หมายเหตุ – การประชุมใหญ่วิสามัญ ประจำปี 2566 ครั้งที่ 3 พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีต ส.ส.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ นายเดชอิศม์ ขาวทอง ส.ส.สงขลา นั่งเลขาธิการพรรค แต่ขณะเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรค ได้ประกาศลาออกจากสมาชิกพรรคกลางที่ประชุมพรรค ตามมาด้วยแกนนำอีกหลายคน นักวิชาการได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ดังนี้

รศ.ดร.ไพลิน ภู่จีนาพันธุ์
คณบดีคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ประชาธิปัตย์ถือเป็นพรรคการเมืองเก่าแก่ที่มีความเป็นองค์กร เป็นสถาบันการเมือง การที่ประชาธิปัตย์ถูกมองเป็นพรรคต้นแบบสถาบันการเมือง ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรแต่ยังสามารถอยู่รอดและปรับเปลี่ยนมาได้ตลอด เพราะมีจุดแข็งคือความต่อเนื่องยาวนาน จึงมีสมาชิกทุกเจเนอเรชั่นอยู่รวมกัน มีกระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้ ประสบการณ์จากคนรุ่นเก่าสู่คนรุ่นใหม่ ทั้งนี้ ความเป็นสถาบันการเมืองของประชาธิปัตย์ที่ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกันทำให้องค์กรเข้มแข็ง บริบทภายนอกไม่สามารถทำให้เกิดความล่มสลายได้ แม้หัวหน้าพรรคเปลี่ยนก็ไม่มีผล
แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นตอนนี้คือปัญหาภายในที่มีรอยแตกจากการจัดการอำนาจภายใน ถือเป็นบทเรียนใหม่ ที่กระบวนการจัดสรรอำนาจเปลี่ยนแปลงไป เป็นจุดเปลี่ยนผ่านสำคัญ การเลือกตั้งที่ผ่านมาก็มีส่วนเกี่ยวข้อง ประชาธิปัตย์ต้องเรียนรู้ว่าพรรคต้องมีจุดยืนที่ชัดเจน เพราะบริบทสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปมาก สิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่ต้องการเห็นคือความชัดเจน ทั้งอุดมการณ์และความสามารถปรับตัว ไม่ใช่แค่การอยู่รอดในทุกสถานการณ์การเมืองเท่านั้น
อีกจุดแตกหักใหญ่ตอนนี้คือการเลือกผู้นำพรรค เมื่อได้นายเฉลิมชัยเป็นหัวหน้าจึงเป็นโจทย์ใหญ่ว่าจะสร้างความชัดเจนจุดยืนที่สะท้อนภาพความเป็นพรรคออกมา อาจไม่สามารถปรับเปลี่ยนทิศทางใหม่ได้ทันทีด้วยคนรุ่นเก่าทั้งหมด ฉะนั้น จึงขึ้นอยู่กับพรรคว่าจะนำเสนออะไรที่สะท้อนอัตลักษณ์ยึดโยงประชาชนตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน เพื่อเรียกศรัทธาพรรคกลับมา
ปัจจุบันมีพรรคการเมืองใหม่ๆ เป็นทางเลือกเกิดขึ้นมากมาย ประชาชนจึงไม่จำเป็นต้องเลือกพรรคเก่าแก่ หรือพรรคที่มีความเป็นสถาบันการเมืองอีกต่อไป แต่อาจตัดสินใจเลือกพรรคที่เชื่อว่าสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้ บุคลากรส่วนใหญ่ภายในประชาธิปัตย์เป็นคนมีชื่อเสียงและสะท้อนตัวตนของพรรคได้หลายคน แต่เมื่อถึงจุดเปลี่ยนผ่าน ผู้นำคนใหม่จะสามารถทำให้พรรคมีความชัดเจนในเชิงอุดมการณ์ได้อย่างไร แม้พยายามนำคนรุ่นใหม่เข้ามาช่วยแต่ประชาธิปัตย์จะเปลี่ยนแค่กรอบไม่ได้ ต้องเปลี่ยนแปลงแก่นข้างในของพรรคด้วย
สิ่งที่เป็นปมยากที่สุดของประชาธิปัตย์เวลานี้คือการทำให้เกิดความเป็นหนึ่งเดียวภายในพรรค การทำให้คนที่มีความศรัทธา ทั้งสมาชิก อดีต ส.ส. หันกลับมาช่วยและทำงานให้พรรคอีกครั้ง เพราะคนที่มีศรัทธาอยู่กับพรรคมายาวนานจะแตกต่างจากพรรคการเมืองอื่น คือมีความยึดโยงความเก่าแก่และความศรัทธาที่มีมายาวนาน แต่กระบวนการเปลี่ยนแปลงจะรีแบรนด์เพื่อการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียวคงไม่พอ ต้องปฏิรูปข้างในพรรค สร้างความเป็นยูนิตี้ เพราะตอนนี้พรรคสั่นคลอนมาก
ทั้งนี้ ถือเป็นจุดแข็งเหนือกว่าพรรคอื่นในแง่บุคลากรและต้นทุนทางสังคมที่มีมายาวนาน หากรื้อฟื้นทำให้ชัดเจน ไม่ต้องกังวลกลไกในระบบรัฐสภามาก มุ่งเน้นเตรียมการให้พรรคกลายเป็นทางเลือกให้ประชาชนในการเลือกตั้งในอนาคต
ส่วนคุณสมบัติหัวหน้าพรรคของนายเฉลิมชัย ได้เกิดคำถามต่อตัวผู้นำโดยคนในพรรคเอง สังคมเกิดคำถามยังไม่เท่าคนในพรรค เรื่องนี้จึงกลายเป็นจุดอ่อนมาก ยอมรับว่าหลายประเด็นต้องใช้เวลาให้คนยอมรับ แต่พรรคเก่าที่พยายามสร้างสิ่งใหม่อาจทำได้ยาก จึงต้องแก้ปัญหาความขัดแย้งภายใน เร่งสร้างจุดยืน อุดมการณ์ และตัวตนให้ชัดเจนเพื่อเป็นทางเลือกให้สังคม

ผศ.ดร.บูฆอรี ยีหมะ
นักวิชาการคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา
ก ารขับเคลื่อนภายใต้การนำของนายเฉลิมชัย เสมือนกับการนำพาพรรคโดยไม่ได้คาดหมายอนาคตข้างหน้า มีลักษณะต้องการผลที่จะเกิดขึ้นในช่วงปัจจุบันนี้ เป้าหมายประการหนึ่งคือเข้าร่วมรัฐบาล เมื่อจะดูผลการประชุมเลือกหัวหน้าพรรค แต่อาจจะมีข้อยกเว้นอยู่บ้าง การที่รองหัวหน้าพรรค กทม.ที่ตั้ง ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อาจจะเป็นการตั้งเพื่อหวังคะแนนนิยมในพื้นที่ กทม. แต่ก็นั่นแหละยากที่คนเพียงคนเดียวจะมาฟื้นมาสร้างความนิยมให้กับพรรคได้ ในขณะที่องคาพยพทั้งหมดไม่ได้เป็นเช่นนั้น
ทั้งหัวหน้าและเลขาธิการพรรคคือฝ่ายบู๊ทั้งคู่ ที่ผ่านมาปชป.หัวหน้าพรรคเป็นฝ่ายบุ๋น มีภาพนักวิชาการผสมผสานกับความเป็นนักการเมือง หรือนักการเมืองที่ขายวิสัยทัศน์ให้กับคนทั่วไปในสังคมได้ ในขณะที่เลขาฯพรรคเป็นฝ่ายบู๊ ดีลกับพรรคการเมืองต่างๆ รวมถึงหาเงินเข้าพรรคด้วยวิธีการต่างๆ บู๊ทั้งคู่ ตัวหัวหน้าพรรคดูจะขายยากในวงกว้างในการเมืองยุคปัจจุบัน เป็นยุคที่คนเข้าถึงสื่อโซเชียลอย่างแพร่หลาย และมีการติดตามการเมืองผ่านสื่อโซเชียล
โดยเมื่อปี 2562 โพลสำนักหนึ่งได้สำรวจพบว่า คนทั่วประเทศใช้สื่อโซเชียลติดตามข่าวสารต่างๆ จำนวนมาก แต่ ปชป.ยังมองการเมืองไทยแบบเก่า ทำการเมืองแบบดั้งเดิม กรรมการบริหารชุดนี้มีสไตล์การทำงานทางการเมืองแบบบ้านใหญ่ อาศัยการทำงานเครือข่ายในพื้นที่ อาศัยการทำงานการรู้จักมักคุ้นกันในพื้นที่ ละเลยการทำงานการเมืองในยุคสมัยใหม่ ยกตัวอย่างเช่น พรรคก้าวไกลที่มีเครือข่ายในพื้นที่ค่อนข้างน้อย ความสัมพันธ์เชิงพื้นที่ไม่มี แต่ผู้สมัคร ส.ส.แบบเขตกลับได้คะแนนเป็นกอบเป็นกำ นั่นเป็นผลมาจากการสื่อสารทางการเมืองกับประชาชนในวงกว้างโดยการใช้สื่อโซเชียล จนผู้สมัครแบบแบ่งเขตชนะเลือกตั้งท่วมท้น แตกต่างจาก ปชป.ที่ไม่เปลี่ยนแปลงการทำงาน ที่แม้จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน มีสัญญาณมาตั้งแต่การเลือกตั้งเมื่อปี 2562 มาจนถึงการเลือกตั้งปี 2566 ปชป.ก็ไม่ได้ปรับ ทำให้แพ้การเลือกตั้งแบบหลุดลุ่ย สะท้อนให้เห็นว่าไม่ได้มีการปรับตัว ก็ลำบาก เพราะฉะนั้น มองว่าเป็นเรื่องยากที่จะปรับตัวเพื่อแก้ไขให้กลับมาเป็นพรรคการเมืองที่ได้รับความนิยมอีกครั้ง เมื่อองค์ประกอบสำคัญคือคน เมื่อคนนำพรรคเป็นแบบนี้จะนำไปสู่วิธีการเปลี่ยนได้อย่างไร จะเปลี่ยนแปลงวิธีการ วิธีคิดได้อย่างไรในเมื่อตัวบุคคลไม่เปลี่ยนวิธีคิด
ดูแล้วคงยาก สไตล์ของหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคเป็นแบบใจถึงพึ่งได้ แนวทางอุปถัมภ์ กลายเป็นพรรคใจถึงพึ่งได้เต็มตัว และคิดว่าไม่ได้หวังที่พรรคจะเติบโตเพราะค่อนข้างยาก จะกลายเป็นพรรคที่ได้ที่นั่ง 10 กว่าไม่เกิน 20 แต่พร้อมจะร่วมรัฐบาล จะมีโอกาสร่วมทุกยุคสมัย ถ้าหากไม่มีพรรคใดได้คะแนนเสียงเกินครึ่ง แต่ด้วยความที่มีจำนวน ส.ส.ไม่มากนัก แกนนำพรรคมีอำนาจต่อรองน้อย ลักษณะเดียวกับพรรคชาติไทยพัฒนา
โอกาสที่พรรคจะโตค่อนข้างยาก ฟื้นความนิยมในพื้นที่ภาคใต้ และได้รับความนิยมในพื้นที่อื่นๆ ของ กทม.เหมือนในอดีตเป็นไปไม่ได้เลย เพราะชัดเจนจากการประชุมเลือกหัวหน้าพรรค ถ้าพรรคต้องการเปลี่ยนแปลงอย่างน้อยในที่ประชุมต้องเปิดโอกาสให้ น.ส.วทันยา บุนนาค หรือมาดามเดียร์ แข่งขัน ปรากฏว่าปิดตาย และเดิม นายนราพัฒน์ แก้วทอง ก็เป็นแคนดิเดตที่จะชิงเก้าอี้กับมาดามเดียร์ กลับไม่ได้ถูกเสนอ
จริงๆ นายนราพัฒน์ก็เป็นก๊วนเดียวกันกับนายเฉลิมชัย แต่นายนราพัฒน์อาจจะมีภาพลักษณ์ดีขึ้นมากกว่า นายเฉลิมชัยไม่ได้ชัดเจนในภาพลักษณ์ใจถึงพึ่งได้ มีโอกาสขายชนชั้นกลางได้บ้าง แต่ก็ไม่ได้เสนอนายนราพัฒน์ลงชิงแต่อย่างใด

ผศ.ดร.เอกพลณัฐ ณัฐพัทธนันท์
อาจารย์ภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
ทิศทาง ปชป.น่าจะไม่อยากเป็นฝ่ายค้าน หมายความว่าได้หัวหน้าพรรคคนใหม่ มีผลต่อเรื่องโอกาสในการปรับเปลี่ยนพรรค โดยมองว่าการเลือกตั้งหัวหน้าพรรครั้งนี้น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของพรรคในแง่ของการย้ายไปสู่ฝั่งรัฐบาลได้มากขึ้น เมื่อมีหัวหน้าพรรคที่ไม่ได้มีปัญหากับการเข้าร่วมรัฐบาล
การนำทัพของนายเฉลิมชัยคงยอมรับสภาพเวลานี้ว่าไม่ใช่พรรคคู่แข่งที่จะไปแข่งเก้าอี้นายกฯได้ ไม่เหมือนกับยุคสมัย 10 กว่าปีก่อน ขณะนั้นพรรคถ้าไม่เป็นเบอร์หนึ่ง ก็เป็นเบอร์สองมาตลอด พอหลังจากรัฐประหารปี 2557 เป็นต้นมาก็เปลี่ยนบทบาทตัวเอง จนไม่สามารถใช้ชื่อแบบเมื่อก่อนได้แล้ว
เวลานี้ทำได้อย่างมากคือแสดงบทบาทนักการเมืองที่หางบประมาณลงสู่พื้นที่ต่างๆ ได้ เพื่อที่จะทำให้พรรคอยู่ต่อได้อีก จึงทำให้หัวหน้าพรรคคนใหม่คงพยายามรีแบรนด์ตัวพรรค แต่ไม่ได้หวังสูงให้กลับไปเป็นสถานะเดิม เพียงขอให้ประคองพรรคเหมือนกับยุคนายบรรหาร ศิลปอาชา ที่ขอร่วมรัฐบาลได้กับทุกพรรค ขอให้ได้เป็นฝ่ายรัฐบาล เพราะไม่ใช่เวลาอันสั้นแน่นอนที่จะทำให้พรรคกลับสู่จุดเดิมได้
จุดแตกหักภายในพรรคมีความแตกแยก หลายก๊ก หลายเหล่า ด้วยความที่เคยเป็นพรรคที่ประสบความสำเร็จมาก่อน จึงมีชุดความคิดอนุรักษนิยมแบบคนรุ่นเก่า ไม่อยากจะปรับอะไรมาก อยากที่จะคงรักษาจุดยืนเอาไว้ แต่ขณะเดียวกันมันก็มีคนรุ่นกลางและคนรุ่นใหม่รู้ว่าสถานะของพรรคไม่ได้สูงส่งแบบในอดีต จึงได้เห็นความขัดแย้งระยะยาวได้ เหมือนเลือดไหลออกที่หลายคนย้ายพรรคออกไปมากมาย
หัวหน้าพรรคต้องเข้ามาประสานรอยร้าว แต่จุดขัดแย้งมันเกินกว่าที่จะอยู่ด้วยกันแบบเดิมได้แล้ว ซึ่งนายเฉลิมชัยก็รู้ว่าถ้าหากจะทำแบบเดิมอาจจะเสียหลายอย่าง อย่างไรก็ตาม นายเฉลิมชัยมี ส.ส.ในปีกกว่า 20 คน จึงมีแต้มต่อผลักดันนโยบายพรรค หรือคุมพรรคได้ง่าย แต่กลุ่มเก่าไม่ได้มี ส.ส.ในมือ แม้ว่ามีประวัติที่ดี มีคุณสมบัติครบถ้วน แต่ไม่มี ส.ส.จึงทำให้แต้มต่อน้อย ทิศทางในทางบวกคือการเข้าร่วมรัฐบาลประตูตรงนี้มันจะเปิด เขาจะสามารถพูดได้ว่าไม่มีมือเปื้อนเลือดแบบที่โดนครหาปี 2553
โจทย์ของพรรคต้องหาโอกาสทำอย่างไรให้กลับมาสู่สถานะเดิมที่จะแย่งคะแนนพรรคใหม่ๆ ทางเดียวที่พอจะมองได้คือ เขาต้องพยายามแสดงผลงาน เก็บแต้มเป็นพรรคระดับกลางต่อไป อันนี้เป็นสัญญาณเชิงบวกเท่าที่จะทำได้

