’53 ปีไม่เคยมีอาชีพอื่น’ ขรรค์ชัย ย้ำศรัทธาวิชาชีพ ‘คน นสพ.’ ขอบคุณสมาคมมอบรางวัล
เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม ที่หอประชุมเมืองไทยประกันชีวิต ถนนรัชดาภิเษก เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ สมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดงานมอบรางวัล ‘เกียรติยศคนหนังสือพิมพ์’ พร้อมมอบรางวัลเชิดชูเกียรติองค์กรเครือข่าย นสพ.ที่ทำประโยชน์ต่อองค์กรวิชาชีพและเพื่อการศึกษา, มอบโล่ผู้สนับสนุนสมาคมฯ และแถลงข่าวการจัดประกวดรางวัล ‘พาดหัวข่าวสร้างสรรค์ยอดเยี่ยม ประจำปี 2567’
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศเมื่อเวลาประมาณ 12.30 น. มีบุคคลในแวดวงสื่อมวลชนทยอยเดินทางเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก โดยมีกรรมการบริหารสมาคมหนังสือพิมพ์ฯ นำโดย นายนคร วีระประวัติ นายกสมาคมฯ ให้การต้อนรับ
เวลาประมาณ 14.20 น. เข้าสู่พิธีการมอบรางวัล โดยมี นายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน
สำหรับผู้ได้รับรางวัล ‘เกียรติยศคนหนังสือพิมพ์’ ได้แก่ นายขรรค์ชัย บุนปาน ประธานกรรมการบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) และ นายมานิจ สุขสมจิตร บรรณาธิการอาวุโส นสพ.ไทยรัฐ
นายขรรค์ชัยกล่าวว่า ขอขอบคุณสมาคมหนังสือพิมพ์ฯที่ให้เกียรติ ตนมีความศรัทธาในการเป็น ‘นักหนังสือพิมพ์’ ตั้งแต่เป็นนักข่าวครั้งแรกในช่วงปลายปี 2513 ไม่เคยมีอาชีพอื่น วันนี้ขอเป็นผู้แทนของทุกคนในเครือ ‘มติชน’ ในการรับมอบรางวัลอันทรงเกียรตินี้

ทั้งนี้ นายขรรค์ชัย บุนปาน เกิดเมื่อวันที่ 21 เมษายน พ.ศ.2487 ที่จังหวัดราชบุรี ครอบครัวย้ายตามบิดาซึ่งรับราชการครูมาพำนักในฝั่งธนบุรี กรุงเทพฯ จึงเติบโตในบ้านริมคลองด่าน หลังโรงพักบางขุนเทียน เข้าเรียนประถมศึกษาที่โรงเรียนวัดหนัง และมัธยมศึกษาที่โรงเรียนวัดนวลนรดิศ ตามลำดับ จากนั้น เข้าศึกษาที่วิทยาลัยครูสวนสุนันทา ก่อนสอบได้ที่คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร จึงเข้าศึกษาจนจบปริญญาตรี
มีความสนใจในงานสิ่งพิมพ์และวรรณกรรมตั้งแต่วัยเยาว์ เขียนเรื่องสั้น ‘แดงกับความเวิ้งว้าง’ ลงในหนังสือของโรงเรียนวัดนวลนรดิศ ต่อมา เมื่อเป็นนักศึกษาได้ส่งผลงานตีพิมพ์ในนิตยสารหลายฉบับ อาทิ สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์, ชาวกรุง, เฟื่องนคร, สามยอด เป็นต้น นอกจากนี้ ยังร่วมกับ นายสุจิตต์ วงษ์เทศ เพื่อนสนิทซึ่งต่อมาเป็นผู้ก่อตั้งนิตยสารศิลปวัฒนธรรม จัดทำนิตยสารช่อฟ้ารายเดือนของมูลนิธิอภิธรรมวัดมหาธาตุที่กลายเป็นแหล่งชุมนุมของ ‘กลุ่มหนุ่มเหน้าสาวสวย’ หนึ่งในกลุ่มปัญญาชนนักคิดนักเขียนในช่วงยุคก่อน 14 ตุลาคม 2516
หลังจบการศึกษา นายขรรค์ชัยได้งานเป็นครูสอนภาษาไทยที่โรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย ก่อนเข้าทำงานที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ ห้างเซ็นทรัล รับหน้าที่เขียนคำโฆษณา เงินเดือน 4,000 บาท ต่อมา นายนพพร บุญยฤทธิ์ บรรณาธิการหนังสือพิมพ์สยามรัฐ มอบหมายให้นายสุจิตต์ซึ่งทำงานที่สยามรัฐอยู่ก่อนแล้วชักชวนนายขรรค์ชัยมาเป็น ‘นักข่าว’ โดยนัดหมายพูดคุยที่ร้านข้าวต้มใกล้สวนลุมพินี รุ่งขึ้น นายขรรค์ชัยลาออกจากเซ็นทรัลทันที ไปรับเงินเดือนนักข่าว 1,000 บาท อย่างไรก็ตาม ต่อมา กลับถูกไล่ออกพร้อมนายสุจิตต์ และนายเสถียร จันทิมาธร เนื่องจากติดร่างแหข้อหา ‘คอมมิวนิสต์’
จากเหตุการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้นายขรรค์ชัย ตัดสินใจดำเนินกิจการหนังสือพิมพ์ของตนเอง โดยมองว่าต้องเปลี่ยนวิธีคิดจากเดิมที่นักข่าวขณะนั้นไม่รู้กระบวนการบริหารจัดการหนังสือพิมพ์ทั้งระบบ จึงเริ่มจากการเปิด ‘โรงพิมพ์พิฆเณศ’ ย่านแพร่งสรรพศาสตร์ เมื่อ พ.ศ. 2515 รับจ้างพิมพ์หนังสือทุกชนิดเพื่อเรียนรู้ขั้นตอน โดยได้ทุนสนับสนุนจาก ‘เฮียชิว’ สุพล เตชะธาดา แห่งสำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น และพ่อตาของนายสุจิตต์เป็นหลัก
ระหว่างนั้น นายกำพล วัชรพล หัวเรือใหญ่ ‘ไทยรัฐ’ ให้คนมาชักชวนนายขรรค์ชัยไปเขียนข่าวสังคมหน้า 4 แทนนายประสาน มีเฟื่องศาสตร์ เจ้าของนามปากกา ‘กระแช่’ ซึ่งยกทีมลาออก นายขรรค์ชัย จึงหันไปทำงานประจำที่หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ใช้นามปากกา ‘หวานเย็น’ พร้อมๆกับงานโรงพิมพ์พิฆเณศ โดยมีหน้าที่ติดต่องานจ้างพิมพ์ ขณะที่นายสุจิตต์ มีหน้าที่ดูแลการผลิต
นายขรรค์ชัย ได้รับประสบการณ์ด้านการจัดจำหน่ายจากไทยรัฐ หลังติดตามนายกำพลไปตรวจตลาดและพบปะเอเย่นต์ในจังหวัดต่างๆ ซึ่งได้นำมาใช้ในกิจการหนังสือพิมพ์ที่ตนก่อตั้งขึ้นในเวลาต่อมา
หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 นายขรรค์ชัย เข้าเฝ้า พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ‘พระองค์วรรณฯ’ เพื่อทูลขอหัวหนังสือพิมพ์ ‘ประชาชาติ’ เนื่องจากยุคนั้น รัฐบาลไม่อนุญาตให้เปิดหัวหนังสือพิมพ์ใหม่ พระองค์วรรณ ประทานเงิน ‘ขวัญถุง’ 900 บาท พร้อมคำอวยพร
15 พฤศจิกายน 2516 ‘ประชาชาติรายสัปดาห์’ ซึ่งนายขรรค์ชัยร่วมกับ ‘เดอะเนชั่น’ นำโดย สุทธิชัย หยุ่น และหม่อมราชวงศ์หญิงสุนิดา กิติยากร พร้อมทั้งนายพงษ์ศักดิ์ พยัคฆวิเชียร, นายสุจิตต์ วงษ์เทศ วางแผงครั้งแรก ก่อนขยับขยายเป็น ‘ประชาชาติรายวัน’ เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2517 โดยนายขรรค์ชัยเป็นบรรณาธิการด้วยตนเอง กระทั่งแยกออกมาจากเดอะเนชั่น ผลิตในนามบริษัท ประชาชาติ จำกัด ปรับชื่อเป็น ‘รวมประชาชาติรายวัน’ แล้วมีพัฒนาการต่อมาเป็น ‘ประชาชาติธุรกิจ’ จนถึงวันนี้ ภายใต้สโลแกน ‘เตือนคุณล่วงหน้า ทุกคำ ทุกข่าว’
ต่อมา ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ ‘มติชนรายวัน’ โดยเป็นบรรณาธิการคนแรก วางแผงฉบับปฐมฤกษ์เมื่อวันจันทร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ.2521 ราคา 1 บาท 50 สตางค์ มี 8 หน้า ที่ทำการตั้งอยู่บนตึกแถวเล็กๆหน้าวัดราชบพิธ ก่อนสร้างอาคารใหม่ย่านประชาชื่น จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อ พ.ศ.2532 ขณะที่นายขรรค์ชัยมีอายุเพียง 45 ปี ปัจจุบัน ดำเนินกิจการเข้าสู่ปีที่ 47 ภายใต้สโลแกน ‘หนังสือพิมพ์คุณภาพ เพื่อคุณภาพของประเทศ’
นายขรรค์ชัย ยังก่อตั้ง ‘มติชนสุดสัปดาห์’ เมื่อพ.ศ.2523 โดยเป็นบรรณาธิการคนแรกเช่นกัน เนื้อหาผสมผสานบทวิเคราะห์ทางการเมืองและสังคม วัฒนธรรมและบันเทิงคดี กระทั่งต่อมา ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ ‘ข่าวสด’ เมื่อพ.ศ.2534 ภายใต้สโลแกน ‘ครบทุกรส สดทุกเรื่อง’ เป็นที่รู้จักในกลุ่มผู้อ่านในบทบาท ‘หมาเฝ้าบ้าน’ ติดตามตรวจสอบเหตุการณ์ความเป็นไปในสังคม ปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนแบบกัดไม่ปล่อย
ปัจจุบัน นายขรรค์ชัย ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ซึ่งเผยแพร่ข่าวสาร ข้อมูลความรู้สู่สังคมผ่านหนังสือพิมพ์ 3 ฉบับ และนิตยสารต่างๆ ทั้งฉบับพิมพ์และออนไลน์ ได้แก่ มติชนสุดสัปดาห์, ศิลปวัฒนธรรม, เส้นทางเศรษฐี และเทคโนโลยีชาวบ้าน รวมถึงสำนักพิมพ์มติชน อีกทั้งหน่วยงานต่างๆ ในเครือ
กว่า 50 ปีบนเส้นทาง ‘คนหนังสือพิมพ์’ นายขรรค์ชัย สร้างผลงานมากมาย จาก ‘นักข่าว’ ลงพื้นที่ภาคสนาม สู่ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์หลายฉบับที่ขับเคลื่อนสังคมมาจนถึงปัจจุบัน, ‘บรรณาธิการ’ ที่บุกเบิกสร้างสรรค์สิ่งใหม่ในวงการสื่อ, ‘คอลัมนิสต์’ ที่มีมากกว่า 10 นามปากกา อาทิ หวานเย็น, บุญมือ ชนบท และสองคม ชอบสามเหลี่ยม เป็นต้น
ตัวอย่างผลงานรวมเล่ม อาทิ ชานหมากนอกกระโถน, เศรษฐศาสตร์ข้างถนน, หนี, นานาสังวาส, ใบลานหลังธรรมาสน์, ประดับไว้ในโลกา, ฟ้าแล่บแปล๊บเดียว, กลีบเกษรหอมหวานแต่วานนี้ เป็นต้น โดยมี ‘นิราศ’ บทกวีคู่กับนายสุจิตต์ เป็นผลงานพิมพ์ครั้งแรกในชีวิตเมื่อ พ.ศ.2507 และเล่มล่าสุด ‘ข้างขึ้นข้างแรม’ เมื่อ พ.ศ.2565 รวมโคลงของนายขรรค์ชัยและกลอนของนายสุจิตต์จากหน้า 3 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ ระหว่างเดือนมกราคม 2559 ถึงเดือนพฤษภาคม 2565 ถือเป็นการกลับมาของ ‘สองกุมารสยาม’ ซึ่งเป็นฉายาที่ ม.ร.ว. ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ ตั้งให้ทั้งคู่เมื่อครั้งยังหนุ่ม
นายขรรค์ชัย ได้รับรางวัลต่างๆ มากมาย อาทิ ช่อการะเกดเกียรติยศ เมื่อ พ.ศ. 2548 ในปีเดียวกัน ยังได้รับรางวัลเกียรติคุณพิเศษ 100 ปี ศรีบูรพา สาขานักหนังสือพิมพ์ เนื่องในการจัดงาน 100 ปี ศรีบูรพา (กุหลาบ สายประดิษฐ์), รางวัลโพธิคยานาคาธิบดี สาขาสื่อมวลชนเพื่อพระพุทธศาสนา เมื่อ พ.ศ.2566 รวมถึงศิษย์เก่าเกียรติยศ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นต้น
ในวัย 79 ปี นายขรรค์ชัยยังคงมีผลงานโคลงวิพากษ์สังคมการเมือง ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ รวมถึงปรากฏตัวในรายการ ‘ขรรค์ชัย-สุจิตต์ ทอดน่องท่องเที่ยว’ ทุกวันพฤหัสบดีสุดท้ายของเดือน ผ่านเฟซบุ๊กมติชนออนไลน์, ข่าวสด, ศิลปวัฒนธรรม และยูทูปมติชนทีวี ถ่ายทอดเรื่องราวประวัติศาสตร์-โบราณคดีเข้าสู่ปีที่ 8 ในปี 2567 โดยได้รับความนิยมอย่างมาก
ไม่เพียงเท่านั้น ยังผลักดันสานต่อโครงการ ‘แบ่งปันความรู้ เชิดชูศาสนา พัฒนาแหล่งน้ำลำคลอง’ ซึ่ง มติชน ร่วมกับมูลนิธิ ดร.โกวิท วรพิพัฒน์ และมูลนิธิบรรจง พงศ์ศาสตร์ ในวาระขึ้นสู่ปีที่ 35 ของหนังสือพิมพ์มติชน เมื่อปี 2555 ดำเนินการต่อเนื่องตลอดมา โดยมีผลงานสำคัญ อาทิ บูรณปฏิสังขรณ์ศาลาการเปรียญวัดแก้วไพฑูรย์ และสร้างศาลาท่าน้ำ วัดนางนองวรวิหาร ริมคลองด่าน ย่านบางขุนเทียน กรุงเทพฯ ตามภาพถ่ายเก่าสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้น
นายขรรค์ชัย นำพาเครือมติชน ฝ่าวิกฤตการณ์ต่างๆ นานัปการ ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ การดิสทรัปต์ด้านเทคโนโลยีในยุคเปลี่ยนผ่านจากกระดาษสู่ออนไลน์ ก้าวผ่านวิกฤตนานัปการอย่างภาคภูมิ ด้วยจุดยืนที่ไม่เคยแปรเปลี่ยน แม้หนังสือพิมพ์ประชาชาติเคยถูกสั่งปิดโดยคณะปฏิวัติ เมื่อ พ.ศ.2519 ต่อมา ในพ.ศ.2534 มีคำสั่งห้ามนำหนังสือพิมพ์ในเครือมติชนเข้าเขตทหาร หรือถึงขั้นถูกคนร้ายขว้างระเบิดใส่อาคารหนังสือพิมพ์ข่าวสด เมื่อ พ.ศ.2542 รวมถึงกีดขวางรถส่งหนังสือพิมพ์ ในช่วง พ.ศ.2553 ปลุกระดมกล่าวหาบนสถานการณ์ทางการเมืองที่ตึงเครียด ยังยืนหยัดเคียงข้างประชาธิปไตย ไม่หวั่นไหวแม้อยู่ท่ามกลางความเห็นต่าง
พร้อมเน้นย้ำว่า ‘ในวันที่โลกเปลี่ยน มติชนยังมีทางสายเดียว คือต้องเป็นไปเพื่อคนส่วนใหญ่’
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

