“สนธิญา” ร้อง ป.ป.ช. ฟันจริยธรรม “รักชนก” หลังศาลอาญา พิพากษา ปม ความผิด ม.112 เชื่อ ใช้เวลาไม่นาน ชี้ เด็ดขาดไม่ควรกลับไปนั่งเป็น ส.ส.
เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2566 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายสนธิญา สวัสดี อดีตที่ปรึกษากรรมาธิการ การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ยื่นหนังสือถึง ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบจริยธรรม น.ส.รักชนก ศรีนอก ส.ส.กทม. พรรคก้าวไกล จากกรณีที่ศาลอาญา รัชดา พิพากษาให้จำคุก 6 ปี ไม่รอลงอาญา และได้รับการประกันตัวไปแล้วนั้นในความผิดมาตรา 112 และ พ.ร.บ.ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
นายสนธิญากล่าวว่า ด้วยหลักฐานและคำพิพากษาแม้จะเป็นศาลชั้นต้น แต่การกระทำเหล่านั้นสำเร็จสมบูรณ์ไปแล้ว และไม่เหมาะสมมาทำหน้าที่ในสถาบันนิติบัญญัติอีกต่อไป จึงไปร้อง ป.ป.ช.ในประเด็นฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติมาตรฐานจริยธรรมและความผิดร้ายแรงตามข้อบังคับประมวลจริยธรรม ส.ส. ส.ว.ปี 2563 และ มาตรฐานทางจริยธรรมที่ร้ายแรงตามรัฐธรรมนูญ 2560 ประกอบการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ 2560 จึงร้อง ป.ป.ช. เพื่อดำเนินการเป็นไปตามกฎหมาย และประมวลจริยธรรมร้ายแรงต่อไป โดย น.ส.รักชนก เข้ามาทำหน้าที่เป็น ส.ส. ก็ต้องอยู่ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ และกรอบจริยธรรม 2 ฉบับ คือประมวลจริยธรรม ว่าด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและกรรมาธิการ 2563 ซึ่งนางสาวรักชนก กระทำการขัดและฝ่าฝืนต่อจริยธรรมร้ายแรงในหมวด 1 อุดมการณ์ ในข้อที่ 4, 6, 7, 18 และฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม มาตรา 219 และรัฐธรรมนูญที่ใช้บังคับกับองค์กรอิสระ องค์ตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งครอบคลุมถึง ส.ส. ส.ว. ตามข้อที่ 3 (4) วรรค 2 ประกอบข้อที่ 5, 6 และข้อที่ 19 ตนจึงมาใช้สิทธิที่ตามรัฐธรรมนูญ ยื่นต่อ ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบพิจารณาและวินิจฉัย น.ส.รักชนก กระทำการฝ่าฝืน ไม่ทำตามจริยธรรมตามที่ตนกล่าวหาหรือไม่ พร้อมหยิบยกคำวินิจฉัย ของศาลอาญา ที่ระบุว่า “จำเลยกระทำการผิดวิสัย ของบุคคลทั่วไปในฐานะ ปวงชนชาวไทย ซึ่งต้องเคารพและไม่ละเมิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ภายใต้รัฐธรรมนูญทุกฉบับ”
นายสนธิญากล่าวอีกว่า ตนเห็นว่า บุคคลที่โพสต์ข้อความหรือกดรีทวีต ที่มีลักษณะเป็นการอาฆาตมาดร้ายต่อสถาบัน เข้าข่ายผิดตามมาตรา 112 และเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์อีกด้วย ก็จะโดนความผิดสองเด้ง และจากคำวินิจฉัยจากศาลอาญา ศาลให้ความเมตตาโดยลงโทษต่ำสุด ตามที่กฎหมายกำหนด พร้อมขอเรียกร้องไปยัง น.ส.รักชนก ให้ระมัดระวัง เพื่อไม่ให้ผิดเงื่อนไขต่อศาล ในการใช้เป็นเงื่อนไขขอประกันตัวชั่วคราว และในช่วง 1-2 วันที่ผ่านมา ตนได้ดูสื่อโซเชียลของ น.ส.รักชนก พบว่า ค่อนข้างที่จะมีความหมิ่นเหม่ จึงขอให้ใช้ความระมัดระวัง เพราะหากกระทำการขัดต่อข้อตกลงกับศาล อาจจะมีคนไปร้องขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยและยกเลิกการประกันตัว แบบเช่นเดียวกันกับ กรณี นายอานนท์ นำภา ที่ผิดเงื่อนไขต่อศาล ตนได้ขอให้ยกเลิกการประกันตัวนายอานนท์ ที่ไปร่วมชุมนุมจนผิดเงื่อนไข
ซึ่งจากกฎหมายทั้งหมดที่ยกมา แสดงให้เห็นว่า น.ส.รักชนก กำลังกระทำการที่ฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามประมวลจริยธรรม ทั้ง 2 ฉบับ จึงขอให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบและวินิจฉัย ซึ่งกรณีคดีความอาญาก็สู้กันไป 3-4 ปี แต่ในกรณีจริยธรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่พิจารณาอย่างรวดเร็ว ถือว่า ไม่มีความซับซ้อน ป.ป.ช.สามารถพิจารณาได้ในเวลาอันรวดเร็ว จนเชื่อว่าไม่เกิน 6 เดือน ป.ป.ช.อาจจะสามารถชี้มูลได้ ส่วนตนเองไม่เห็นด้วยกับมาตรา 112 หรือสถาบัน มีสองทางเลือกคือ 1.ต้องอยู่ในคุก กับทางเลือกที่ 2.ต้องไปอยู่ต่างประเทศ เพราะคนส่วนใหญ่ของประเทศ ยังมีความคิดรักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ซึ่งหาตนพบว่า มีการจาบจ้วงสถาบันชัดเจนเมื่อไหร่ก็พร้อมที่จะแจ้งความดำเนินคดีอาญา และจริยธรรม ส่วนกรณีที่มีแนวร่วมแสดงความคิดว่า ไม่ควรจะมีใครถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 นั้น
“จนถึงวันนี้ ผมยืนยันว่า น.ส.รักชนก ไม่สมควรที่จะเข้าไปนั่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งทำหน้าที่นิติบัญญัติแล้ว ผมจึงมาร้องให้ ป.ป.ช.โปรดวินิจฉัยและจะเป็นไปด้วยความรวดเร็ว ขณะนี้ ส.ส. ส.ว.หรือว่าใครก็ตาม กลัวมากที่สุด กลัวเรื่องจริยธรรม ซึ่งมีความแรงและเร็ว มี ส.ส.หลายคนที่โดนจริยธรรม บางคนถึงขนาดถูกห้ามเล่นการเมืองตลอดชีวิตก็มี นี่คือตัวที่คอยกำกับการทำงานของ ส.ส. เพราะที่ผ่านมาก็จะเห็นว่า คุณจะทุจริตหรือทำอะไรก็ตาม กว่าจะจบคดี ก็ปาเข้าไป 9-10 ปี และคดีนี้ผมเชื่อว่า ป.ป.ช.จะใช้เวลาพิจารณาไม่เกิน 4-5 เดือน เพราะไม่มีอะไรทับซ้อน เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการแสดงความคิดเห็น ศาลได้ตัดสินมาแล้ว หากเป็นคนทั่วไปก็ไม่มีปัญหา แต่นี่เขาเป็น ส.ส.” นายสนธิญากล่าว

