หน้าแรก การเมือง สมศักดิ์ รับ ...

สมศักดิ์ รับ ทักษิณ เข้าเกณฑ์ขังนอกเรือนจำ ยัน ไม่ได้ล้วงลูก เอื้อประโยชน์เพื่อไทย

20.12.23 | 11:50 น.

‘สมศักดิ์’ ยอมรับ ‘ทักษิณ’ เข้าเกณฑ์ระเบียบราชทัณฑ์ใหม่ ยันไม่เคยเข้าไปล้วงลูกเอื้อประโยชน์เข้า พท. ลั่นถ้าทำคงเสร็จตั้งแต่ตอนเป็น รมต.แล้ว ย้อนถามสื่อ ‘เคยนอนคุกหรือไม่ แค่สองสามวันความดันขึ้นแล้ว’

เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม เวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสข่าวของกรมราชทัณฑ์ที่มีชื่อตนเองเข้าไปเกี่ยวข้องในกรณีออกกฎกระทรวง ปี 2563 ว่า พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ราชทัณฑ์ 2560 เป็นกฎหมายที่ออกมาในช่วงของรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ก่อนที่ตนจะเข้ามาเป็น ส.ส. ซึ่งหลังจากมีการเลือกตั้งในปี 2562 ตนเข้ามาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โดยได้ออกกฎกระทรวง มาตรา 33 เรื่องการจำแนก พฤติกรรม การรักษาพยาบาล ตลอดจนการเตรียมพร้อมก่อนปล่อยตัวผู้ต้องขัง ในปี 2563

ต่อมามีข้าราชการ อดีตข้าราชการ และคณะกรรมการสิทธิมนุยชนได้เข้ามาหาตน เพื่อขอให้มีที่คุมขังนอกเรือนจำ ทั้งกับนักโทษ ผู้ต้องขัง หรือผู้ที่ถูกกล่าวหา ที่ไม่ควรจะต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำ ซึ่งตนก็เห็นด้วย จึงให้ปลัดกระทรวง และคณะทำงานของกระทรวงยุติธรรม ดำเนินการเรื่องนี้ แต่ยังไม่ทันเสร็จเรื่อง ตนก็ได้ลาออกจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

และได้มาเห็นการทำระเบียบของกรมราชทัณฑ์ที่ออกมาช่วงนี้ และมีการกล่าวถึงตน ยิ่งตนมีฐานะเป็นวิปด้วย ทำให้มีหลายคนเข้ามาถาม ซึ่งทางวิปก็ยอมรับว่า ในช่วงที่มีการออกฎหมายเป็นกฎหมายที่ดี จึงขอให้ตนมาช่วยชี้แจง และทำความเข้าใจต่อสาธารณะ ในส่วนที่จะเข้าสู่กระบวนการการคัดแยกให้เป็นสากลขึ้น

นายสมศักดิ์กล่าวต่อว่า ส่วนจะส่งผลให้มีกระแสข่าวออกมาว่า มีการเอื้อประโยชน์กับผู้ต้องขังรายใดรายหนึ่งหรือไม่นั้น ตนก็ชี้แจงไปว่าไม่ใช่ เป็นกระบวนการยุติธรรมที่อยู่ในกรอบสากล เพราะฉะนั้นการจำแนกผู้ต้องขัง และมีที่คุมขังนอกเรือนจำนั้น เป็นการดำเนินการตามหลักสากล และกฎหมายนี้ก็อนุญาตให้ดำเนินการในลักษณะนี้ได้ แต่ต้องเป็นไปตามกระบวนการอย่างครบถ้วน ตามเกณฑ์ แต่การจำคุกที่มีโทษร้ายแรง จะไม่ถูกนำมาจำแนก เรื่องนี้เป็นเรื่องการทำความเข้าใจ

Advertisement

ขณะนี้ก็เป็นเรื่องที่ดีที่มีตัวอย่างในกรณีของอดีตนายกรัฐมนตรีที่อยู่ในการคุมขัง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการอธิบายเรื่องทัณฑวิทยา ซึ่งตนยินดีที่จะตอบคำถามในส่วนที่ยังขัดกับความรู้สึกของประชาชน และยังมีประเด็นไหนที่น่าจะต้องปรับแก้ให้ชัดเจน ทั้งนี้ ในฐานะที่ตนกำกับดูแลกระทรวงยุติธรรมอยู่ด้วยนั้น ก็ไม่ได้ไปล้วงลูก แต่ทบทวนสิ่งที่เคยผ่านมาให้เห็น

เมื่อถามว่า กรณีของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เข้าเกณฑ์ของกรมราชทัณฑ์ที่ออกมาใหม่หรือไม่ นายสมศักดิ์กล่าวว่า เข้าเกณฑ์ เพราะเท่าที่ดูคือมีโทษไม่เกิน 4 ปี และไม่ใช่บุคคลที่อยู่ในข่ายสิ่งที่น่ากลัวของสังคม แต่เป็นโทษในลักษณะที่ไม่ได้เป็นภัยต่อสังคม จึงสามารถอยู่ในที่คุมขังได้ และเป็นโทษที่มีจำนวนน้อยกว่า 1 ปี

เมื่อถามถึงกระแสข่าวว่าการที่นายสมศักดิ์ได้เข้าพรรคเพื่อไทย เพราะมีการเอื้อประโยชน์กันในส่วนนี้ นายสมศักดิ์กล่าวว่า “ไม่ใช่หรอกครับ” พร้อมกล่าวต่อว่า ถ้าตนคิดว่าจะต้องเข้าพรรคเพื่อไทย ตนคงทำให้เสร็จในตอนนั้นไปแล้ว แต่ตนไม่ได้คิด มันเป็นไปตามครรลอง เป็นพัฒนาการของกฎหมายจากปี 2560 ไม่ได้คิดว่าจะไปอยู่พรรคการเมืองไหน แต่กฎหมายมันพัฒนาไปเข้าสู่ความเป็นสากล

นายสมศักดิ์ยืนยันว่า นี่คือพัฒนาการของกฎหมาย และเป็นโอกาสของประเทศ โชคดีที่มีกรณีสำคัญตรงนี้ที่ทำให้คนสนใจ และได้ออกมาอธิบาย แต่เมื่อตนเห็นว่าเหตุการณ์เริ่มเดินไปในอีกทิศทางหนึ่ง จึงต้องพูดให้สังคมเข้าใจ ยืนยันว่ากรมราชทัณฑ์ไม่ได้มีอำนาจใหญ่กว่าศาล

นายสมศักดิ์กล่าวด้วยว่า การบริหารโทษทางอาญามี 5 ประเภท แต่ในส่วนของกรมราชทัณฑ์มี 2 ประเภท คือประหารชีวิต และการจำคุก ซึ่งการจำคุกนี้ ไม่ได้สงวนไว้แค่ในเรือนจำเท่านั้น ขณะนี้เท่าที่ทราบในการเตรียมความพร้อมของเจ้าหน้าที่อย่างไม่เป็นทางการ มีกลุ่มคนที่มีโทษน้อยกว่า 4 ปี จำนวนกว่า 10,000 คน ไม่ใช่เฉพาะกรณีนี้ แต่เป็นเหตุการณ์ที่พ้องต้องกัน

“โชคดีที่ได้เอาเคสนี้มาอธิบายต่อสาธารณะ เพราะมีวีไอพีอยู่ตรงนี้ ทำให้คนสนใจติดตาม แต่ไม่ได้ทำเฉพาะกรณีนี้ หรือเป็นการเอื้อประโยชน์” นายสมศักดิ์กล่าว

นายสมศักดิ์กล่าวต่อว่า ส่วนการรักษาตัวที่โรงพยาบาลของนายทักษิณ ที่จะครบ 120 วันนั้น อยู่ในความเห็นของแพทย์ และอำนาจของกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา และจากสถิติของเดือนนี้ ก็มีผู้ที่ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลเกิน 30 วันเป็นจำนวนมากเกือบ 150 คน ไม่ใช่แค่ 1-2 คน ในอดีตก็มีมาก แต่ไม่ได้เปิดเผย นายทักษิณเป็นคนที่สาธารณะให้ความสนใจ ถ้ามีผู้ที่อธิบายเรื่องดังกล่าวให้สังคมเข้าใจ สังคมจะยอมรับและเดินหน้าต่อไปได้

เมื่อถามว่า นายทักษิณมีสุขภาพดีตอนที่อยู่ต่างประเทศ แต่เมื่อมาถึงประเทศไทยกลับป่วย ถือว่าแปลกหรือไม่ นายสมศักดิ์ย้อนถามว่า “ก็น้องไม่เคยถูกจองจำ น้องลองไปสักสองสามวัน ชีวิตมันเครียดนะ เราเสียอิสรภาพหรือสิ่งต่างๆ ที่เราเคย ลองเข้าไปนอนสักคืนสองคืน นอนไม่หลับ คนอายุมากความดันขึ้น ป่วย”

นายสมศักดิ์กล่าวด้วยว่า ทาง ผบ.เรือนจำ และอธิบดีก็มองว่ามีความเสี่ยง เมื่อเห็นเหตุการณ์แล้วจึงส่งต่อไปยังโรงพยาบาล เพื่อความปลอดภัยของผู้ต้องขัง และเพื่อไม่ให้ตนเองต้องรับผิดชอบด้วย ใครไม่เคยไปนอนคุก ไม่เคยถูกจองจำ ลองไปสักคืนสองคืน จะพบว่าความเครียดเป็นต้นกำเนิดของโรคภัยไข้เจ็บทั้งหลาย

นายสมศักดิ์ได้ยกตัวอย่างว่าโรคเครียดเป็นบ่อเกิดของโรคอื่น เช่น โรคเบาหวาน ความดันเข้ามารุมเร้า พร้อมย้อนถามผู้สื่อข่าวว่าเคยเป็นหวัดภูมิแพ้หรือไม่ นอนไม่หลับสองคืนก็จะป่วยหนัก ตนก็เป็นเช่นกัน เดี๋ยวนี้โรคภัยไข้เจ็บเยอะ ยิ่งคนที่อยู่ในเรือนจำเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ

เมื่อถามว่าจะสามารถเปิดเผยชื่อโรคที่นายทักษิณป่วยได้หรือไม่ นายสมศักดิ์กล่าวว่า ส่วนนี้เป็นหน้าที่ของกรมราชทัณฑ์ ตนเพียงแค่มาพูดในทางวิชาการ