ทลายแก๊ง พัสดุไม่ตรงปก หลอกเก็บเงินปลายทาง เสียหายกว่า 10 ล้านบาท ยึดของกลางอื้อ

ทลายแก๊ง พัสดุไม่ตรงปก หลอกเก็บเงินปลายทาง เสียหายกว่า 10 ล้านบาท ยึดของกลางอื้อ

เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม ที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อม พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. แถลงข่าวโอเปอร์เรชั่น “แกะกล่องพัสดุลวง รวบตัวการส่งพัสดุไม่ตรงปก หลอกเก็บเงินปลายทาง” สืบเนื่องจากศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ รับร้องเรียนจากการประชาชนเป็นจำนวนมากว่าได้รับความเดือดร้อนจากการเรียกเก็บเงินค่าพัสดุปลายทางโดยที่ไม่ได้สั่งซื้อ หรือเคยสั่งซื้อสินค้าจากแพลตฟอร์มบนโซเชียลแต่ไม่ได้รับสินค้าตรงตามที่สั่งซื้อ จึงสืบสวนทราบว่าขบวนการดังกล่าวสร้างความเสียหายเกือบ 10 ล้านบาทต่อปี ซึ่งต้นทางของพัสดุดังกล่าวมีบริษัทเเห่งหนึ่งเป็นผู้ให้บริการระบบจัดการร้านค้าออนไลน์ โดยพบว่ามีผู้ใช้งานที่ลงทะเบียนโดยนายอนุศาสน์ (สงวนนามสกุล) อายุ 25 ปี ใช้แพลตฟอร์ม ติ๊กต็อก 4 บัญชีในการขายสินค้ามีการส่งพัสดุประมาณ 8,000 ชิ้น ในเวลา 1 เดือน และมีพัสดุตีกลับประมาณ 47 เปอร์เซ็นต์ ทั้งมียอดระงับการเก็บเงินปลายทางกว่า 8 แสนบาท นอกจากนี้พบว่าเฟซบุ๊กส่วนตัวของผู้ต้องหา ยังโพสต์รูปกล่องพัสดุพร้อมส่งเป็นจำนวนมากอยู่หลายครั้ง

ต่อมาวันที่ 15 ธันวาคม ตำรวจ บช.สอท.นำหมายค้นเข้าตรวจสอบบ้านหลังหนึ่งในพื้นที่ ต.เมืองใหม่ อ.เมืองสมุทรปราการ จ. สมุทรปราการ พบนายอนุศาสน์ เป็นผู้ดูแลบ้านภายในบ้านพบสินค้าจำนวนมาก โดยทั้งหมดถูกนำเข้ามาจากประเทศจีนและพบว่าไม่มีฉลากการค้าและไม่มีสัญลักษณ์ มอก. แต่อย่างใด จึงควบคุมตัวพร้อมตรวจยึดโทรศัพท์มือถือ 6 เครื่อง ,โน้ตบุ๊ก 1 เครื่อง และสินค้าที่ใช้บรรจุพัสดุสำหรับหลอกเก็บเงินปลายทาง จำพวกครีมบำรุงผิว ไม่มียี่ห้อ 42 ขวด , เคราตินบำรุงผม 24 กระปุก ,รองเท้า 60 คู่ , กระดาษชำระ 1 แพ็ค 5 ห่อ , แก้วน้ำเก็บความเย็น 1 ชิ้น จากนั้นนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดี ข้อหา “ฉ้อโกงโดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งและโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม หรือทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม ทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ”

Advertisement

คดีที่สองจับกุมนายอัครนันท์ เจติยากุลไพศาล อายุ 27 ปี แอดมินแอพพลิเคชั่นวีแคร์ โดยใช้ชื่อกลุ่มว่า “dark side club” โพสต์ภาพอนาจารแอบแฟนชักชวนเล่นพนัน เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม ที่ผ่านมา กลุ่มงานต่อต้านการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางอินเตอร์เน็ต (บก.ตอท.)บช.สอท. ต่อมาสืบสวนขยายผลทราบว่าผู้จ้างวานให้ช่วยโฆษณาดังกล่าวและตระเวนกดเงินที่ได้จากเว็บพนัน คือนายปานเพชร แซ่แต้ และ น.ส.ธัญญารัตน์ ชะนะพาล จึงร่วมกับ สภ.เขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี เพื่อออกหมายจับบุคคลทั้งสองข้อหา “ร่วมกันเป็นผู้ใช้และร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ ที่มีลักษณะอันลามกและ ข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้” โดยจับกุมได้ที่บ้าน แขวงคันนายาว เขตคันนายาว กรุงเทพ

คดีที่สาม แถลงข่าวปฏิบัติการล้างบางแก๊งแอพดูดเงินแนวชายแดน สืบเนื่องจากการสืบสวน บช.สอท. ที่ตรวจค้นจับกุมเครือข่ายผู้ร่วมกระทำผิดแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐจากหน่วยงานต่าง ๆ อาทิ สรรพากร การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โทรหลอกลวงผู้เสียหาย โดยอ้างเหตุผลให้หลงเชื่อแล้วให้แอดไลน์ เพื่อส่งลิงก์ให้ดาวน์โหลดแอพพ์ปลอมของหน่วยงาน เป็นโปรแกรมที่ใช้ควบคุมโทรศัพท์ทางไกล หลอกให้ผู้เสียหายใส่รหัสซึ่งส่วนใหญ่มักใช้รหัสเดียวกันกับรหัสแอพพ์ธนาคาร จากนั้นมิจฉาชีพจะสนทนาเพื่อถ่วงเวลาในขณะที่กำลังโอนเงินออกจากบัญชีของผู้เสียหายจนหมด โดยขบวนการดังกล่าวสร้างความเสียหายแล้วรวมกว่า 12 ล้านบาท

ทั้งนี้ขบวนการดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับหลายคดีในหลายหลายพื้นที่ทั่วประเทศ พบเส้นทางการเงินว่าเงินที่หลอกลวงผู้เสียหายจะถูกโอนต่อกันเป็นทอด ๆ และเงินสดจะถูกถอนออกในพื้นที่จ.สุรินทร์ พบว่ามีเงินหมุนเวียนในบัญชีธนาคารที่ใช้ในการกระทำผิดในรอบ 3 เดือน มากถึง 30 ล้านบาท จึงรวบรวมพยานหลักฐานและขออนุมัติหมายจับผู้ที่เกี่ยวข้องจำนวน 26 ราย ตรวจค้นจับกุมผู้ต้องหาทั้งหมด 13 ราย พบว่าเป็นชาวไทย 12 รายและชาวกัมพูชา 1 ราย ทำหน้าที่กดเงินสดเตรียมนำส่งข้ามชายแดน ซึ่งผู้ต้องหาทั้งหมดถูกแจ้งข้อหา “ร่วมกันลักทรัพย์เจ้าพนักงาน, ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น” พร้อมยึดของกลางเงินสด 100,000 บาท และบัตรเอทีเอ็ม ซึ่งเกิดจากการเปิดบัญชีม้า และมีการอายัดเงินในบัญชีกว่า 5 ล้านบาท

คดีที่สี่จับกุมนายปฏิพัทธ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 25 ปี พร้อมอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน 11 รายการ จากการตรวจค้นบ้านผู้ต้องหาที่ ต.สวนหลวง อ.กระทุ่มเเบน จ.สมุทรสาคร สืบเนื่องจากข่าวนักศึกษาต่างสถาบันใช้อาวุธปืนยิงกันจนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชน บช.สอท. จึงสืบสวนพบมีการลักลอบจำหน่ายอาวุธปีน ชนิดปืนปากกา ,ปีนไทยประดิษฐ์ และเครื่องกระสุนปืน ผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ ทางยูทูปจึงสืบสวนหาตัวคนร้ายทราบว่าใช้บัญชีไลน์ซื้อขายพบว่าสามารถสั่งซื้ออาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนได้จริง สืบสวนพบว่ามีความเชื่อมโยงกับผู้ต้องสงสัยรายหนึ่งในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร จึงลงพื้นที่ตรวจสอบตรวจคันจับกุมวันที่ 15 ธันวาคม ที่ผ่านมา จึงเเจ้งข้อหา “มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับอนุญาติ” และนำตัวส่ง สภ.กระทุ่มแบน ต่อไป

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image