นายกฯ ขอบคุณญี่ปุ่น มิตรแท้ลงทุน พร้อมต้อนรับนักลงทุนทั้งเก่าและใหม่ หนุนยานยนต์สองชาติเติบโต อวด ‘พลังงานสะอาด’ ไทยไม่เคยเป็นรอง ซอฟต์เพาเวอร์ ‘เกม อนิเมะ’ ‘แลนด์บริดจ์” เส้นทางสายใหม่เชื่อมมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก วอน ‘ญี่ปุ่น’ โดดร่วมวงเพิ่มลงทุน
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 15 ธันวาคม ที่โรงแรมอิมพีเรียลโตเกียว กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในงานสัมมนา Thailand-Japan Investment Forum ในห้วงสัปดาห์การประชุมสุดยอดอาเซียน-ญี่ปุ่น สมัยพิเศษ (ASEAN-Japan Commemorative Summit) พร้อมด้วยนายนิชิมุระ ยาสึโทชิ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม (METI) และนายอิชิกุโระ โนริฮิโกะ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าญี่ปุ่น (JETRO) ซึ่งจัดโดยคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)

นายกรัฐมนตรีกล่าวตอนหนึ่งว่า ไทยและญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์อันยาวนานและดีเยี่ยมมากว่า 136 ปี ญี่ปุ่นนับเป็นมิตรแท้ของไทย ซึ่งมีความสัมพันธ์กันทุกระดับ เห็นได้จากจำนวนบริษัทญี่ปุ่นกว่า 6,000 บริษัท และ ชาวญี่ปุ่นกว่า 80,000 คน ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ล้วนแต่เป็นภาคส่วนสำคัญในการผลักดันการเจริญเติบโตเศรษฐกิจของไทย ประเทศไทยมีนโยบายที่ส่งเสริมการลงทุนในพลังงานสะอาด เศรษฐกิจใหม่ เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว AI เทคโนโลยีชั้นสูง และ การพัฒนา startup ให้เติบโตเพื่อแข่งขันในเวทีโลกได้ ซึ่งนโยบายดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลญี่ปุ่น ที่เน้นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ มีการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีชั้นสูงเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แม้เศรษฐกิจไทยจะชะลอตัว แต่รัฐบาลมีหลายมาตรการจะกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น การอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ การท่องเที่ยว การเจรจาเพื่อดึงนักลงทุนจากบริษัทชั้นนำทั่วโลก

นายเศรษฐากล่าวว่า ด้านการค้า ญี่ปุ่นเป็นคู่ค้าใหญ่อันดับต้นของไทย มีมูลค่ารวม 8.7 ล้านล้านเยน คิดเป็น 10% ของมูลค่าการค้าระหว่างประเทศ ส่วนตัวเชื่อว่า ศักยภาพของไทยจะสามารถขยายการค้าร่วมกันได้อีก ในสินค้าการเกษตร อุปโภค บริโภค ชิ้นส่วนยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ รวมไปถึงผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมต่างๆ

ด้านการลงทุน นักลงทุนญี่ปุ่นมีบทบาทอย่างมากต่อเศรษฐกิจไทย ในช่วงระยะ 10 ปีหลัง จึงขอขอบคุณนักลงทุนญี่ปุ่นที่ให้ความสำคัญกับประเทศไทยมาโดยตลอด และเป็นเวลากว่า 50 ปีที่ภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ของญี่ปุ่นช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย พวกเราไม่ลืมและรัฐบาลไทยพร้อมที่จะดูแลและสนับสนุนบริษัทรถยนต์ญี่ปุ่น ให้แข่งขันและเติบโตได้ เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่

ด้านซอฟต์เพาเวอร์ รัฐบาลพร้อมสนับสนุนญี่ปุ่น ที่จะเข้ามาต่อยอดการลงทุนในภาพยนตร์ เกม หรือ อนิเมะ ซึ่งไทยมีความพร้อมในเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Industry) ไม่เป็นสองรองใคร พิสูจน์ฝีมือคนไทย ด้วยรางวัลต่างๆ จากทั่วโลก

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ประเทศไทย มีความพร้อมด้านพลังงานสะอาดมากกว่าใครในภูมิภาคนี้ และกำลังต่อยอด อุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง เช่น กรีน ไฮโดรเจน จะเป็นการพัฒนาแหล่งพลังงานในอนาคตอีกด้วย และไทยเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อยกระดับการคมนาคมขนส่งของไทย ล่าสุด รัฐบาลไทยมุ่งมั่นจะผลักดันสะพานเศรษฐกิจเชื่อมทะเลฝั่งอ่าวไทย และอันดามันหรือ Land Bridge ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม มูลค่าลงทุนเบื้องต้น 4 ล้านล้านเยน เป็นการสร้างเส้นทางขนส่งใหม่ของโลก ด้วยการเชื่อมโยงมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก ผ่านท่าเรือ ระบบราง และระบบถนน จะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการค้าสำคัญของภูมิภาคและระดับโลก จึงขอเชิญชวนให้ภาคเอกชนญี่ปุ่น เข้ามาร่วมศึกษาและลงทุนในโครงการนี้
“ในฐานะผู้นำรัฐบาลไทย ขอให้ความเชื่อมั่นว่าจะมุ่งมั่นพัฒนาเศรษฐกิจ เดินหน้าขยายการเจรจา FTA กับประเทศต่างๆ ทั่วโลก เร่งปรับปรุงบริการภาครัฐ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่การประกอบการธุรกิจมากยิ่งขึ้น รัฐบาลนี้เปิดกว้างสำหรับการลงทุนของทุกประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักลงทุนจากญี่ปุ่น ซึ่งเป็นนักลงทุนรายใหญ่และสำคัญของไทย ในช่วงหลาย 10 ปีที่ผ่านมา ทั้งรายเดิมและรายใหม่ รวมถึงภาครัฐและเอกชน เพื่อยกระดับภาคอุตสาหกรรมเปลี่ยนผ่านสู่ภาคเศรษฐกิจใหม่ตอบสนองตามสถานการณ์โลก” นายเศรษฐากล่าว
ด้าน นายไซโต เค็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมญี่ปุ่น กล่าวปาฐกถาตอนหนึ่งว่า ประเทศญี่ปุ่นกับประเทศไทยเป็นพันธมิตรสำคัญร่วมสร้างห่วงโซ่อุตสาหกรรมมาโดยตลอด มีอุตสาหกรรมยานยนต์เป็นหลักบนพื้นฐานความไว้วางใจที่สั่งสมมายาวนานของทั้งสองประเทศ ปีนี้ครบรอบ 50 ปี แห่งมิตรภาพญี่ปุ่นอาเซียน ความร่วมมือที่ผ่านมาได้สะสมความร่วมมือและสร้างความสัมพันที่แน่นแฟ้นมาโดยตลอด เพื่อสร้างอนาคตร่วมกันในอีก 50 ปีข้างหน้า โดยจะมุ่งเน้นใน 3 ประเด็น คือการสร้างอุตสาหกรรมในอนาคต เปิดสายงานที่ญี่ปุ่นถนัด เช่น พลังงานสะอาด รถยนต์ในยุคต่อไป การบินและอวกาศ รวมถึงการแพทย์ขั้นสูง ความมั่นคงด้านพลังงานและลดคาร์บอนไปพร้อมกับการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ ซึ่งหวังว่าการประชุมครั้งนี้จะผลักดันความร่วมมือให้เป็นรูปธรรมในการลดคาร์บอน เพราะญี่ปุ่นกำลังดำเนินการกับไทยอยู่หลายโครงการ และสามคือการพัฒนาบุคคลที่เป็นพื้นฐานความร่วมมือเพื่อสร้างอนาคต มีการเริ่มโครงการแลกเปลี่ยนนักธุรกิจรุ่นเยาว์ เพื่อให้มีความสัมพันธ์ร่วมกันเหมือนที่เรามีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่มั่นคงและความไว้วางใจซึ่งกันและกันตั้งแต่รุ่นก่อน
นายไซโตกล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามในส่วนของอุตสาหกรรมยานยนต์ผู้ผลิตญี่ปุ่นได้เข้ามาไทยในช่วงปี 1960 ตั้งแต่นั้นมา 60 ปี มีการสร้างงานร่วมกันในอุตสาหกรรมนี้อย่างมั่นคง แต่วันนี้อุตสาหกรรมยานยนต์มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ มีการลงทุนของสหรัฐอเมริกาและจีนเพิ่มมากขึ้น การแข่งขันระดับโลกทวีความรุนแรง ญี่ปุ่นต้องการให้อาเซียนโดยเฉพาะไทยที่ถูกขนานนามว่าดีทรอยต์อาเซียนที่แข็งแกร่ง เป็นที่สร้างยานยนต์ในยุคต่อไปเพื่อให้แข่งขันในโลกได้ เพราะนอกเหนือจากรถยนต์ไฟฟ้าแล้ว ยังมีรถยนต์ไฮโดรเจน และเอสทานอล เราต้องพัฒนาในเรื่องเหล่านี้ และต้องจับตาดูการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมรถยนต์ทั่วโลกและพัฒนายานยนต์เชิงกุลยุทธ์ และจับตาตลาดส่งออกยุโรป ที่ต้องการลดคาร์บอนในกระบวนการผลิต ซึ่งเราต้องตอบสนองในเรื่องดังกล่าว และอยากทำงานให้ครอบคลุมกับประเทศไทย โดยร่วมมือกับนายเศรษฐา และรัฐบาลไทยสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ของสองประเทศ และเร่งสร้างศูนย์การผลิตและการส่งออกรถยนต์อันดับหนึ่งของโลกในยุคต่อไป และไม่ใช่แค่รถยนต์แต่ยังจะทำงานแข็งขันเพื่อกระชับความสัมพันธ์การลงทุนของทั้งสองประเทศในด้านต่างๆ ด้วย

