เปิดคำพิพากษา คดี ‘ไอซ์ รักชนก’ ดูหมิ่นแสดงความอาฆาตมาดร้ายสถาบัน พิพากษาจำคุก 6 ปี ไม่รอลงอาญา ชี้คำอ้างไม่น่าเชื่อถือ ไม่โต้แย้งว่าถูกใส่ร้าย ไม่ยอมมอบมือถือให้ตำรวจเช็ก
เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก นัดฟังคำพิพากษาในคดีอาญา หมายเลขดำที่ อ.683/2565 ระหว่างพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 10 สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ ฟ้อง น.ส.รักชนก ศรีนอก หรือ ไอซ์ ส.ส.พรรคก้าวไกล จำเลย
โจทก์ฟ้องสรุปว่า จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน จำเลยหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 พระมหากษัตริย์ โดยการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญา โดยจำเลยใช้บัญชีทวีตเตอร์ “ไอซ์ หรือ @nanaicez” ของจำเลยโพสต์ (Tweet)
คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีพยานเบิกความว่าพยานเป็นสมาชิกแอพพลิเคชั่นไลน์แบบกลุ่ม ได้รับภาพที่ส่งเข้ามาในกลุ่มไลน์ ซึ่งจำเลยเป็นผู้ทวีตภาพและข้อความ และรีทวีต (Retweet) ซึ่งพยานเห็นว่าการทวีตของจำเลยเป็นการใส่ร้ายพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 10 ส่วนการรีทวีตของจำเลยมีการระบุชื่อของรัชกาลที่ 10 และมีเนื้อหาที่เป็นการเหยียดหยาม ดูหมิ่น อาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์
เนื่องจากมีรูปโปรไฟล์และชื่อของจำเลยเป็นผู้โพสต์ข้อความ พยานจึงนำภาพและข้อความดังกล่าวไปแจ้งความกล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับจำเลยที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) และยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นพยานเบิกความว่า พยานได้รับการประสานให้เป็นผู้ตรวจสอบบัญชีทวีตเตอร์ของจำเลยและบัญชีที่เกี่ยวข้องกับการรีทวีตแล้ว ผลการตรวจสอบบัญชีทวิตเตอร์ของจำเลยมีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง โดยมีการโพสต์ภาพของบุคคลและมีการเชื่อมโยงกับบัญชีเฟซบุ๊ก ชื่อ RUKCHANOK SRINORK และมีอินสตาแกรมโดยมีชื่อผู้ใช้บัญชีเดียวกัน
จำเลยให้การต่อสู้ประการหนึ่งว่า ภาพและข้อความตามฟ้องเป็นการใส่ร้ายตนจากบุคคลที่เห็นต่างทางการเมือง หากตนโพสต์ภาพและข้อความตามฟ้อง ซึ่งมีเนื้อหาค่อนข้างร้ายแรงแล้ว ย่อมต้องถูกดำเนินคดีอย่างแน่นอน เพราะมีบุคคลที่จ้องจะเล่นงานตนอยู่แล้ว ตนจึงไม่มีทางที่จะโพสต์ภาพและข้อความตามฟ้อง และตนมีความศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่กลับได้ความจากพยานโจทก์ ซึ่งไม่เคยรู้จักกับจำเลยเป็นการส่วนตัว หรือมีสาเหตุบาดหมางกับจำเลยมาก่อน
ทั้งเมื่อไม่ปรากฏว่าพยานเป็นนักการเมือง หรือมีส่วนได้เสียทางการเมือง การที่พยานนำภาพและข้อความตามฟ้องมาแจ้งความกล่าวหาให้ดำเนินคดีกับผู้ที่โพสต์ นับว่าเป็นการทำหน้าที่ของปวงชนชาวไทย ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พยานแจ้งความและเบิกความไปตามสิ่งที่ตนพบเห็น โดยไม่มีเจตนากลั่นแกล้งจำเลยแต่อย่างใด หากจำเลยมีความศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแล้ว ย่อมไม่อาจมีการโพสต์ข้อความใดๆ ในทางลบให้พยาน หรือประชาชนทั่วไปได้พบเห็น ข้ออ้างของจำเลยในส่วนนี้จึงไม่น่าเชื่อถือ
ประกอบกับในชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ โดยไม่ได้ให้การในรายละเอียดแต่ประการใด ซึ่งจำเลยให้การเพียงว่า “ขอไม่ให้การ” และเมื่อพนักงานสอบสวนถามถึงโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยจำเลยก็ให้การว่า “ไม่ได้เอามา” โดยจำเลยมิได้ให้การโต้แย้งว่าเป็นภาพตัดต่อ หรือโต้แย้งว่าตนถูกใส่ร้ายทางการเมือง รวมทั้งมิได้ขวนขวายที่จะขอส่งมอบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของตนให้พนักงานสอบสวนทำการตรวจสอบข้อมูล ทั้งที่เป็นการไม่ยากที่จะกลับไปเอา หรือส่งมอบให้ภายหลังในระยะเวลาอันสมควร ทั้งที่จำเลยถูกแจ้งข้อหาในความผิดร้ายแรงที่กระทำต่อพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีการตัดต่อนำภาพโปรไฟล์ของจำเลยมาโพสต์เพื่อใส่ร้ายจำเลยจริงแล้ว เชื่อว่าจำเลยย่อมต้องให้การโต้แย้งต่อพนักงานสอบสวนว่ามีการตัดต่อภาพเพื่อใส่ร้ายตน
พฤติกรรมของจำเลยที่ไม่ขอตอบข้อซักถามของพนักงานสอบสวนและไม่ขวนขวายในการแสดงหลักฐานเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ของตน จึงเป็นการผิดวิสัยของประชาชนคนไทยทั่วไปที่สืบสานวัฒนธรรมและทัศนคติในการเคารพองค์พระมหากษัตริย์มาอย่างยาวนานหลายชั่วอายุคน ซึ่งการจะมีหลักฐานทางระบบคอมพิวเตอร์หลงเหลืออยู่หรือไม่ต้องพิจารณาพฤติกรรมของจำเลยในการให้ความร่วมมือและการเสนอพยานหลักฐานเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจด้วย และไม่มีเหตุใดให้เชื่อว่าพนักงานสอบสวน พยานผู้กล่าวหาจะร่วมกันคิดสร้าง หรือกำหนดจัดแต่ง URL รวม 4 URL ขึ้นมาเองเพื่อเอาผิดจำเลย ซึ่งแต่ละ URL จะมีรายละเอียดแตกต่างกัน จำเลยเองกลับมิได้ให้การทักท้วง หรือปฏิเสธถึงความมีอยู่ หรือความถูกต้องของ URL ดังกล่าวในชั้นสอบสวน ซึ่งเป็นระยะเวลาใกล้ชิดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อันเป็นระยะเวลาที่เชื่อว่าจำเลยไม่อาจคิดหาหนทางบิดเบือนข้อเท็จจริงได้ดังเช่นข้อต่อสู้ในชั้นพิจารณา ซึ่งเป็นระยะเวลาห่างจากที่จำเลยให้การในชั้นสอบสวนประมาณ 1 ปี 6 เดือน
ข้อต่อสู้ของจำเลยในชั้นพิจารณาจึงมีน้ำหนักน้อย พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาประกอบกับพฤติกรรมของจำเลยซึ่งไม่นำพา หรือขวนขวายที่จะให้การ หรือแสดงหลักฐานใดเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ของตนในชั้นสอบสวนอันเป็นการผิดวิสัยของบุคคลทั่วไปในฐานะปวงชนชาวไทย ซึ่งต้องเคารพและไม่ละเมิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับเชื่อว่าจำเลยได้โพสต์ หรือทวีต และรีทวีตภาพและข้อความลงในระบบคอมพิวเตอร์ตามฟ้องภาพ และข้อความตามฟ้องนับว่ามีเนื้อหาซึ่งเป็นการกล่าวร้ายและอาฆาตมาดร้ายต่อพระชนม์ชีพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 และราชวงศ์จักรี ซึ่งย่อมหมายถึงพระราชินีด้วย จำเลยจึงมีความผิดต่างกรรมต่างวาระ
พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (2)
การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป
ฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น แสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี และฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น แสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินีฯ จำคุก กระทงละ 3 ปี รวมสองกระทง คงจำคุก 6 ปี
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- ศาลสั่งคุก ไอซ์ รักชนก 6 ปี รีทวีตข้อความผิด ม.112-พ.ร.บ.คอมพ์
- ชัยธวัช แจง คดี ไอซ์ รักชนก เกิดก่อนสมัคร ส.ส. ลุ้นฟังผลประกันบ่ายนี้
- เปิดใจ ไอซ์ รักชนก ลุ้นคำพิพากษา 112 พรุ่งนี้ พร้อมรับทุกคำตัดสิน ไม่กังวลหลุด ส.ส
- ประวัติ ไอซ์ รักชนก ศรีนอก ส.ส.กทม. พรรคก้าวไกล ผู้แทนหน้าใหม่ สู่วันเผชิญคดี 112

