อาจารย์นิติฯ เขียน หนึ่งเหตุการณ์ สองความหมาย ชี้ 3 ปมต่าง คำวินิจฉัย คดีย้ายถวิล

“สมชาย ปรีชาศิลปกุล” อาจารย์นิติฯ มช. เขียน หนึ่งเหตุการณ์ สองความหมาย ชี้ 3 ปมต่างระหว่าง ศาลฎีกา กับ ศาลรัฐธรรมนูญ ต่อคำวินิจฉัย ในคดีย้ายถวิล เปลี่ยนศรี 

เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2566 สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้โพสต์ข้อเขียนผ่านเพจ ศูนย์วิจัยฯ มหาวิทยาลัยหน้าบางแห่งหนึ่ง เรื่อง “หนึ่งเหตุการณ์ สองความหมาย มหัศจรรย์แห่งอำนาจตุลาการไทย” แสดงความคิดเห็นทางวิชาการในคดีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โยกย้าย นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ขณะเป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีเนื้อหาดังนี้

แม้จะเป็นที่เข้าใจว่า คำตัดสินต่อการกระทำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในกรณีโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี จากศาลฎีกา ใน พ.ศ. 2566 และศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2557 (ซึ่งมีผลแตกต่างกันอย่างมาก) เป็นการพิจารณาในความผิดคนละฐาน จึงสามารถมีคำตัดสินที่แตกต่างกันได้ แต่หากดูจากประเด็นสำคัญในคดี จะพบว่า มีการให้ความหมาย/ตีความที่แตกต่างกันต่อข้อเท็จจริงเดียวกัน อย่างน่าอัศจรรย์ใจว่าเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งสามารถถูกให้ความหมายได้แตกต่างกันได้อย่างที่เกิดขึ้นกระนั้นหรือ

ประเด็นสำคัญในเบื้องต้นที่นำเสนอในสื่อมวลชน มีดังนี้

Advertisement

หนึ่ง ระยะเวลาในการโยกย้าย 4 วัน

ศาลฎีการับฟังพยานว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นประจำ อันหมายความว่าเป็นเรื่องที่ไม่ได้ผิดปกติแต่อย่างใด

ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าการให้ความเห็นชอบโอนนายถวิล ซึ่งกระทำแค่ 4 วัน เป็นการกระทำโอนรวบรัด กระทำเอกสารอันเป็นเท็จมีพิรุธ ส่อแสดงให้เห็นถึงความไม่เป็นปกติ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

สอง การเข้ามาชี้นำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต่อการโยกย้าย

ศาลฎีกาเห็นว่าไม่มีพยานหลักฐานใดยืนยันว่าการแต่งตั้งโยกย้ายนายกรัฐมนตรี เข้ามาชี้นำ หรือสั่งการในการแต่งตั้งโยกย้ายดังกล่าว

ศาลรัฐธรรมนูญ เห็นว่า “ผู้ถูกร้องได้ร่วมประชุม ครม. และลงมติอนุมัติให้นายถวิล พ้นจากตำแหน่ง และได้ออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ให้นายถวิลไปปฏิบัติตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เมื่อข้อเท็จจริงระบุว่าผู้ถูกร้องเข้าไปเกี่ยวข้องหลายอย่าง ย่อมเป็นการก้าวก่ายหรือแทรกแซงข้าราชการประจำอยู่แล้ว หาจำเป็นผู้เริ่มโดยตรงหรือไม่”

สาม การโยกย้ายเพื่อเปิดทางให้ พล.ต.อ. เพรียวพันธ์ มาดำรงตำแหน่งแทน

ศาลฎีกาเห็นว่า ไม่มีพยานหลักฐานใดที่แสดงถึงความเชื่อมโยงในการโยกย้ายนายถวิล เพื่อให้ พล.ต.อ. วิเชียร ขึ้นมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สมช. แต่อย่างใด เพราะกระบวนการในการโยกย้ายนายถวิล ระยะเวลาห่างจากการแต่งตั้ง พล.ต.อ. วิเชียร ถึง 22 วัน และไม่ปรากฏพยานว่าการโอนย้ายนั้น เป็นการเตรียมการโดยแบ่งแยกหน้าที่กันทำ เพื่อให้มีการแต่งตั้ง พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ เข้ามาดำรงตำแหน่ง ผบ. ตร. แต่อย่างใด ศาลจึงเห็นว่าจำเลยไม่ได้มีเจตนาพิเศษในการแต่งตั้งโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี

แต่ศาลรัฐธรรมนูญอธิบายว่าปัจจัยอันเป็นที่มาการโอนนายถวิล คือความประสงค์ให้ตำแหน่งเลขาธิการ สมช. ว่างลง เพื่อโอนย้ายตำแหน่ง ผบ.ตร. ที่ พล.ต.อ. วิเชียรนั่งอยู่มาเป็นเลขาธิการ สมช. อันทำให้ตำแหน่ง ผบ.ตร. ว่างลง และสามารถแต่งตั้งเครือข่ายของผู้ถูกร้องมาแทนได้ และอายุราชการเหลืออีก 2 ปี ซึ่งมากกว่า พล.ต.อ. เพรียวพันธ์ ซึ่งเหลืออายุราชการ 1 ปี ก็จะต้องมีการโอนให้ พล.ต.อ. วิเชียรไปดำรงตำแหน่งอื่นแทน

(สรุปคำตัดสินศาลฎีกา https://www.prachachat.net/politics/news-1467651 สรุปคำตัดสินศาลรัฐธรรมนูญ https://www.isranews.org/conten…/item/29188-sanratnon.html)

นี่จึงเป็นหนึ่งเหตุการณ์ สองความหมาย มหัศจรรย์แห่งอำนาจตุลาการไทย

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image