มครองทางกฎหมายอย่างเท่าเทียม เข้าถึงปัจจัยการผลิต โอกาสทางเศรษฐกิจ โอกาสทางการศึกษา และทุกคนต้องมีหน้าที่ต่อรัฐอย่างเสมอภาคกัน

2.หลักสิทธิเสรีภาพ รัฐธรรมนูญต้องประกัน และคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยการใช้สิทธิเสรีภาพนั้นต้องไม่ละเมิดผู้อื่น และก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อสังคม

3.หลักอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน องค์กรต่างๆ ที่ใช้อำนาจทางการเมือง อำนาจการบริหาร อำนาจการบัญญัติกฎหมาย อำนาจในการตัดสินคดีและบังคับใช้กฎหมาย ต้องยึดโยงกับประชาชน

“การฉีกรัฐธรรมนูญบ่อยครั้งอาจทำให้เกิดความเข้าใจว่า รัฐธรรมนูญมิใช่กฎหมายสูงสุด และประเทศนี้ไม่ได้ปกครองโดยกฎหมาย แต่กลายเป็นเพียงเครื่องมือของชนชั้นนำในการแย่งชิง สถาปนา และสืบทอดอำนาจของกลุ่มตนโดยปราศจากหลักเกณฑ์พื้นฐานที่เป็นที่ยอมรับร่วมกัน แม้มีความพยายามในการป้องกันการฉีกรัฐธรรมนูญด้วยการห้ามมิให้มีการนิรโทษกรรมแก่ผู้ที่กระทำรัฐประหาร แต่ท้ายที่สุดรัฐธรรมนูญก็ถูกฉีกไปด้วยการรัฐประหารและมีการตรากฎหมายนิรโทษกรรมแก่คณะรัฐประหารอยู่นั่นเอง

การสถาปนารัฐธรรมนูญของประชาชนผ่าน ส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้งจะเป็นปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นและสำคัญต่อการป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตการณ์การเมืองในอนาคตได้ ป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงอันนำมาสู่การสูญเสียโอกาสของประเทศ และส่งผลเดือดร้อนต่อประชาชนในวงกว้าง พึงตระหนักว่าการมีรัฐธรรมนูญกับระบอบรัฐธรรมนูญมิใช่เป็นสิ่งเดียวกันในสังคมการเมืองไทยโดยเฉพาะในยุคเผด็จการอำนาจนิยม กล่าวคือ รัฐธรรมนูญอาจถูกเขียนให้มีเนื้อหาเผด็จการได้ เช่น มาตรา 17 สมัยเผด็จการสฤษดิ์ และมาตรา 44 สมัยคณะรัฐประหาร คสช.” รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าว

รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าวว่า พรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย และขบวนการประชาธิปไตย ต้องมีเอกภาพ รัฐธรรมนูญของประชาชนจึงเกิดขึ้นได้ บทบัญญัติบางมาตราในรัฐธรรมนูญใหม่จะมีผลในทางปฏิบัติก็ต่อเมื่อมีระบบ กลไก และการดำเนินการให้เกิดการคุ้มครองอย่างเป็นรูปธรรม ทำให้องค์กรภาคประชาชนมีความเข้มแข็ง ประชาชนเป็นพลเมืองผู้ตื่นรู้และมีความกระตือรือร้นทางการเมือง เช่น สิทธิในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญโดยสันติ และต่อต้านการรัฐประหาร สิทธิเสรีภาพตามธรรมชาติของมนุษย์นั้นต้องถูกจำกัดโดยกฎหมายเพื่อความสงบและมั่นคงในชีวิตของทุกคนเท่านั้น ถ้าไม่มีการทำสัญญาประชาคมกันแล้วมนุษย์ก็จะใช้สิทธิเสรีภาพอย่างไม่มีขอบเขตจนอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งขึ้นในประชาคมนั้นได้ ตามหลักการประชาธิปไตย อำนาจที่มาจากประชาชนเป็นอำนาจที่เหนืออำนาจอื่นใดทั้งหมด (Supreme Power) และเป็นสิ่งที่ละเมิดไม่ได้ เปลี่ยนแปลงไม่ได้ถ้าประชาชนไม่ยินยอม องค์กรบริหาร (The Executive) หรือรัฐบาล อยู่ในฐานะเป็นองค์กรที่นำเอาเจตจำนงของประชาชนผ่านรัฐสภามาปฏิบัติ โดยทั่วไปฝ่ายบริหารต้องบริหารประเทศให้เป็นไปตามกฎหมายที่ฝ่ายนิติบัญญัติบัญญัติ

“สามัญชนทั้งหลายตาสว่างว่ารัฐบาลเกิดขึ้นจากความเห็นชอบและการจัดตั้งของประชาชน รัฐบาลมิใช่คู่สัญญาของประชาชนในการจัดตั้งสังคมการเมือง รัฐบาลเป็นเพียงผู้แทนที่ประชาชนมอบหมายให้ทำหน้าที่ในการปกครอง รัฐบาลจึงมีเพียงหน้าที่ที่จะต้องกระทำเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนและรัฐบาลไม่มีสิทธิที่จะละเมิดความต้องการหรือผลประโยชน์ของประชาชน ดังนั้น ถ้าปรากฏว่าเมื่อใดก็ตามที่รัฐบาลละเมิดหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเพื่อประโยชน์ส่วนตน ประชาชนย่อมมีสิทธิในการถอดถอนรัฐบาล รัฐบาลกับประชาคมทางการเมืองเป็นคนละส่วนกัน รัฐบาลอาจถูกถอดถอนหรือล้มล้างได้โดยที่ประชาคมทางการเมืองมิได้สิ้นสุดไปด้วย เพราะประชาคมทางการเมืองเกิดขึ้นจากการกระทำสัญญาร่วมกันของประชาชน แต่รัฐบาลเป็นแต่เพียงผู้แทนที่ประชาชนมอบอำนาจให้ทำหน้าที่ในการบริหารเท่านั้น เมื่อรัฐบาลที่ไม่เหมาะสมถูกล้มล้างไปด้วยวิถีทางแห่งกฎหมาย ประชาชนก็สามารถจัดตั้งรัฐบาลขึ้นใหม่ได้ เพราะอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน และสิ่งนี้รัฐธรรมนูญใหม่ต้องให้ความคุ้มครองประชาชนที่ต้องการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล การเปลี่ยนผ่านอำนาจอย่างสันติ (Peaceful Transition) จึงเกิดขึ้นได้ และรัฐบาลที่โกงกิน หรือไร้ความสามารถก็จะออกจากอำนาจไปด้วยกระบวนการประชาธิปไตยโดยไม่ต้องใช้การรัฐประหาร การรัฐประหารที่ทำให้บ้านเมืองถอยหลังและสร้างความเสียหายเหมือนที่ผ่านมา

ขอฝากให้ผู้คนในสังคมโดยเฉพาะผู้มีอำนาจว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะเดินหน้าอย่างจริงจังและจริงใจในการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ด้วยการนิรโทษกรรมต่อนักโทษทางความคิด และนักโทษทางการเมือง โดยเฉพาะผู้ที่ถูกลงโทษจำคุกอย่างไม่เป็นธรรม และไม่ได้มีความผิดใดๆ เพียงแต่เขาเห็นต่างจากผู้มีอำนาจ และกระบวนการยุติธรรมที่ลงโทษเพื่อนร่วมชาติก็ไม่ได้มีมาตรฐานอย่างเช่นอารยประเทศ” รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าวทิ้งท้าย จากนั้นเข้าสู่ช่วงเสวนาโดยวิทยากร

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง วรัญชัย ไม่พลาด ถือพาน ‘รธน.ฉบับ ปชช.’ พุ่ง มธ. พ้อกระแสหงอย เห็นด้วย สสร.ต้องเลือกตั้ง