หมายเหตุ – นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยแพร่ข้อมูลรายงานสรุปผลงานรัฐบาล “เศรษฐา” 90 วัน ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส เร่งแก้ไขปัญหาให้ประชาชน จัดทำโดยกรมประชาสัมพันธ์
⦁ลดรายจ่าย
1.การลดรายจ่ายด้านพลังงาน และการคมนาคม
-ลดราคาค่าไฟฟ้า 3 เดือน เหลือ 3.99 บาทต่อหน่วย มีผลบังคับใช้ตั้งแต่งวดบิลเดือน ก.ย.-ธ.ค.2566
-ลดราคาน้ำมันดีเซล 2.50 บาท/ลิตร ราคาไม่เกิน 30 บาท/ลิตร ตั้งแต่วันที่ 20 ก.ย.-31 ธ.ค.66
-ลดราคาน้ำมันเบนซิน และแก๊สโซฮอล์ 91และ 95 ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเบนซินลง1 บาทต่อลิตร ตั้งแต่วันที่ 7 พ.ย.2566-31 ม.ค.2567
-ตรึงราคาขายปลีกก๊าซหุงต้ม LPG ตรึงราคาขายปลีก ก๊าซหุงต้ม LPG ขนาด 15 กิโลกรัม ไว้ที่423 บาทต่อถัง ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.-31 ธ.ค. 66
-ลดราคารถไฟฟ้า สีม่วงและสีแดง 20 บาท ตลอดสาย ส่วนเส้นทางรถไฟฟ้าสายอื่นๆ นั้นกระทรวงคมนาคมจะแต่งตั้งคณะกรรมการเจรจาร่วมกับภาคเอกชน เพื่อดำเนินการนโยบายค่ารถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย
2.ครม.เห็นชอบจ่ายเงินช่วยค่าเก็บเกี่ยว ไร่ละ 1,000 บาท 4.68 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ ไม่เกินครัวเรือนละ 20 ไร่ หรือครัวเรือนละไม่เกิน 20,000 บาท โดยจะจ่ายเงินเกษตรกรเป็น 5 งวด เริ่มตั้งแต่วันที่ 28 พ.ย.-2 ธ.ค.2566 โดยใช้เวลา 5 วัน จ่ายได้ครบทั้ง 77 จังหวัด กรอบวงเงินรวมกว่า 54,336 ล้านบาท ผ่านบัญชีธนาคาร ธ.ก.ส.
3.ช่วยชาวไร่อ้อย ตัดอ้อยสด ลด PM2.5 120 บาท/ตัน มีชาวไร่อ้อยที่เข้าร่วมโครงการประมาณ 140,000 ราย
4.รัฐบาลประกาศเดินหน้า “การแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ” เป็นวาระแห่งชาติ และหนี้สินภาพรวมหนี้แบบครบวงจร ครอบคลุมทั้งหนี้ในระบบ และหนี้นอกระบบ
5.พักหนี้เกษตรกรที่มีหนี้ไม่เกิน 3 แสนบาท มาตรการพักชำระหนี้ให้กับลูกหนี้รายย่อย ตามนโยบายรัฐบาลระยะที่ 1 ภายใต้หลักการ “ตลาดนำนวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” เกษตรกรพักหนี้ กู้เพิ่มได้
6.บัตรประชาชนใบเดียวรักษาทุกที่ นำร่อง 4 จังหวัด (แพร่ เพชรบุรี ร้อยเอ็ด และนราธิวาส) เปิด 5 ประเด็นเร่งด่วนตามนโยบายยกระดับ 30 บาท-บัตรประชาชนใบเดียวรักษาได้ทุกที่-มะเร็งครบวงจรและการให้วัคซีน HPV-สถานชีวาภิบาล-การเพิ่มการเข้าถึงบริการในเขต กทม.-สุขภาพจิต/ยาเสพติด นำร่อง 4 จังหวัด แพร่ เพชรบุรี ร้อยเอ็ด และนราธิวาส บัตรประชาชนใบเดียว รักษาได้ทุกโรงพยาบาล เพิ่มเครือข่ายดูแลผู้ป่วยจิตเวช จะจัดตั้งมินิธัญญารักษ์ทุกจังหวัดเพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการบำบัดรักษาฟื้นฟูผู้ป่วยยาเสพติดให้เข้าถึงบริการที่ครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศ และใช้บัตรทองผ่าตัดแปลงเพศ LGBTQ+
⦁นโยบาย‘เพิ่มรายได้’
1.กระตุ้นการท่องเที่ยว วีซ่าฟรีนักท่องเที่ยวจีน/คาซัคสถาน/อินเดีย/ไต้หวัน (ไม่เกิน 30 วัน)รัสเซีย (ไม่เกิน 90 วัน)
-ครม. (13 ก.ย.66) เห็นชอบ ยกเว้นการตรวจลงตราเพื่อการท่องเที่ยวให้แก่ผู้ถือหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง สัญชาติจีน และสัญชาติคาซัคสถาน เป็นกรณีพิเศษและเป็นการชั่วคราว
(ไม่ต้องขอวีซ่า) ตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2566-29 กุมภาพันธ์ 2567 โดยให้สามารถเข้ามาท่องเที่ยว และพำนักในราชอาณาจักรไทยได้ “ไม่เกิน 30 วัน”
-ที่ประชุม ครม. (31 ต.ค.66) เห็นชอบยกเว้นการตรวจลงตราเพื่อการท่องเที่ยวให้แก่ผู้ถือหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง หรือวีซ่าฟรี เพิ่มเติมอีก 2 ประเทศคือ “สาธารณรัฐอินเดียและไต้หวัน” เป็นกรณีพิเศษและเป็นการชั่วคราว โดยให้อยู่ในประเทศไทยได้ไม่เกิน 30 วัน มาตรการนี้ จะเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2566-10 พฤษภาคม 2567 เป็นเวลา 6 เดือน
-ครม. (วันที่ 16 ต.ค.66) เห็นชอบ ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอมาตรการยกเว้นการตรวจลงตราเพื่อการท่องเที่ยวให้แก่ผู้ถือหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางสัญชาติรัสเชีย เป็นกรณีพิเศษและเป็นการชั่วคราว โดยขยายระยะเวลาการพำนักในไทยของชาวรัสเซียในประเทศไทยจาก 30 วัน เป็น 90 วัน โดยจะเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2567 เพื่อช่วยสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวของประเทศไทยตามนโยบายของรัฐบาล
2.ขึ้นเงินเดือนข้าราชการ ปริญญาตรี 18,150 บาท ภายใน 2 ปี
ครม. มีมติเห็นชอบการปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการแล้ว โดยจะปรับขึ้นในอัตรา 10% เป็นระยะเวลา 2 ปี ในปีงบประมาณ 2567-2568 คาดว่าจะเริ่มต้นการขึ้นเงินเดือนงวดแรกได้ภายหลังจากงบประมาณปี 2567 มีผลบังคับใช้ 1 พ.ค. 2567
การปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุ ทยอยปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุตามคุณวุฒิเพิ่มขึ้น (ทุกคุณวุฒิ) ในอัตราร้อยละ 10 ภายใน 2 ปีมีรายละเอียด ดังนี้
วุฒิการศึกษา ปวช.
-ปัจจุบัน 8,400-10,340 บาท
-ปีที่ 1 ปรับเพิ่มเป็น 10,340-11,380 บาท
-ปีที่ 2 ปรับเพิ่มเป็น 11,380-12,520 บาท
วุฒิการศึกษา ปวส.
-ปัจจุบัน 11,500-12,650 บาท
-ปีที่ 1 ปรับเพิ่มเป็น 12,650-13,920 บาท
-ปีที่ 2 ปรับเพิ่มเป็น 13,920-15,320 บาท
วุฒิการศึกษา ปริญญาตรี
-ปัจจุบัน 15,000-16,500 บาท
-ปีที่ 1 ปรับเพิ่มเป็น 16,500-18,150 บาท
-ปีที่ 2 ปรับเพิ่มเป็น 18,150-19,970 บาท
วุฒิการศึกษา ปริญญาโท
-ปัจจุบัน 17,500-19,250 บาท
-ปีที่ 1 ปรับเพิ่มเป็น 19,250-21,180 บาท
-ปีที่ 2 ปรับเพิ่มเป็น 21,180-23,300 บาท
วุฒิการศึกษา ปริญญาเอก
-ปัจจุบัน 21,000-23,100 บาท
– ปีที่ 1 ปรับเพิ่มเป็น 23,100-25,410 บาท
– ปีที่ 2 ปรับเพิ่มเป็น 25,410-27,960 บาท
ทั้งนี้ ยังเห็นควรปรับเพดานเงินเดือนรวมค่าครองชีพชั่วคราว จากเดิมเงินเดือนไม่ถึงเดือนละ 13,285 บาท เป็นเงินเดือนไม่ถึงเดือนละ 14,600 บาท และปรับเพดานขั้นต่ำของเงินเดือนรวมกับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราว จากเดิมเดือนละ 10,000 บาท เป็น เดือนละ 11,000 บาท และปรับเงินเพิ่มการครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญขั้นต่ำ จากเดิม 10,000 บาท เป็น 11,000 บาท
ส่วนกลุ่มข้าราชการที่บรรจุเข้ามาก่อน 1-2 ปี ที่การปรับฐานเงินเดือนใหม่จะเริ่มต้นขึ้นนั้น จะพิจารณาการปรับฐานเงินเดือนขึ้นมาใหม่ให้มากขึ้นกว่าข้าราชการบรรจุใหม่ที่ได้เงินเดือน 18,000 เล็กน้อย เพื่อให้มีช่องว่างระหว่างเงินเดือนของข้าราชการเดิมที่เพิ่งเข้ามาก่อนหน้าไม่นานและข้าราชการบรรจุใหม่ด้วย ทั้งนี้ ข้าราชการระดับผู้เชี่ยวชาญ หรือผู้อำนวยการในระดับซี 9 จะไม่ได้รับการปรับขึ้นเงินเดือนเพราะมีฐานเงินเดือนที่สูงอยู่แล้ว
3.ผลักดันกระเป๋าเงินดิจิทัล 10,000 บาท
โครงการดิจิทัลวอลเล็ตเป็นการกระตุ้นและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้เข้าถึงทุกพื้นที่ ก่อให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยหมุนเวียนภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว โดยรัฐบาลจะมอบสิทธิการใช้จ่ายเงิน จำนวน 10,000 บาท ให้กับประชาชน ที่เข้าเงื่อนไข ซึ่งนโยบายดังกล่าวจะส่งผลดีต่อประเทศใน 2 ด้าน คือ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศในระยะสั้นผ่านการบริโภค และการลงทุน และการวางโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อนำไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล และ E-Government ซึ่งเป็นการวางและแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศในระยะยาว
-ครม.สัญจรเห็นชอบโครงการอีซี่ อี-รีซีท เดิมชื่อโครงการอี-รีฟันด์ ที่ให้ประชาชนที่อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องชำระภาษี ไปจับจ่ายใช้สอยในวงเงิน 5 หมื่นบาท กับร้านค้าที่ออกใบกำกับภาษี/ใบรับ ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ระบบ e-Tax Invoice &e-Receiptกำหนดระยะเวลาใช้จ่าย 45 วัน โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-15 กุมภาพันธ์ 2567
4.ขยาย OTOP สู่แพลตฟอร์มออนไลน์
นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และคณะลงพื้นที่หารือแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน OTOP ด้วย Soft Power อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ แนะเพิ่มช่องทางการตลาด ขายผ่านออนไลน์ให้เข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำเรื่องการตลาด ซึ่งทางรัฐบาลจะช่วยสนับสนุนและส่งเสริมสินค้าไทยสู่ระดับโลก โดยจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ Soft Power รวมถึงขอความร่วมมือให้ทูตพาณิชย์ไทย นำสินค้า OTOP ไปเสนอในตลาดต่างประเทศ เพื่อเป็นการขยายช่องทางการตลาด และเชิญทูตจากประเทศต่างๆ เข้ามาเยี่ยมชมผลิตภัณฑ์สินค้าไทย เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์สินค้า OTOP สู่ตลาดโลก
5.One Belt One Road เส้นทางสายไหม
-วันที่ 19 ต.ค.ที่ผ่านมา ณ East Hall มหาศาลาประชาชน กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หารือทวิภาคีกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน สรุปสาระสำคัญ อาทิ
-นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณต่อการต้อนรับที่อบอุ่นในการเข้าร่วมการประชุม Belt and Road Forum for International Cooperation (BRF) ครั้งที่ 3 ตามคำเชิญของประธานาธิบดีจีนและยินดีต่อวาระการครบรอบ 10 ปี ของข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative: BRI) รวมถึงความสำเร็จในการจัดการประชุม
-นายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีจีนยืนยันสานต่อความสัมพันธ์ไทย-จีน ที่มีมายาวนาน ตามประโยคที่ว่า “จีน-ไทย ใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” พร้อมเน้นย้ำความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้านไทย-จีน ที่ใกล้ชิด การส่งเสริมการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงอย่างต่อเนื่อง และมุ่งสู่วาระการเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันในปี 2568 โดยนายกรัฐมนตรีได้เชิญประธานาธิบดีจีนเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการในโอกาสที่สะดวกทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงประเด็นสำคัญต่างๆ ร่วมกัน
6.ขยายเวลาปิดสถานบริการ นำร่อง กรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงใหม่ ชลบุรี ถึงตี 4 กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวเริ่มใช้วันที่ 15 ธันวาคมนี้โดยไม่ได้มุ่งเน้นเพียงสถานบันเทิงที่เปิดขายแค่เครื่องดื่มมึนเมาเท่านั้น แต่ทางกระทรวงมหาดไทยจะดูแลเรื่องของการแบ่งพื้นที่และเรื่องใบอนุญาตต่างๆ ที่จะออกมาในอนาคต ทั้งนี้ ยังได้สั่งการให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติดูแลประชาชนให้ข้อมูล สร้างความเข้าใจกับนโยบาย เข้มงวดเรื่องเมาไม่ขับ เพิ่มการติดตั้งกล้อง CCTV และจะต้องมีการตรวจค้นยาเสพติดในสถานบันเทิงอย่างเข้มข้น
7.ขยายเวลาการเปิดให้บริการท่าอากาศยานเชียงใหม่ 24 ชั่วโมง ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 เป็นต้นไป เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว และเที่ยวบินที่จะเดินทางมายังจังหวัดเชียงใหม่ จากเดิมเปิดดำเนินการทำการบิน 18 ชม. หรือตั้งแต่เวลา 06.00-24.00 น.
8.ส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง
12 ก.ย.66 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เป็นประธานการประชุมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วยคณะผู้บริหารทั้งภาครัฐและเอกชนด้านการท่องเที่ยว เพื่อหารือมาตรการเร่งรัดการท่องเที่ยวระยะสั้น ในช่วงเดือนกันยายน 2566 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2567 โดยในที่ประชุมได้หารือเพื่อแก้ไขปัญหาในส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยได้กำหนดแนวทางการอำนวยความสะดวกในด้านการเดินทางเข้า-ออกประเทศไทยร่วมกับมาตรการการดูแลและรักษาความปลอดภัย ควบคู่กับการส่งเสริมการตลาดด้านการท่องเที่ยวและการนำเสนอประสบการณ์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ในลักษณะการเชื่อมโยงเมืองหลักสู่การท่องเที่ยวเมืองรอง
นอกจากหัวเมืองหลักแล้ว รัฐบาลต้องการผลักดันให้นักท่องเที่ยวเดินทางไปยังเมืองรองด้วย เพื่อการกระจายรายได้ที่ทั่วถึง เม็ดเงินจะไม่ได้กระจุกที่หัวเมืองใหญ่เพียงอย่างเดียว นายกฯ เผย ให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยว “กลุ่มจังหวัดเมืองรอง” พร้อมสนับสนุน เนื่องจากกลุ่มจังหวัดเหล่านี้ มีสถานที่ท่องเที่ยว วัฒนธรรม อาหารการกินที่น่าสนใจ

รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช
อาจารย์ประจำโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา
คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
การบริหารประเทศรัฐบาลนำโดยนายเศรษฐา ทวีสิน แตกต่างจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกฯ บริหารประเทศมา 8 ปี มักแถลงผลงานด้านการพัฒนาโครงสร้างขั้นพื้นฐาน การพัฒนาเส้นทางเชื่อมโยงเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) แต่นายเศรษฐาได้แสดงแฟ้มสะสมผลงาน 3 เดือน หรือ 90 วัน เขียนผลงานออกมาเป็นด้านต่างๆเช่น ลดรายจ่าย ขยายโอกาส ปฏิรูปโครงสร้าง เพิ่มรายได้ เสริมการทูตแบบรุกปลุกเศรษฐกิจ
อีกทั้งจัด ครม.สัญจรที่ถี่มากไปจังหวัดต่างๆ หลายภาค ลักษณะกิจกรรมที่เนืองแน่นแบบนี้ สำหรับ 3 เดือน คิดว่าทำให้เห็นความขยับอะไรที่ชัดเจน เมื่อไปเปรียบเทียบกับรัฐบาลประยุทธ์ เพียงแต่สิ่งที่ขยับในช่วงนี้ ยังต้องรอการเอานโยบายไปปฏิบัติ ผลงานชัดเจนต้องรออีกสักระยะหนึ่ง แต่รัฐบาลเศรษฐาการตั้งไข่เริ่มต้นชูนโยบายถือว่ามีความน่าสนใจในหลายส่วน เมื่อมองนโยบายทั้งที่ทำมา ด้านลดรายจ่าย ค่าไฟ น้ำมันดีเซล พักหนี้เกษตรกร ส่งผลดีต่อประชาชนที่ได้รับประโยชน์จากโครงการเหล่านี้ การแก้ปัญหาปากท้องก็น่าจะเป็นเข็มทิศอันแรก และเป็นเรื่องพื้นฐานพัฒนาประเทศ พร้อมสร้างคะแนนนิยมให้กับพรรคเพื่อไทย ด้วยเช่นกัน ส่วนตัวคิดว่าน่าจะเป็นการปรับนโยบายมาจากสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร และยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่มีการปรับใหม่ให้ครอบคลุมและมีความแปลกใหม่มากขึ้น
เช่น การใช้การใช้สิทธิบัตรทองในการผ่าตัดแปลงเพศของกลุ่ม LGBTQ+ ซึ่งเป็นการให้ความสำคัญกับเพศทางเลือกมากขึ้นเป็นมุมที่มีความหวือหวา แปลกใหม่ รวมถึงยังมีเรื่องการขยายโอกาส ที่มีการผลักดันเรื่องซอฟต์เพาเวอร์อย่างน่าสนใจ เพราะไทยมีจุดเด่นด้านอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม อาจสามารถช่วยเสริมความร่วมมือเปิดประตูต่างๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว วัฒนธรรม เข้ามาเชื่อมโยงกันมากขึ้น แต่อาจจะต้องใช้เวลาทำความเข้าใจทางด้านวิชาการเพิ่มขึ้นอีกสักหน่อย
รวมถึง เรื่องการเจรจาเพื่อเสริมความร่วมมือไทย-มาเลเซีย แก้ปัญหาเรื่องชายแดนใต้ อันนี้ก็ถือว่ามีความแปลกใหม่น่าจับตามอง ที่มุ่งจะช่วยแก้ปัญหาชายแดนใต้ในเรื่องสันติภาพได้ดีขึ้น หรือการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ การเพิ่มรายได้ กระตุ้นการท่องเที่ยว หนี้สินเกษตรกร ลดรายจ่ายให้ประชาชนทั่วไป และยังคงมีเรื่องการทูตที่ไปสัมพันธ์กับการพัฒนาเศรษฐกิจ มุ่งรุกปลุกเศรษฐกิจโดยการเพิ่มบทบาทไทยในเวทีโลก เปิดโอกาสให้ไทยเชื่อมโยงสู่ตลาดโลกเป็นส่วนใหญ่
มองว่าสไตล์การทำงานเพื่อไทย จะเน้นเรื่องเศรษฐกิจปากท้อง พักหนี้ บัตรทอง กองทุนหมู่บ้าน เห็นจากทบทวนมาจากเดิมปรับบางส่วน ที่มีเรื่องหลักผลักดันด้านเศรษฐกิจทั้งนั้น อย่างสมัยรัฐบาลทักษิณ เน้นนโยบายการต่างประเทศสร้างโอกาสทางธุรกิจลงทุนในพม่าแล้วไปเชื่อมโยงกับเอเชียใต้แต่จะไม่ได้เห็นการครอบคลุมไปถึงนโยบายทูตเพื่อความมั่นคง ยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ หรือปรับสมดุลอำนาจของใคร บนสนามการแข่งขันด้านภูมิรัฐศาสตร์
อีกทั้ง นโยบายหลายด้านที่กำลังผลักดันต้องคอยดูกันต่อไป เช่น การเพิ่มเงินเดือนข้าราชการ ยังต้องรอรายละเอียดที่สร้างความชัดเจนมากขึ้นกว่านี้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเจ้าหน้าที่รัฐในการรับทราบข้อมูล หรือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ที่นายเศรษฐาหาเสียง เช่น การขยายสนามบินเชียงใหม่,น่าน เชื่อมโยงกับหลวงพระบางพัฒนาเป็นเมืองคู่แฝด เป็นเมืองทูตทางวัฒนธรรมหรือซอฟต์เพาเวอร์ ตรงนี้เป็นเรื่องที่น่าจับตามอง
หากสามารถขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านธุรกิจการบิน โดยเอาซอฟต์เพาเวอร์เข้ามา แล้วเชื่อมโยงกันกับกลุ่มลุ่มแม่น้ำโขง หรือ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางของตลาดการท่องเที่ยว โดยมีสนามบินที่ได้รับการขยายให้มีความทันสมัย แล้วจับเอาซอฟต์เพาเวอร์เข้าไปจะเป็นเรื่องที่ดี จึงอยากเห็นเหมือนกันว่าจะทำได้สำเร็จเป็นรูปธรรมเพียงใด เนื่องจากตั้งแต่ตอนหาเสียงพรรคเพื่อไทย มีนโยบายซอฟต์เพาเวอร์จากทีมยุทธศาสตร์พรรคทำออกมาก่อนที่จะฟอร์ม ครม.ได้เสียอีก
หากผลักดันนโยบายซอฟต์เพาเวอร์ให้เกิดขึ้นจะสามารถเสริมอำนาจให้กับประเทศได้ อย่างน้อยก็เป็นอำนาจละมุนในด้านของภาพลักษณ์ การท่องเที่ยวน่าจะเป็นประโยชน์เช่นเดียวกัน แต่ภาพรวมการทำงานที่มีนโยบายจำนวนมาก เกิดการอัดฉีดเงินเข้าระบบมหาศาล มักจะเป็นปัญหาที่บั่นเซาะความชอบธรรมทางการเมือง โดยเฉพาะรัฐบาลในหลายประเทศที่ชูเรื่องประชานิยม เกิดปัญหาหลังจากอัดเงินมหาศาลเข้าสู่ระบบ
พรรคเพื่อไทยเคยมีประสบการณ์ผ่านมา หากครั้งนี้สามารถทำเรื่องพัฒนาเศรษฐกิจโครงสร้างพื้นฐาน คู่กับหลักธรรมาภิบาล ให้คล้ายกับรัฐบาลสิงคโปร์มากขึ้น จะสามารถช่วยปิดช่องว่าง และจุดอ่อนทางการเมือง เรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นได้อีกด้วย

