‘จุลพันธ์’ ปักธง พ.ค.67
เงินดิจิทัล 10,000 บาท
กระตุ้นใช้จ่าย-ปั๊มเศรษฐกิจ
หมายเหตุ – นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์พิเศษ “มติชน” บอกกล่าวถึงความคืบหน้าโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ที่รัฐบาลนำโดย นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีกำหนดแจกตามเงื่อนไขคนละ 10,000 บาท ในเดือนพฤษภาคม 2567
⦁ ขอถามความคืบหน้าของโครงการ
นายเศรษฐา ทวีสิน นายรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต ได้แถลงไปเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ตั้งเป้าและยืนยันว่า โครงการนี้จะเริ่มปล่อยเม็ดเงิน 10,000 บาทให้ประชาชนใช้จ่ายได้ในเดือนพฤษภาคม 2567
ที่ต้องเป็นช่วงเวลานี้ มีหลายสาเหตุ ได้แก่ 1.เรื่องขั้นตอนทางกฎหมายของวงเงินที่จะใช้ในโครงการ และขั้นตอนเรื่องระบบแอพพลิเคชั่น เป๋าตัง
ถ้าจำกันได้ นายกรัฐมนตรีได้ให้การบ้านมาในช่วงประกาศโครงการครั้งแรก ที่ตั้งเป้าให้ประชาชนเริ่มใช้จ่ายเงิน 10,000 บาท ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ตอนนั้นคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต ได้รับโจทย์มา ก็ถือว่าตึงพอสมควร ประเด็นแรกคือเรื่องของการพัฒนาระบบแอพพลิเคชั่น ที่จะเป็นรูปแบบไหนก็ตาม ทั้งใช้แอพพ์ใหม่ หรือแอพพ์เดิมที่มี สิ่งที่เราไม่สามารถแลกเปลี่ยนได้คือ เรื่องของระบบความปลอดภัย ไม่ว่าจะเรื่องของข้อมูลส่วนบุคคล การทำธุรกิจ หรือการแลกเปลี่ยนเงินตรา ความปลอดภัยเหล่านี้ เราไม่สามารถแลกได้กับเวลา เพราะฉะนั้น เราจึงจำเป็นต้องให้เวลากับการพัฒนาระบบไปถึงจุดที่มีความเหมาะสม และที่สำคัญคือ กระบวนการทดสอบระบบ อาทิ กรณีการถูกโจมตี การแฮกระบบ สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก
2.คือในตอนที่ได้รับโจทย์ให้เริ่มโครงการในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2567 เราคิดว่าจะต้องเดินหน้าในเรื่องของมาตรา 28 ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 คือ การใช้สถาบันการเงินของรัฐออกเงินสำหรับดำเนินโครงการให้ก่อน และรัฐบาลจะทำการตั้งงบประมาณชดเชยให้ภายหลัง ยอมรับว่าตอนนั้นคิดจะใช้ช่องทางนี้จริง เพราะว่าการจะเริ่มเดือนกุมภาพันธ์ 2567 ได้นั้น ไม่มีช่องทางอื่นแล้ว เพราะว่างบประมาณแผ่นดิน ปี 2567 อย่างที่รู้ว่ากว่าจะเริ่มได้คือสิ้นเดือนเมษายน 2567
เพราะฉะนั้น หากต้องการให้เริ่มโครงการวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2567 ก็คงมีแต่ช่องทางนั้น จนกระทั่งได้ตรวจสอบข้อกฎหมาย พบว่าการใช้เงินมาตรา 28 มีอุปสรรค ไม่สามารถทำได้ จึงได้เร่งออกมาแถลงว่า โครงการเงินดิจิทัลจะต้องล่าช้าออกไป แล้วเราก็หาช่องทางแหล่งเงินแบบอื่นๆ แทน ซึ่งพอมาสรุปเป็น พ.ร.บ.การกู้เงิน 5 แสนล้านบาท ก็มีขั้นตอนทางกฎหมาย ที่จะต้องผ่านกระบวนการของรัฐสภา ส่งให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา 3 วาระ และส่งต่อไปยังวุฒิสภา ก็เป็นขั้นตอนที่จำเป็นและเป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งเราได้คำนวณแล้วอย่างเร็วที่สุด ถ้าเราเร่งให้เป็นไปตามกรอบ จะเริ่มโครงการได้ในเดือนพฤษภาคม 2567 และยังเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมพอดีกับที่เราได้พูดคุยกับผู้พัฒนาระบบแอพพ์เป๋าตัง คือ ธนาคารกรุงไทยว่า ทางผู้พัฒนามีเวลาเพียงพอที่ระบบจะเสร็จสิ้น และอยู่ในสถานะที่มีความพร้อมกับการใช้งาน มีความปลอดภัยของระบบ จึงกำหนดช่วงเวลาเริ่มโครงการเป็นเดือนพฤษภาคม 2567
ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของกฎหมาย เพราะว่ากลไกที่เราจะเดินหน้านั้น จะต้องยืนยันเรื่องของกฎหมาย เราจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายทุกตัวที่มี ไม่ว่าจะกฎหมายของทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาทิ เรื่อง พ.ร.บ.เงินตรา ซึ่งก็อยู่ภายใต้กฎหมายทั้งหมด พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 คือเรื่องของการกู้เงิน 5 แสนล้านบาท ก็ต้องเป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งตอนนี้อยู่ในขั้นตอนที่เราต้องไปสอบถามคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งก็รอให้ทางกฤษฎีกาตอบกลับมา เมื่อได้คำตอบกลับมาแล้วเราจึงจะร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท และส่งเข้าสู่คณะรัฐมนตรี (ครม.) จากนั้นถ้าเห็นชอบก็ส่งสภาผู้แทนราษฎร 3 วาระ ผ่านตรงนี้แล้วก็ส่งต่อไปยังวุฒิสภา
⦁ จนถึงขณะนี้คิดว่าคืบหน้าไปได้แล้วกี่เปอร์เซ็นต์
อาจจะมองเป็นเปอร์เซ็นต์ว่าเดินหน้าไปแล้วเท่าไหร่ลำบาก แต่ส่วนของผมที่ต้องรับผิดชอบ ก็คืบหน้าไปเกือบหมด อย่างน้อยแผนงานหลักของโครงการชัดเจนแล้ว ในเรื่องที่ว่าจะมีเป้าหมายกี่คน จะดำเนินงานอย่างไร กลไกในการใช้จ่ายเป็นอย่างไร กรอบระยะใช้จ่ายเป็นอย่างไร ซึ่งเรียบร้อยเกือบทั้งหมด แต่ติดตรงเรื่องของแหล่งเงินต้องสร้างความชัดเจนเท่านั้น และหากเราสามารถชี้แจงทำความเข้าใจกับใครก็ตามได้ หากมีคนส่งเรื่องให้ตรวจสอบ เราก็พร้อมที่จะชี้แจงในมุมมองของเราว่าเหตุใดจึงจำเป็นต้องเดินหน้าด้วย พ.ร.บ.กู้เงิน และถ้าชี้แจงได้จบ ทุกอย่างก็จะผ่านและไม่มีอะไรใดๆ เป็นอุปสรรค
⦁ ความจำเป็นของโครงการนี้ยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจใช่ไหม
ความจำเป็นของโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ตนั้น เป็นเรื่องที่ยังถกเถียงกันในข้อเท็จจริง ซึ่งมุมมองทางเศรษฐศาสตร์นั้นมันต่างกันได้ นักวิชาการที่เรียนมาจากที่เดียวกันยังมีหลายสำนัก เป็นเรื่องปกติที่มีมุมมองที่แตกต่างกัน แต่โดยรัฐบาลมองสภาพเศรษฐกิจ เราไม่ได้มองเป็นจุด คือ ณ วันที่เข้ามา หรือวันใดวันหนึ่ง เราไม่ได้มองแค่นั้น แต่เรามองเป็นภาพใหญ่ และเราดูทิศทางการพัฒนาและการเติบโตเศรษฐกิจไทย
ประเด็นแรก คือ เรื่องการเติบทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องใหญ่สำหรับพวกผม เพราะว่าเศรษฐกิจเติบโตเฉลี่ยในระดับ 1.9-2% ต่อปี มาเป็นเวลา 10 ปี ถือว่า 10 ปีนี้ไทยติดหล่มการเติบโตต่ำอย่างน่ากลัว ถ้าไทยเราอยู่คนเดียวในโลก ก็ไม่มีปัญหา เพราะเราจะเดินช้าเป็นเต่าอย่างไรก็ไม่มีใครเดือดร้อน แต่ในความเป็นจริงไทยไม่ได้อยู่คนเดียว ในขณะที่เราเติบโตต่ำ ประเทศเพื่อนบ้านที่เราเรียกว่าเป็นคู่แข่งทางการค้า เขาสามารถเติบโตในระดับ 4-5% ต่อปีมาโดยตลอด มันทำให้ช่องว่างระหว่างเรากับเขา โดยประเทศที่ใหญ่กว่าเราก็ทิ้งห่าง ส่วนประเทศที่เล็กกว่าก็เดินมาจ่อหลังแล้ว

ด้วยกระบวนการที่เป็นอยู่เหล่านี้ และการที่พี่น้องประชาชนยังอยู่ลำบากมาอย่างยาวนาน วันนี้ ถามว่าคนไหนไม่อยากให้เศรษฐกิจโต ทุกคนคิดเหมือนกันหมด ฝ่ายการเมืองทุกส่วนก็พูดตรงกัน ประสานเสียงเดียวกันว่า เป็นวิกฤต ตั้งแต่สมัยที่เป็นรัฐบาลชุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เศรษฐกิจนั้นวิกฤต และต่างยืนยันกันมาตลอดว่ามันไม่ดี และเราเห็นว่าปัจจัยการเติบโตต่ำ ทำให้ประเทศไทยถูกทิ้งห่าง
แต่วันนี้หลายคนบอกว่ามันไม่วิกฤตแล้ว อาจจะเป็นความไว้วางใจที่เขามีให้กับรัฐบาลเศรษฐา ทวีสินก็ได้ ที่เพิ่งเข้ามาทำงาน 2 เดือน กลับบอกว่าไทยเราพ้นวิกฤตแล้ว อย่างไรก็ตาม เมื่อได้เข้ามาทำงานรัฐบาลแล้ว เรามองเห็นถึงความเปราะบางของระบบเศรษฐกิจไทยอย่างมาก อันนี้คือสิ่งที่รัฐบาลมองเห็น
ถามว่ารัฐบาลชุดไหนเข้ามาแล้วไม่อยากทำสวัสดิการให้พี่น้องประชาชน ถามว่ารัฐบาลไหนเข้ามาแล้วไม่อยากปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำให้พี่น้องแรงงาน ดูย้อนไปเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วคนที่ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจาก 200 บาทต่อวัน เป็น 300 บาทต่อวัน ก็คือรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถ้าทุกคนจำกันได้ และสิบกว่าปีที่ผ่านมา ค่าแรงจาก 300 บาทต่อวัน เพิ่มขึ้นเป็น 340 บาทต่อวันนั้นหมายความว่าอะไร หมายความว่าแรงงานไม่ได้รับสวัสดิการที่ควรจะได้ วันนี้รัฐบาลปัจจุบันมีนโยบายปรับขึ้นค่าแรงให้ได้ถึง 600 บาทต่อวัน ให้ได้ใน 4 ปี
เป้าหมาย 600 บาทต่อวันถามว่าทำได้ไหม ถ้าเราไม่สามารถสร้างเศรษฐกิจให้มันเติบโตได้ เราก็ไม่สามารถที่จะสร้างแรงส่งให้เกิดการขึ้นค่าแรงได้ เพียงแค่คิดว่าจะปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำวันนี้ ก็กระทบภาคเอกชน รวมถึงผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ทั้งหมด ทำไมถึงทำไม่ได้ ก็เพราะเขาบอกว่าเศรษฐกิจมันไม่ได้ขยายตัว เขาไม่ได้มีรายได้เพิ่มขึ้นเพียงพอที่จะมาให้กับแรงงาน เพราะฉะนั้น กุญแจคือการสร้างการหมุนทางเศรษฐกิจจนกระทั่งเอสเอ็มอีและผู้ประกอบการทั้งระบบอยู่ได้
จึงจะสามารถยกระดับความเป็นอยู่ของพี่น้องแรงงานได้ทั้งหมด
เรื่องสวัสดิการก็เหมือนกัน จากก่อนจะตั้งรัฐบาลที่เป็นพรรคเพื่อไทย ก็มีการพูดถึงเรื่องของสวัสดิการผู้สูงอายุ 3,000 บาท ที่สุดท้ายก็ทำไม่ได้ เพราะต้องเลื่อนออกไปถึงปี 2570 เนื่องจากทุกคนรู้ว่างบประมาณแผ่นดินไม่สามารถรองรับได้ และวิธีแก้คืออะไร ก็แน่นอนว่าคือการสร้างเศรษฐกิจให้เติบโตเพียงพอ ให้รัฐสามารถเก็บรายได้เพิ่มขึ้น รายได้ส่วนนั้นจะได้นำมาทำเป็นสวัสดิการให้ประชาชนได้ และกลไกที่จะผลักดันเศรษฐกิจให้โตจึงเป็นหัวใจสำคัญ
และที่สำคัญที่สุดมากกว่านั้น ถามว่าวิกฤตหรือไม่วิกฤต วันนี้ประเทศไทยทุกคนรู้ว่าเราเข้าสู่สังคมสูงวัยเรียบร้อยแล้ว หมายความว่าคนในวัยทำงานน้อยลงเรื่อยๆ ส่วนผู้สูงวัยซึ่งจะต้องใช้งบประมาณแผ่นดิน คนวัยทำงานเข้าไปค้ำชูก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งขณะนี้ไทยเราเข้าสู่สังคมสูงวัย แต่ก็ยังไม่สามารถสร้างสวัสดิการที่เพียงพอให้คนกลุ่มนี้ได้ ในขณะเดียวกันเศรษฐกิจก็ตกต่ำ แต่ภาระของรัฐบาลเท่าเดิม ในเรื่องของการจัดสรรงบประมาณแต่ละปี ซึ่งปี 2567 ก็ขาดดุลอยู่ 7 แสนล้านบาท ส่วนเป้าหมายในอีก 2-3 ปีข้างหน้า คือขาดดุล 6-7 แสนล้านบาท เพราะการขาดดุลของรัฐบาล คือการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างสวัสดิการให้คนกลุ่มใหญ่ อันนี้เป็นสิ่งสำคัญที่รัฐบาลมีหน้าที่ต้องทำและหลบเลี่ยงไม่ได้
แต่สถานการณ์หนี้สาธารณะปัจจุบัน ที่รัฐบาลก่อนหน้าได้เพิ่มหนี้สาธารณะจาก 5 ล้านล้านบาท เป็น 11 ล้านล้านบาท วันนี้มาถึงรัฐบาลปัจจุบัน เรารับมรดกที่ค่อนข้างหนัก แต่การที่จะเดินหน้าได้ก็ต้องอยู่ในกรอบ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง ซึ่งพูดถึงเรื่องที่ว่าไม่ให้หนี้สาธารณะมันเยอะเกินไป ซึ่งกรอบปัจจุบันอยู่ที่ 70% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี) ซึ่งผมก็มองว่าสูงไป โดยขณะนี้อยู่ที่ 62% ต่อจีดีพีแล้ว
ดังนั้น ถ้าไทยเราไม่สามารถสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ โตเฉลี่ยเพียง 2% ต่อปีไปเรื่อยๆ ตอนต้นปีนี้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ปรับคาดการณ์เศรษฐกิจไหลลงมาเรื่อยๆ จาก 3.8%, 3.4%, 3.0% ตามลำดับ และล่าสุดที่ 2.5% ต่อปี หมายความว่าอยู่ในแนวโน้มขาลง และไม่รู้ว่าไตรมาสสุดท้ายของปีนี้จะฉุดให้ทั้งปี 2566 กลับมาที่ 2.5% ได้หรือไม่ และถ้าไหลลงเรื่อยๆ โตแค่ระดับ 2% ต่อปี ในอนาคต 4-5 ปีข้างหน้า หรือช่วงปี 2570 ด้วยหนี้ที่เกิดจากการขาดดุลงบประมาณ กับการเติบโตที่ต่ำ เส้นมันจะตัดกัน หมายความว่าหนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะทะลุ 70%
วันนี้ก็จะบอกว่ารัฐบาลไม่รักษาวินัยทางการเงินการคลัง แต่รัฐบาลก็ยังมีความจำเป็นต้องใช้งบประมาณในการดูแลประชาชน มันก็คงปฏิเสธไม่ได้ เพราะฉะนั้นวิธีการเดียวคือการทำให้ฐานขยายใหญ่ขึ้น ดังนั้น การลงทุน 5 แสนล้านบาทในวันนี้ เพื่อขยับให้จีดีพีโตไปยังจุดศักยภาพของประเทศไทยอย่างแท้จริง คือระดับ 5% ต่อปี มันจะทำให้ตัวเลขหนี้สาธารณะต่อจีดีพีลดต่ำลงได้ เพราะจีดีพีโตปีละ 5% ไปเรื่อยๆ อันนี้คือแนวทางที่เราจะเดินหน้าประเทศไปข้างหน้าได้
ขอย้ำว่า โครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ตนั้น เป็นเพียงแค่หนึ่งในนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน เราไม่ได้ทำเพียงอย่างเดียว
⦁ ระหว่างที่รอดิจิทัลวอลเล็ต จะมีแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไร
ในส่วนของกระทรวงการคลังเอง ถ้าจำกันได้ วันที่นายกรัฐมนตรีแถลงเรื่องเงินดิจิทัล เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน ได้มีการแถลงว่ามีอีก 2 โครงการใหม่ เนื่องจากเราก็ทราบถึงข้อจำกัดเรื่องของทางเทคนิคการทำระบบ และการจัดหาแหล่งของโครงการดิจิทัล ซึ่งต้องมีกลไกเรื่องรัฐสภา ทำให้โครงการล่าช้า นอกจากนั้น งบประมาณแผ่นดินปี 2567 เนื่องจากการที่เราตั้งรัฐบาลได้ช้า จึงทำให้งบประมาณล่าช้าออกไปมาก กว่าที่จะเสร็จ คือวันที่ 17 เมษายน 2567 และกว่าจะผ่านขั้นตอนทางกฎหมายและมีการบังคับใช้ ก็คงเป็นต้นเดือนพฤษภาคม 2567
ขณะเดียวกัน โครงการที่งบประมาณมากกว่า 1 พันล้านบาท จะต้องมีกลไกที่สำนักงบประมาณไปรวบรวมโครงการส่งให้ ครม.เห็นชอบอีกรอบหนึ่ง ซึ่งกระบวนการนี้ใช้เวลาอีกเกือบ 1 เดือน ดังนั้น เดือนมิถุนายน 2567 กว่าการลงทุนใหญ่จะลงจริง และอนุมัติแล้ว ก็อาจจะมีการจัดซื้อจัดจ้าง กว่าจะทำงานเป็นงวดงาน ดังนั้น กว่าการลงทุนและบริโภคของรัฐจะมีผลจริงคือปลายปี 2567 เพราะฉะนั้นเราเห็นถึงปัญหาของปีหน้าที่เราเห็นช่องโหว่ช่องว่างมาก จึงจำเป็นที่เราจะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ
ส่วนเศรษฐกิจช่วงปลายปี 2566 ที่เหลือเวลาอีกประมาณ 1 เดือน สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ระบุ ตามที่ว่าคาดการณ์เศรษฐกิจไทยรวม 3 ไตรมาส อยู่ที่ 1.9% ส่วนทั้งปี 2566 จะอยู่ 2.5% ต่อปี
ดังนั้น ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้จะต้องทำให้ได้ 4.1% ซึ่งสภาพัฒน์ก็หวังกับรัฐบาลในการทำมาตรการต่างๆ โดยรัฐบาลก็มีมาตรการวีซ่าฟรี การสนับสนุนการท่องเที่ยวช่วงไฮซีซั่น จะมีภาคการท่องเที่ยวเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลพยายามอย่างเต็มที่ ในการดึงการเติบโตทางเศรษฐกิจให้สูงขึ้น อย่างที่คาดหวังไว้
ไตรมาสสุดท้ายปีหน้า ถ้าภาคการท่องเที่ยวเข้ามาอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ก็อาจจะดึงให้เศรษฐกิจไทยปีนี้โต 2.5% ตามที่สภาพัฒน์คาดไว้ได้ แต่ถ้าท่องเที่ยวทำได้ไม่ถึง ก็คงจะหลุดจากคาดการณ์ 2.5% ไปอีกรอบหนึ่ง
ส่วนภาพรวมของปี 2567 หากพ้นจากเดือนกุมภาพันธ์ 2567 ก็จะหมดช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นช่วงที่น่าเป็นห่วง เพราะนักท่องเที่ยวไม่มีมากมาย เศรษฐกิจไม่ได้ดี คนไทยไม่ได้มีกำลังในการจับจ่ายใช้สอยมากนัก เป็นจุดที่รัฐบาลเป็นห่วง
ดังนั้น รัฐบาลจึงมีกลไกเพิ่มเติม ได้แก่ ในช่วงต้นปี 2567 รัฐบาลจะดำเนินโครงการ อีซี่ อี-รีซีท (easy e-receipt) หรือชื่อโครงการเดิม คือ อี-รีฟันด์ (e-Refund) ที่ให้ประชาชนที่อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องชำระภาษี ไปจับจ่ายใช้สอยในวงเงิน 5 หมื่นบาท กับร้านค้าที่ออกใบกำกับภาษี/ใบรับ ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt เริ่มวันที่ 1 มกราคม-15 กุมภาพันธ์ 2567 หรือราว 45 วัน และนำไปลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้สูงสุด 1 หมื่นบาท ดังนั้น โครงการนี้ก็จะเข้ามาช่วยกระตุ้นในช่วงต้นปี 2567
“โครงการนี้ต้องการให้คนกลุ่มรายได้ 7 หมื่นบาทต่อเดือน ได้รับการกระตุ้นให้ใช้จ่ายด้วย ซึ่งหากคิดบนฐานภาษี 7 หมื่นบาทต่อเดือน และได้ลดหย่อนภาษี 20% ของการใช้จ่ายสูงสุด 5 หมื่นบาท ก็เท่ากับคนกลุ่มนี้ก็ได้ลดหย่อนไป 1 หมื่นบาท เท่ากับเงินดิจิทัลวอลเล็ตพอดี” นายจุลพันธ์กล่าว
จากนั้นเดือนพฤษภาคม 2567 ก็จะมีเม็ดเงินจากโครงการดิจิทัล วอลเล็ต วงเงินรวม 5 แสนล้านบาท ลงในระบบเศรษฐกิจ และเดือนมีนาคม – เมษายน 2567 หรือก่อนที่เงินดิจิทัลวอลเล็ตจะออกมา รัฐบาลคาดว่าน่าจะเห็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจแล้ว เนื่องจากร้านค้าต่างๆ เริ่มเตรียมตัวเข้าร่วมโครงการ ก็เกิดการผลิต การจ้างงานขึ้นทันที และวันที่กดปุ่มโอนเงิน 50 ล้านคน ก็จะได้ดิจิทัลวอลเล็ตใช้จ่ายรวมถึงลงทุน จับกลุ่มทำอาชีพ อาทิ ร้านอาหาร การเกษตร และเป็นช่วงที่ พ.ร.บ.งบประมาณ 2567 จะเริ่มบังคับใช้ และตามต่อด้วยโครงการกองทุนเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันอีก 1 แสนล้านบาท
“เชื่อว่าถ้ามีโครงการดิจิทัลวอลเล็ต การเติบโตทางเศรษฐกิจไทยปี 2567 ไม่ต้องห่วงเลย ยังไงก็ได้เห็นโตอย่างน้อย 4% แน่นอน เพื่อไปสู่เป้าหมายเฉลี่ย 5% ในอนาคต” นายจุลพันธ์กล่าว

