ส.ส.ถาม ชาวบ้านพ้อ ‘ราษีไศล’ 30 ปียังเศร้า ห่วงสร้าง ‘เขื่อนท่าแซะ’ เสี่ยงวิถีชีวิตสูญพันธุ์
เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม ที่บริเวณลานคนเมือง หน้าศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) ถนนดินสอ เขตพระนคร เครือข่ายสมัชชาคนจน จัดงาน “เบิกฟ้ารัฐธรรมนูญใหม่”
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศ โซน “ตลาดบ้าน-ป่า” มาในธีม “ฤดูกาลเข้าใหม่ ปลามัน อาหารบ้านป่าตามฤดูกาล” เต็มไปด้วยบูธจำหน่ายสินค้าจากชาวบ้านรวมกว่า 30 บูธ อาทิ ผักและผลไม้ตามฤดูกาล อาหารสด กุ้ง หอย ปู ปลา ไปจนถึงสินค้าแปรรูป นอกจากนี้ ใกล้เคียงกันยังมีนิทรรศการ “เส้นทางสู่รัฐธรรมนูญคนจน” บอกเล่าเรื่องราวการต่อสู้ของเครือข่ายที่ร่วมรณรงค์ให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับที่เอื้อต่อสิทธิเสรีภาพของคนจน คนรากหญ้า
เวลา 16.30 น. นายคำพอง เทพาคำ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ร่วมเดินชมสินค้าตลาดบ้านป่า โดยมี นางกาญจนาณัฐ อู่ทรัพย์ ตัวแทนสมัชชาคนจน เป็นผู้นำชม โดยเดินชมทีละบูธ เริ่มตั้งแต่บูธข้าวหอมมะลิ 105 ทั้งนี้ นายชำนาญ จันทร์เรือง จากคณะก้าวหน้า เดินทางมาร่วมงานด้วย

นายประดิษฐ์ โกศล สมัชชาคนจน เขื่อนราษีไศล อธิบายว่า ที่บ้านของตนทำเมล็ดพันธุ์ข้าว โดยการต่อสู้ของเขื่อนราษีไศล ผ่านมา 30 ปีแล้ว ยังเศร้าเหมือนเดิม
“ราษีไศลยังเศร้าอยู่เหมือนเดิม การแก้ไขปัญหาไม่ได้ไปตามรอบ ตามกรอบ เปลี่ยนรัฐบาลทีนึงก็ม็อบทีนึง ได้กรรมการไปแล้วก็ยังจบ ต้องม็อบกันที่จังหวัดอีก คงจะเป็นวัฒนธรรมไปแล้วล่ะ สำหรับการแก้ไขปัญหาของเขื่อนของนโยบายรัฐ น่าจะเป็นทุกโครงการที่แก้ไขล่าช้า
30 ปี บางคนรอได้เงินไปตั้งแต่ปี 2540 ตอนนี้คนที่รอได้ค่าชดเชยยังไม่จบ เบี้ยสักบาทก็ไม่มี 30 ปีแล้ว ราคายัง 32,000 บาท เหมือนเดิม” นายประดิษฐ์เผย
เมื่อนายคำพองถามถึงการต่อสู้เขื่อนราษีไศล?
นายประดิษฐ์เผยว่า การต่อสู้ยืดเยื้อยาวนานไปเรื่อยๆ
“ก็ไม่รู้ว่าจะไปจบสิ้นตรงไหน คงไม่จบที่รุ่นเรา ดูท่า” นายประดิษฐ์กล่าว
ด้าน นางอมร สร้อยสด จากกลุ่มเก้าบาตร อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งบ้านอยู่ติดกับป่า เผยว่า ในพื้นที่มีช้างเยอะ ตนจำหน่ายเสาวรสและผักพื้นบ้าน เก็บมาจากป่า ในป่ามีช้างเยอะ ซึ่งเป็นหนึ่งในอุปสรรคต่อการหากินของชาวบ้าน นอกเหนือจากการต่อสู้เรื่องสิทธิที่ดินทำกิน
เมื่อถามถึงการต่อสู้ในพื้นที่ ว่าประสบปัญหาอะไร?
นางอมรกล่าวว่า ตนได้รับผลกระทบ เดือดร้อนจากนโยบายทวงคืนผืนป่า จึงต้องออกมาจากพื้นที่ เมื่อออกมาข้างนอกก็ต้องเช่าที่ดินเพื่อปลูกผักผลไม้ขายแทน

ด้าน นางวัชรี จันทร์ช่วง กลุ่มอนุรักษ์ต้นน้ำท่าแซะ จ.ชุมพร จำหน่ายส้มโอท่าแซะ กาแฟ กล้วยทอด มันแกว และผักพื้นเมือง
เมื่อนายคำพองกล่าวว่า อ.ท่าแซะ รู้สึกว่าตอนนี้จะไม่แซะธรรมดาใช่หรือไม่?
นางวัชรีกล่าวว่า ยังไม่ทราบ ไม่รู้ว่าจะงัดออกหรือเปล่า เห็นว่ามีมติ ครม.ออกมา แต่เขาบอกไปว่าไม่มี เชื่อถือรัฐบาลไม่ได้
ส้มโอจากท่าแซะ อัตลักษณ์คือเกิดจากพื้นผิวของดินที่ปลูก ซึ่งเป็นดินดำ ไม่ใช่ดินแดงหรือดินทรายปนเหมือนกับที่อื่นๆ เมื่อโตแล้วผิวของส้มโอจะเป็นสีเขียว แต่ถ้าในพื้นที่อื่น ผลอาจจะเป็นสีเหลือง
เมื่อนายคำพองถามต่อว่า ถ้าหากมีเขื่อนท่าแซะเกิดขึ้นจะเกิดอะไรขึ้นกับส้มโอเหล่านี้?
นางวัชรีกล่าวว่า ส้มโอเหล่านี้ก็จะสูญหายไปพร้อมกับวิถีชีวิตของชาวบ้านทั้งหมด
“ต้องสูญไปพร้อมกับส้มโอ สูญไปพร้อมกับแม่น้ำที่เราใช้ แม่น้ำคลองท่าแซะ การต่อสู้ คัดค้านยังมีอยู่อย่างต่อเนื่องไม่ว่ารัฐบาลไหน พวกเราก็ยังมาต่อสู้ตลอด แม้แต่ผู้นำในพื้นที่เอง ไม่ว่าใครจะได้เป็นกำนันผู้ใหญ่บ้านเราก็ไปยื่นหนังสือตลอดอยู่แล้ว เพื่อยืนหยัดปกป้องพื้นที่ของเราทั้งหมด ” นางวัชรีเผย
นางวัชรียังกล่าวถึง ‘หน่อเหรียง’ ที่ชาวบ้านต้องขึ้นเขาไปเก็บ เป็นของหายากและราคาดีมาก ตกกิโลกรัมละ 120 บาท หากปอกเปลือกจะขายได้ถึง 250 บาท/กก.
เมื่อถามต่อว่า จากคำกล่าวที่ว่า ถ้ามีเขื่อนท่าแซะเกิดขึ้น แล้วชาวบ้านจะมีชีวิตดี มีรายได้มากมาย เมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งที่เป็นอยู่ คิดเห็นอย่างไร?
นางวัชรีกล่าวว่า ใครช่างพูด เอาปากหรือเอาอะไรพูด
“ถ้ามันดีจริงพวกเราจะมาคัดค้าน นอนบนถนนทำไม ฝากไปถึงรัฐบาลด้วยว่า คำที่บอกว่าสร้างแล้วคนอยู่สุขสบาย มีเรือ มีช้างขี่ มาพูดใกล้ๆ หน่อย คันมือคันไม้ตั้งแต่ตอนมาอยู่มานอนแล้ว” นางวัชรีเผย

