ปานปรีย์ เล็งตั้งศูนย์ช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ชายแดนไทย-เมียนมา รับผู้อพยพ

ปานปรีย์ เล็งตั้งศูนย์ช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ชายแดนไทย-เมียนมา รับผู้อพยพ ระบุแทรกแซงกิจการภายในเพื่อนบ้านไม่ได้

เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ กล่าวถึงผลกระทบจากการสู้รบในเมียนมาว่า ตามที่ได้รับรายงานขณะนี้สถานการณ์ในเมียนมา มีการสู้รบกันอยู่ ซึ่งเมียนมามีชายแดนติดกับไทย ยาวถึง 2,400 กิโลเมตร ไทยก็อยู่เฉยไม่ได้ ต้องเข้าไปมีส่วนช่วยเหลือประชาชนเมียนมา ซึ่งกระทรวงต่างประเทศมีแนวคิดจัดตั้ง ศูนย์ช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม (humanitarian assistant) ชายแดนไทย-เมียนมา เพื่อดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบ และเป็นจุดที่สามารถลำเลียงยา เวชภัณฑ์ อาหาร เข้าสู่เมียนมาได้ด้วย ซึ่งพยายามพูดคุยกับรัฐบาลเมียนมาอยู่ รวมถึงกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งรัฐบาลเมียนมาก็เห็นดีด้วย แต่ก็ยังต้องพูดคุยกันต่อไป โดยจะมีคณะทำงานของเมียนมาเข้ามาประชุมร่วมในไทย ช่วงต้นเดือนมกราคม 2567 นี้ โดยขณะนี้ยังไม่มีผู้อพยพ แต่จะมีการหารือกันภายใน เพื่อเตรียมการ กรณีเกิดความรุนแรง หากมีผู้อพยพข้ามชายแดนมาไทยจะรับมือได้หรือไม่ ซึ่งหน่วยงานที่รับผิดชอบได้เตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว

เมื่อถามว่า ถึงเวลาที่ไทยต้องทบทวนฉันทามติ 5 ข้อ แล้วหรือไม่ นายปานปรีย์กล่าวว่า เป็นเรื่องที่รัฐบาลไทยในอดีตไปร่วมทำฉันทามติกับอาเซียน ซึ่งปีนี้อินโดนีเซียยังเป็นประธานอยู่ ปีหน้า สปป.ลาว เป็นประธาน แต่มติดังกล่าวก็ยังคงดำเนินการอยู่ ซึ่งประเทศไทยก็ยังให้การสนับสนุน เพราะเราไปรับรองฉันทามตินี้ร่วมกับอาเซียน ส่วนที่ไทยถูกมองว่าสนิทกับเมียนมามากที่สุด สามารถพูดคุยและแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้นั้น มองว่าปัญหาภายในเป็นเรื่องที่เมียนมาต้องจัดการเอง ไทยในฐานะหนึ่งในสมาชิกอาเซียนไม่สามารถแทรกแซงกิจการภายในได้

เมื่อถามว่า องค์กรสิทธิมนุษยชน ฟอร์ติฟายไรต์ (Fortify Rights) เสนอให้ไทยตัดเส้นทางการเงิน เพื่อไม่ให้ให้รัฐบาลเมียนมาเอาเงินไปซื้ออาวุธ นายปานปรีย์กล่าวว่า หากตัดเส้นทางการเงินจะมีผลกระทบประชาชนทั้งในไทยและเมียนมาที่ค้าขายกันอยู่ ซึ่งไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งนี้ จึงยังไม่มีมีการพูดคุย แต่เท่าที่ทราบสกุลเงินของเมียนมาก็ตกลงมากแล้ว

Advertisement

เมื่อถามถึง ความคืบหน้าการสู้รบระหว่างอิสราเอลกับระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาส นายปานปรีย์กล่าวว่า ประเทศกาตาร์พยายามเจรจาให้เกิดการหยุดยิงและปล่อยตัวประกันในรอบใหม่ แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ เชื่อว่าต้นปีหน้าจะเจรจากันอีกครั้ง น่าจะเป็นผลดีกับตัวประกันภัยที่ยังติดอยู่ประมาณ 8 คน

เมื่อถามว่า ไทยจะได้รับผลกระทบต่อกรณีกลุ่มกบฏฮูตี ที่โจมตีเรือสินค้าในทะเลแดงที่มุ่งหน้าไปอิสราเอล หรือไม่ นายปานปรีย์กล่าวว่า หากมีความรุนแรง ก็น่าจะได้รับผลกระทบ แต่ขณะนี้ยังอยู่ในวิสัยที่บริหารจัดการได้

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image