ปัดฝุ่นครม.ร่วม ‘ไทย-เวียดนาม’ บูม‘ท่องเที่ยว-การค้า’
พลันที่ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุภายหลังการหารือกับ นายหวอ วัน เถือง ประธานาธิบดีเวียดนาม ระหว่างเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน-ญี่ปุ่น สมัยพิเศษ เพื่อฉลองวาระครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์อาเซียน-ญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 19-21 พฤษภาคมที่ผ่านมา
โดยระบุว่า จะรื้อฟื้นการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ร่วมสองประเทศ ซึ่งเวียดนามเสนอให้จัดช่วงเดือนพฤษภาคม 2567 เพื่อพูดคุยในฐานะที่ทั้งสองประเทศเป็นผู้ผลิตข้าวรายใหญ่ของโลก น่าจะมีการพูดคุยกันเรื่องราคาข้าว เพื่อทำให้เกษตรกรมีรายได้ดีขึ้น
สำหรับการจัดประชุม ครม.ของไทยร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านเกิดขึ้นครั้งแรกในสมัยรัฐบาล นายทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2545 เป็นการประชุมร่วมกันกับคณะรัฐมนตรีของมาเลเซีย ที่ จ.สงขลา ของไทย และที่เมืองอัลลอสปา รัฐเคดาห์ มาเลเซีย
ต่อมา การประชุม ครม.ของไทยร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน ครั้งที่ 2 รัฐบาลนายทักษิณจัดประชุมร่วมกับคณะรัฐมนตรีกัมพูชาที่เมืองเสียมราฐ เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2546
ครั้งที่ 3 เป็นการประชุม ครม.ร่วมของไทยและเวียดนามในเดือนกุมภาพันธ์ 2547 ที่เมืองดานัง ประเทศเวียดนาม จากนั้นมีการประชุมครั้งที่ 4 ระหว่าง ครม.ร่วมของไทยและลาวในวันที่ 20-21 มีนาคม 2547 ที่แขวงเมืองจำปาสัก ประเทศลาว
สำหรับแนวคิดการจัดประชุมร่วมระหว่าง ครม.ไทยกับประเทศเพื่อนบ้านก่อนหน้านั้น นายทักษิณ อดีตนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ต้องการให้มีการประชุมลักษณะนี้เกิดขึ้น และต่างชาติก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ทำให้รัฐมนตรีแต่ละคน แต่ละประเทศ ที่ทำหน้าที่เหมือนกันมีความรู้จักคุ้นเคยกันขึ้น อีกทั้งการประชุมกลุ่มย่อยของรัฐมนตรีทั้งสองประเทศนั้นคาดหวังให้เกิดความคุ้นเคยในระดับที่สามารถยกหูโทรศัพท์พูดคุยกันได้ทันทีที่เกิดปัญหา ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านแน่นแฟ้นขึ้น เพราะเป็นการยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศต่อประเทศ รวมทั้งระดับรัฐมนตรีต่อรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศในเวลาเดียวกัน
ด้าน ศ.ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ อดีตคณบดีคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นกรณีการประชุม ครม.ร่วมไทย-เวียดนาม ที่จะหยิบยกเรื่องสินค้าการเกษตรขึ้นมาพูดคุยและเรื่องอื่นที่น่าสนใจ ว่า ธรรมชาติของสินค้าเกษตรเป็นสินค้าที่ควบคุมยาก อากาศไม่ดีก็ผลิตไม่ได้ หรือผลิตได้ก็มีคุณภาพตกลงไป ปัจจัยแทรกซ้อนมีมาก ฉะนั้น ประเทศที่จะคุมตลาด หรือกำหนดราคาต้องมีทรัพยากรจำนวนมาก ลำพังอย่างไทยกับเวียดนามคิดว่ายังไม่มีศักยภาพสูงขนาดนั้น เราสามารถพูดได้ แต่ทำยาก ทั้งสองประเทศไม่ได้ใหญ่โตขนาดนั้น ไม่เหมือนกับฝั่งอเมริกา หรือยุโรป เพราะเขาสามารถคุมตลาดโลกไว้ได้ แม้แต่จีนยังคงทำไม่ค่อยได้ จึงมองว่าไม่น่าจะมีผลในทางบวกสักเท่าไหร่ นอกจากว่าเขาพยายามทำอะไรสักอย่างให้ดูดีขึ้น แต่ในทางความเป็นจริงแล้ว ต้องมาดูว่าจะไปได้มากน้อยเพียงใด
เนื่องจากปัจจุบันนี้โลกเป็นระบบทุนนิยม และยุคโลกาภิวัตน์ ฉะนั้น การใช้ระบบแบบบรรณาการโบราณ ระหว่างไทยกับเวียดนามครองพื้นที่ภูมิภาค มันจบไปแล้ว ตอนนี้จีนลงมาเล่นสนามการค้าด้วยบทบาทที่มุ่งตลาดเสรี แต่จีนไม่เป็นทุนเสรี เขาเป็นสังคมนิยมเสรี ที่รัฐเป็นเจ้าของทุนและปัจจัยการผลิต ดังนั้น เขาจะสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกได้อย่างหนักหน่วง เร็วแรง ตามความต้องการได้ดีกว่ายุโรปกับอเมริกา
สถานการณ์ตอนนี้ เวียดนามกับกัมพูชาก็อยู่ใต้จีนไปเกือบครึ่งแล้ว และสิ่งที่ไทยกับเวียดนามพยายามทำคือ การชะลออิทธิพลจีนบนภาคพื้นทวีปให้น้อยลงกว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ เพื่อเปิดช่องให้ไทยกับเวียดนามสามารถสร้างโอกาส และได้รับประโยชน์ทางการค้ามากยิ่งขึ้น
ศ.ดร.ธเนศ ให้ความเห็นเพิ่มว่า ส่วนการกระตุ้นการท่องเที่ยวที่จะเชื่อมโยงกัน ทั้งไทย เวียดนาม สปป.ลาว กัมพูชา มันเป็นเรื่องดีถ้าทำให้เกิดการท่องเที่ยว ที่เป็นการขายแพคเกจร่วมกัน อาจจะทำให้ดึงดูดผู้คนได้ดีกว่าไปยุโรป อเมริกา หรือลาติน แต่ปัญหามีอยู่นิดเดียว ตรงส่วนของขั้นตอนการลงมือปฏิบัติ เช่น หน่วยงานการท่องเที่ยว หรือบริษัทเอกชนแต่ละประเทศมันจะเข้ากันได้หรือไม่ คุณภาพตรงกันหรือไม่
หากเคยไปเที่ยว สปป.ลาว คุณจะรู้สึกชื่นชอบ แต่ขณะเดียวกันก็คิดว่ามันไม่เข้ากับประเทศอื่นเลย เพราะเขาเพิ่งเริ่มต้น ยังไม่ได้มีการอำนวยความสะดวกสบายเท่าไหร่นัก ถ้าจะกระตุ้นการท่องเที่ยวกระจายกันไป เมืองเล็กเมืองน้อย ตลาด ร้านค้าจำนวนมากก็ต้องไปติดต่อคนเยอะ ตรงนี้เราไม่รู้ว่าถ้าทำแล้วจะมีระบบรองรับได้หมดหรือไม่
อาจารย์ธเนศย้ำว่า นโยบายดังกล่าวก็เป็นความคิดที่ดี เป็นการยกระดับอาเซียน เพราะอาเซียนมี 2 กลุ่มคือ กลุ่มที่เป็นเกาะอยู่ในทะเล เช่น ฟิลิปปินส์ กับกลุ่มภาคพื้นทวีปที่อยู่บนพื้นดิน ได้แก่ 4 ประเทศที่เรากำลังพูดถึงความร่วมมือกันอยู่ ถ้าหากว่ากลุ่มนี้ร่วมมือกันได้และสามารถยกระดับกันขึ้นมา มันก็จะส่งผลดีในด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว ซึ่งอาจจะขยายไปถึงเรื่องอื่นได้ เช่น ด้านการเมือง
“การเปิดพื้นที่อาเซียนให้เกิดความน่าสนใจในเวทีโลก จากการที่จะมีการร่วมมือทางการค้าและการท่องเที่ยวขยายมาสู่การร่วมมือทางเศรษฐกิจการเมือง ซึ่งเศรษฐกิจและการเมืองต้องดำเนินไปคู่กัน ต้องส่งเสริมให้การเมืองมันนิ่ง เลิกยึดอำนาจ แก้ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน เพราะถ้ายังเกิดปัญหาเหล่านี้มันก็ทำให้เราไปไม่ได้สุดซอย อันนี้ก็เป็นอีกโจทย์สำคัญที่จะต้องพูดคุยกัน” อาจารย์ธเนศกล่าวทิ้งท้าย
เป็นความเห็นจากนักวิชาการชื่อดังต่อกรณีที่จะมีการปัดฝุ่นการประชุม ครม.ร่วมไทย-เวียดนาม และการทำแพคเกจทัวร์ร่วม 4 ประเทศคือ ไทย-สปป.ลาว-กัมพูชา-เวียดนาม ที่จะช่วยกระชับความร่วมมือกันใกล้ชิดมากขึ้นระหว่างประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียน

