‘อัครนันท์’ หนุนสมรสเท่าเทียม บอกเสนอตั้งแต่ ‘ไทยรักไทย’ แต่ต้องยุติไป เหตุสังคมไม่เปิดเผย ก่อน ‘รบ.ยิ่งลักษณ์’ ทำต่อ โดนรัฐประหารซ้ำ ชี้ ความรักไม่แบ่งชาย-หญิง ขอทุกคนมองรอบตัว
เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีวาระการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ฉบับที่… พ.ศ…. ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ และร่างทำนองเดียวกันอีก 3 ฉบับในชั้นรับหลักการ โดยมีผู้อภิปรายทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านอย่างกว้างขวาง
โดย นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ ส.ส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย (พท.) อภิปรายว่า เรื่องนี้มีการเสนอตั้งแต่รัฐบาลพรรคไทยรักไทย แต่ในยุคนั้นสังคมยังไม่ได้เปิดเผยเหมือนกับยุคนี้ แต่ข้อเสนอนั้นก็ยุติไป จนมีเหตุการณ์สำคัญในปี 2556 คือคู่รักเพศเดียวกันได้เดินทางไปยังที่ว่าการอำเภอเมืองเชียงใหม่ เพื่อขอจดทะเบียนสมรสกัน แต่นายอำเภอแจ้งว่าไม่สามารถจดทะเบียนสมรสได้เพราะขัดต่อกฎหมาย ขณะนั้นนายกรัฐมนตรีคือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ทำการศึกษาข้อกฎหมายว่าด้วยการแต่งงานของคู่สมรสที่เป็นเพศเดียวกัน แต่ก็เกิดรัฐประหาร แนวคิดนั้นจึงไม่ได้สานต่อ และ 11 ปีผ่านไปร่างกฎหมายที่จะให้สิทธิคู่รักเพศเดียวกันสมรสกันได้ กำลังจะสำเร็จในวันนี้
นายอัครนันท์กล่าวต่อว่า สถาบันครอบครัวถือเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาสังคมและการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชน แต่การก่อร่างสร้างตัวจำกัดเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิง ซึ่งไม่สอดคล้องกับสภาพสังคมในปัจจุบัน ที่มีอยู่ของบุคคลที่เป็นเพศเดียวกันโดยกำเนิด

“ความรักไม่ได้แบ่งเพียงชายหรือหญิงอย่างเดียว แต่ยังมีความหลากหลายทางเพศที่การได้อยู่ร่วมกัน การดูแลกัน การช่วยเหลือกันที่ไม่ต่างชายและหญิง หากทุกท่านลองนึก คนที่อยู่รอบตัวท่านในทุกๆ เวลา เราจะเห็นได้ว่าปัจจุบันไม่ได้มีเพียงแค่สีฟ้าหรือสีชมพู ไม่ได้มีเพียงคำว่าชายหรือหญิงอีกต่อไป และด้วยวัฒนธรรมประเพณีและบรรทัดฐานทางสังคมทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติ ส่งผลให้คนกลุ่มนี้ไม่ได้รับสิทธิที่ควรจะได้รับ” นายอัครนันท์กล่าว
นายอัครนันท์กล่าวด้วยว่า สิ่งที่เกิดขึ้นก่อให้เกิดปัญหาการล้อเลียนรังแกไปจนถึงการโดนปฏิเสธเข้าทำงาน หรือไม่ได้รับสิทธิในการรักษาสุขภาพที่เหมาะสม การถูกปฏิบัติตัวอย่างไม่เป็นธรรมมีให้เห็นมากมาย และมีความรุนแรงแตกต่างกันไปจนอาจเสี่ยงต่อชีวิตได้ และการที่กฎหมายยังมีการรับรองสิทธิและหน้าที่ของคู่รักเพศเดียวกัน ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการใช้ชีวิตร่วมกัน เช่น สิทธิในการตัดสินใจในการรักษาพยาบาล สิทธิในการอุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกัน สิทธิในการจัดการทรัพย์สินร่วมกัน และสิทธิในการรับมรดก
นายอัครนันท์กล่าวอีกว่า ในเมื่อปี 2553 ได้สร้างประวัติศาสตร์มีประชาชนแสดงความคิดเห็นมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ตั้งแต่มีการเปิดรับฟังความเห็นของประชาชน ในมาตรา 77 ในกรณีเรียกร้องสมรสเท่าเทียม มีคนแสดงความเห็นมากกว่า 54,000 คน และการสำรวจพบว่ามีประชาชนมากกว่า 17,000 คน สนับสนุนสมรสเท่าเทียม
“อย่างไรก็ตาม ยังมีคู่รัก เช่น คุณดาว เพิ่มทรัพย์ แซ่อึ้ง ที่ใช้ชีวิตร่วมกัน แต่ไม่สามารถเซ็นยินยอมการผ่าตัดเหมือนสามีภรรยาทั่วไปได้ ตนจึงตั้งข้อสงสัยว่าเพราะอะไรเขาจึงไม่มีสิทธิปกป้องคนที่รัก อีกกรณีคือคุณดลญาดา ที่สูญเสียคนรักจากโรคมะเร็ง เพียงเพราะการเข้าไม่ถึงสิทธิสมรสตามกฎหมาย” นายอัครนันท์กล่าว

