ปี 2566 ต้องยกให้เป็นอีกปี “หืดขึ้นคอ” เหนื่อยยากมาก สำหรับทุกภาคส่วน สะท้อนได้จากการปรับลดคาดการณ์ในทุกปัจจัยเอื้อหนุนที่ตั้งไว้ตั้งแต่ต้นปี ทั้งการปรับลดตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ต้นปีฝันหวานไว้จีดีพีเกิด 3.5-4.0% ตัวเลขส่งออกเป็นบวกเกิน 3% ตัวเลขจำนวนนักท่องเที่ยวจากตลาดหลักอย่างจีน ก็ทำได้ไม่ถึงเป้า และอีกหลายคาดการณ์ ส่วนเข้าโหมดเตี้ยลงๆ ด้วยเป็นปีที่เต็มไปเหตุการณ์วิกฤตทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งมิติการเมือง สงคราม ต้นทุนทุกด้านแพงหมด และอีกหลายปัจจัย โดยรวมกล่าวได้ว่า ปี 2566 มีปัจจัยลบมากกว่าปัจจัยดี รุมเร้าทุกมิติพลาดเป้าไม่หมด
ส่งออกไทย ‘ลุ่มๆ ดอนๆ’
การขยายตัวของจีดีพีไทย กว่าครึ่งยังต้องพึ่งพาภาคส่งออก แต่ส่งออกของไทยปี 2566 เปิดตัวมาก็ไม่ดีนัก เริ่มเดือนมกราคม ยังติดลบข้ามปี ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 และติดลบ 4.5% แต่ยังหวังว่าทั้งปีจะบวกโดยตั้งเป้าแบบระมัดระวังแค่บวก 1-2% แม้จะต่ำกว่าปี 2565 ที่บวกได้ 5% เนื่องจากมองในแง่ดีจากปัจจัยบวกจากความผ่อนคลายของผลกระทบหลังโควิดระบาด การปรับตัวหลังรับรู้ผลจากสงครามรัสเซีย–ยูเครน ส่งผลให้ระบบการขนส่งสินค้าเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ค่าระวางเรือปรับลดลงและมีเสถียรภาพ ปัญหาขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์คลี่คลายแล้ว ประกอบกับความต้องการอาหารทั่วโลกยังคงมีอยู่ ซึ่งไทยได้เปรียบเพราะเป็นแหล่งผลิตสำคัญจึงได้อานิสงส์เต็มๆ และหลายประเทศยังต้องพึ่งพานำเข้าสูง เช่น ตะวันออกกลาง เอเชียใต้ อาเซียน CLMV จีน เป็นต้น แต่ในความเป็นจริงตลอดทั้งปีเกิดแรงเสียดทานต่อการส่งออกไทยมากมาย ทั้งความกังวลเรื่องเศรษฐกิจโลกและประเทศผู้นำเศรษฐกิจไม่ฟื้นอย่างคาด อย่างสหรัฐขยายตัวแค่ 0.5-1% ยุโรป ขยายต่ำ 0-0.5% ญี่ปุ่น 1.6% ไตรมาสแรกของปีเจอทั้งสต๊อกโลกยังล้นยาว 2-3 เดือนแรกของปี ต้นทุนสูงจากราคาพลังงาน ดอกเบี้ย ค่าเงินแข็งค่า เกิดวิกฤตของสถาบันการเงินสหรัฐล่ม แม้กลางปีมีสัญญาณดีจากรัฐบาลจีนเปิดให้ชาวจีนเดินทางและท่องเที่ยวนอกประเทศกระตุ้นใช้จ่ายทั่วโลกอีกครั้ง
แต่ก็เจอเหตุปะทะอิสราเอลกับกลุ่มฮามาส และปิดปีด้วยเหตุบริษัทขนส่งรายใหญ่ของโลกหลายแห่งระงับการเดินเรือผ่านช่องแคบบับเอลมันเดบในทะเลแดง ตั้งแต่กลางเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างทวีปยุโรปกับเอเชีย ทำให้บริษัทขนส่งต้องเดินเรืออ้อมไปยังแหลมกู๊ดโฮปใช้ระยะเวลาการเดินทางนานขึ้นส่งผลให้ต้นทุนค่าขนส่งปรับเพิ่มขึ้น เรื่องนี้คงเป็นแรงกดดันข้ามปีถึง 2567 อย่างไรก็ตาม ย้อนตัวเลขส่งออกปี 2566 จากปัจจัยลบที่มีมาก ทำให้ 8 เดือนแรกส่งออกไทยติดลบต่อเนื่อง จนเข้าเดือนสิงหาคม ส่งออกไทยกลับมาเป็นบวกครั้งแรกในรอบ 11 เดือน บวกได้ 2.6% จากนั้นก็บวกมาตลอดจนถึงสิ้นปี แต่ด้วยอัตราติดลบสูงต่อเนื่องหลายเดือน ทำให้ 9 เดือนแรกติดลบสะสม 3.8% แม้ 4 เดือนสุดท้ายจะบวก แต่ยังไม่พอล้างตัวเลขลบที่สะสมมานาน ทำให้ทั้งปี 2566 ส่งออกไทยติดลบแต่ลบในอัตราต่ำไม่ถึง 1% เริ่มปี 2567 ต้องลุ้นต่อว่า เหตุทะเลแดงยืดเยื้อส่งออกไทยไปสหภาพยุโรป ที่มีสัดส่วน 8% จะเสียหายแค่ไหน!
ท่องเที่ยว เจอพิษยิงกราด
เมื่อการแพร่ระบาดโควิดคลี่คลายจนทั่วโลกกลับมาเดินทางและท่องเที่ยวได้เต็มรูปแบบเหมือนเดิมในปี 2566 หลังจากสะดุดมานานกว่า 3 ปี ความคาดหวังต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดีขึ้น จึงฝากไว้กับการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว และยกเป็นพระเอกสร้างรายได้หลักเข้าประเทศในระยะแรกๆ หลังเปิดประเทศ และหวังเพิ่มขึ้นอีกเมื่อรัฐบาลจีนเปิดประเทศ อนุญาตให้พลเมืองเดินทางออกนอกประเทศได้ เริ่มรูปแบบกรุ๊ปทัวร์ ตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ ทุกฝ่ายเชื่อว่าไทยจะได้รับอานิสงส์เต็มที่ เพราะจีนนิยมมาเที่ยวไทย ที่เคยถึงกว่า 11 ล้านคนในปี 2562 เบื้องต้นจึงตั้งเป้ามาจีนมาไทย 7-8 ล้านคน และดันตัวเลขชาวต่างชาติจากทั่วโลกแตะ 30 ล้านคน แม้ยังต่ำกว่าปี 2562 ที่ทะลุ 40 ล้านคน
ในความเป็นจริง ท่องเที่ยวไทยก็เผชิญวิบากกรรมต่อเนื่อง ตั้งแต่ต้นมีนาคม เจอบนโลกออนไลน์ของจีน มีภาพนักท่องเที่ยวจีนถูกลักพาตัวเรียกค่าไถ่ ร้านอาหารนายแบบผู้ชายล่อลวงขโมยไต ราคาเที่ยวในไทยแพงจนสู้ไม่ไหว เนื้อหาในภาพยนตร์ 2 เรื่องพูดถึงคดีอาชญากรรมในอาเซียน คือ Lost in The Star (เมียผมหายในหมู่ดาว) และเรื่องที่สอง No More Bets รัฐบาลไทยแก้เกมโดยให้วีซ่าฟรี (ยกเว้นการตรวจลงตราเข้าไทย พำนักในไทยสูงสุด 30 วัน กับ จีน คาซัคสถาน อินเดีย ไต้หวัน และรัสเซีย ได้สิทธิพำนักในไทยสูงสุด 90 วันจากเดิม 30 วัน มาเลเซีย ได้สิทธิยกเว้นยื่นแบบ ตม.6 ณ ด่านตรวจคนเข้าเมืองสะเดา จ.สงขลา กำลังเกิดไปด้วยดี จนเกิดเหตุไม่คาดฝัน ชายคนหนึ่งกราดยิงกลางห้างพารากอน ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ก่อความอ่อนไหวเรื่องความไม่ปลอดภัยเที่ยวไทยอีกครั้ง ตัวเลขจำนวนนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะคนจีนกำลังมา ดิ่งลงทันที ขณะที่การฟื้นตัวภาคบริการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ฟื้นตัวไม่ทัน อาทิ จำนวนเที่ยวบิน สายการบินไม่เพียงพอ ค่าตั๋วสูงหายากขึ้น
หุ้นดิ่งจาก1,700สู่1,400จุด
ที่มีเงินหวังงอกเงยจากตลาดหุ้น ก็ต้องผิดหวังไปตามๆ กัน ตลาดหุ้นไทยปี 2566 เรียกได้ว่า “หักปากกาเซียน” ขึ้นปี 2566 นักวิเคราะห์วางเป้าหมายดัชนีไม่ต่ำกว่า 1,600 จุด สูงสุดถึง 1,800 จุด เปิดทำการวันแรกของปี 2566 ดัชนีเปิดตัวที่ 1,678.97 จุด จากนั้นก็ไหลลงๆ จนวันสุดท้ายทำการของปี ปิดตลาดที่ระดับ 1,415.85 จุด และผลตอบแทนติดลบ 15.48% ซึ่งนักวิเคราะห์ให้น้ำหนักไปใน 3 เรื่องหนัก คือ 1.การเมือง ทั้งผลจากการเลือก การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบประชานิยม 2.เหตุการณ์ไม่คาดคิดอย่างการล่มของแบงก์ Silicon Vallay Bank และเกิดสงครามอิสราเอล–ฮามาส และ 3.ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ยืนยันจะการลดดอกเบี้ยไปปี 2567 อีกทั้งภายในประเทศ เจอวิกฤตความไม่เชื่อมั่นและกติกาคุ้มการลงทุน จากกรณีหุ้นมอร์ หุ้นสตาร์ค และหุ้นซิ่งตัวเล็กตัวน้อยต่างๆ จึงถูกนักลงทุนต่างชาติเทขายกว่า 192,489.94 ล้านบาท ทุบดัชนีต่ำสุด 1,371.22 จุด เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ถือเป็นระดับต่ำสุดรอบ 3 ปี
เรื่องนี้ วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ ชี้แจงว่า ตลาดหุ้นไทยเจอความท้าทายอย่างหนัก ดัชนีปรับตัวลดลงจากต้นปี ลดลงมากกว่า 15% เป็นผลจากสภาพคล่องในประเทศลดลง จากสถิติพบว่าเงินสภาพคล่องแบบ M2 ในระบบเวลานี้ ต่ำสุดรอบ 20 ปี หมายถึงนักลงทุนดึงเงินกลับประเทศ
ผงะ!ดอกเบี้ยแพง/หนี้เสียพุ่ง
หนี้ครัวเรือนท่วม กลายเป็นกับดักใหญ่ต่อเพิ่มอัตราการบริโภคและใช้จ่ายประจำวัน จากข้อมูลทางการ พบว่าสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีของไทยในไตรมาส 3/2566 อยู่ที่ 16 ล้านล้านบาท คิดเป็น 90.6% ต่อจีดีพี ซึ่งหนี้ครัวเรือนที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทยมีสัดส่วน 73% ซึ่งเป็นผลสะสมจากการแพร่ระบาดของโควิด รายได้ไม่เท่าเดิม รายจ่ายสูงจากสินค้าและบริการสูงขึ้น ผลจากต้นทุนผลิตและต้นทุนจัดการต่างๆ เมื่อหนี้เก่ายังสูงรายได้ไม่ได้เท่าเดิมจะอยู่รอดก็ต้องกู้เพิ่ม ในระบบไม่ได้ก็ต้องกู้นอกระบบ เข้าตำราดินพอกหางหมูในวันนี้ ทำให้รัฐบาล “เศรษฐา 1” ลุกขึ้นมาจัดระเบียบแก้หนี้ทั้งระบบและยกปลดหนี้ เป็นวาระชาติ
ด้านอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติปรับขึ้นถึง 8 ครั้งในรอบปี จากระดับ 0.50% สู่ 2.50% แม้อ้างเพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อที่แตะถึง 8% ในปี 2565 ให้ลดลงในปี 2566 ได้บ้าง แต่ก็กลายเป็นภาระใหญ่กับผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไป ทำให้นักวิเคราะห์มองข้ามถึงปี 2567 ถึงเวลาลดดอกเบี้ยหรือยัง ขณะที่หลายฝ่ายมองว่ายังคงอัตราดอกเบี้ย 2.50% เพื่อกดดันเงินเฟ้อ หลังโครงการเงินดิจิทัลวอลเล็ตผ่านความเห็นชอบและใช้ทันพฤษภาคม 2567
ภาคลงทุนสะดุดตองบล่าช้า
แม้เลือกตั้งผ่านไป แต่กว่าจะจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้ ยืดเยื้อจนเกิดสุญญากาศการบริหารจัดการประเทศ ในนั้นคือ ก่อความล่าช้าอนุมัติงบประมาณแผ่นดินปี 2567 ซึ่งปฏิทินการจัดทำร่าง พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายปีงบประมาณ 2567 ควรเริ่มใช้วันที่ 1 ตุลาคม 2566 เมื่อรัฐบาลใหม่เริ่มนับหนึ่งใหม่ตั้งแต่กระบวนการเริ่มต้น จึงทำให้กว่างบปี 2567 ได้นำไปใช้ในระบบเศรษฐกิจจริง ก็ เมษายน–พฤษภาคม 2567 หรือล่าช้า 8 เดือนเป็นอย่างน้อย เมื่องบประมาณล่าช้า กลายเป็นผลกระทบลูกโซ่ไปทั้งการลงทุน การบริโภค และมาตรการหรือโครงการที่รัฐบาลต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต ที่เดิมหวังเริ่มโครงการเดือนกุมภาพันธ์ เมื่อท้วงติงเงินที่นำมาใช้ ถกไปมา จนต้องเลื่อนไปพฤษภาคม 2567 ก็ยังต้องลุ้นต่อว่าโครงการเงินดิจิทัลจะทางไหน และเติมเงินเข้าระบบเศรษฐกิจหรือไม่ และด้วยงบล่าช้า งานคมนาคมก็ล่าช้าไปด้วย อาทิ โครงการรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ–หนองคาย เงินลงทุน 179,413 ล้านบาท ยังล่าช้ากว่าแผน 50.013% รวมถึงเมกะโปรเจ็กต์กรมทางหลวง (ทล.) กรมทางหลวงชนบท (ทช.) และการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ซึ่งแต่ละปีลงทุนเป็นแสนๆ ล้านบาท
หมูเถื่อนระบาดรับน้องรบ.ใหม่
มรสุมภาคเกษตร กลายเป็นคลื่นใหญ่ในรอบปี 2566 ที่ถือเป็นเรื่องเก่าแต่นำมาเล่าใหม่ หลังกรมศุลกากรยึดซากสัตว์แช่แข็งตกค้าง ณ ท่าเรือแหลมฉบัง จ.ชลบุรี เจอซากสุกรแช่แข็ง 161 ตู้คอนเทนเนอร์ 4.3 ล้านกิโลกรัม กว่า 567 ล้านบาท จากนั้นก็เจอการลักลอบเนื้อสัตว์ และสินค้าอื่นๆ อีกมาก มีการตบเท้าเข้าร้องรัฐบาลมาตลอด จนนายกรัฐมนตรี “เศรษฐา” ออกอาการฉุน สั่งฟันผู้กระทำผิด ซึ่งภาคเกษตรยังมีเรื่องภัยแล้ง ราคาพืช ปัญหาประมง และอื่นๆ ฉะนั้น หลังจากนี้ต้องติดตามผลงานของรัฐบาลว่าจะสามารถปราบหมูเถื่อน และสินค้าเกษตรเถื่อนๆ ให้สิ้นซากได้อย่างที่คาดหวังหรือไม่ต่อไป
ลดค่าครองชีพชิ้นงานโบแดง
พิษจากสงครามรัสเซีย–ยูเครนปี 2565 ดันราคาน้ำมันทั่วโลกพุ่งสูง เดือดร้อนกันทั่วโลก ปี 2566 แม้ราคาเริ่มคลี่คลายแต่ผลกระทบต่อราคาน้ำมันไทยยังอยู่ โดยเฉพาะดีเซลในฐานน้ำมันที่ผลต่อเศรษฐกิจ สัดส่วนใช้ถึง 60% ก็รุนแรงไม่แพ้กัน ทำให้ราคาดีเซลช่วงต้นปีเคยไปขยับไปถึงลิตรละ 34 บาท นั่นเพราะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่รับหน้าที่ดูแลดีเซล อุดหนุนกว่า 10 บาทต่อลิตร จนปลายเป็นหนี้ทะลุ 1 แสนล้านบาท ทำให้ต้องกู้เงินกรอบ 1.5 แสนล้านบาท มาใช้หนี้ ดังนั้น เมื่อปีนี้ราคาดีเซลแม้ถูกลง แต่กองทุยังมีภาระต้อง
ใช้หนี้ที่กู้ ราคาขายปลีกดีเซลจึงไม่ลดลงมากนัก อยู่ระดับไม่เกิน 32 บาทต่อลิตร ยิ่งช่วงสุญญากาศการเมือง ไร้รัฐบาลบริหาร ดีเซลยิ่งนิ่ง เป็นจังหวะให้กองทุนเร่งใช้หนี้ กระทั่งกันยายน 2566 คณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐา 1 สั่งลดค่าครองชีพ กดราคาดีเซลไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร อายุ 3 เดือนกว่า ตั้งแต่ 20 กันยายน-31 ธันวาคม 2566 ล่าสุดธันวาคม 2566 ครม.ให้ตรึงดีเซลไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร ออกไปอีก 3 เดือน มีผล 1 มกราคม-31 มีนาคม 2567 เป็นของขวัญปีใหม่ประชาชน เป็นข่าวดีประชาชนแต่กระทบต่อรายได้ภาษี เพราะสูญหลายหมื่นล้านบาท
ด้านค่าไฟ ผลพวงจากสงครามได้ดันราคาค่าไฟพุ่งเช่นกัน เพราะต้นทุนผลิตไฟฟ้าสูงลิ่ว โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ที่ทำสถิติราคาสูงสุดเป็นประวัติการณ์ทะลุ 50 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู จากปกติระดับ 10 กว่าเหรียญ หรือต่ำกว่า 10 เหรียญ แพงกว่าก๊าซธรรมชาติจากแหล่งตรงไม่มาก โดยค่าไฟประเดิมงวดแรกปีนี้ มกราคม–เมษายน 2566 คณะกรรมกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีมติเคาะอัตราค่าไฟ 2 อัตรา สำหรับ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มครัวเรือนตรึงไว้ที่ 4.72 บาทต่อหน่วย และกลุ่มอื่นที่ไม่ใช่ครัวเรือน จ่าย 5.33 บาทต่อหน่วย เป็นอัตราที่รัฐบาลโดยคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) สั่งการให้ทำ 2 ราคา เพื่อบรรเทาผลกระทบประชาชน ครัวเรือน และให้เอกชนแบกภาระรับค่าไฟแพงกว่า
เรื่องนี้สร้างความไม่พอใจให้เอกชนอย่างมาก สะเทือนคะแนนนิยมรัฐบาลพอสมควร ก่อนที่เดือนมีนาคม กกพ.จะเคาะค่าไฟอีกครั้งประจำเดือนพฤษภาคม–สิงหาคม 2566 เป็นอัตราเดียว 4.77 บาทต่อหน่วย จากต้นทุนพลังงานที่ลดลง ค่าไฟดังกล่าวทำให้เอกชนลดเสียงโวยวายลง แต่ก็ยังบ่นอุบว่าแพงเกินไป เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่แข่งขันกับไทยล้วนจ่ายค่าไฟในอัตราที่ถูกไม่ถึง 3 บาทต่อหน่วย แต่อีกมุมหนึ่งความมั่นคงไฟฟ้าเวียดนามยังไม่เทียบเท่าประเทศไทย ต่อมาเดือนกรกฎาคม กกพ.ค่าไฟงวดเดือนกันยายน–ตุลาคม 2566 อัตรา 4.45 บาทต่อหน่วย ลดลงจากงวดกลางปี ถือเป็นข่าวดีพอสมควรในยุครัฐบาลสุญญากาศแต่ ครม.เศรษฐา 1 มองว่ายังแพงไป จึงสั่งลดค่าไฟงวดพฤษภาคม–สิงหาคม 2566 ถึง 2 รอบ รอบแรกเหลือ 4.10 บาทต่อหน่วย ก่อนจะลดอีกรอบเหลือ 3.99 บาทต่อหน่วย สร้างเสียงฮือฮาอย่างมาก คะแนนนิยมพุ่งหาทั้ง นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพราะคนไทยไม่ได้สัมผัสค่าไฟต่ำกว่า 4 บาทต่อหน่วยมานาน แต่ราคาที่ถูกเกินไปส่วนหนึ่งมาจากการฝืนต้นทุน และยังเป็นการมอบให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รับภาระหนี้แทนหลักแสนล้านบาท
ล่าสุดค่าไฟงวดใหม่ของปี 2567 เดือนมกราคม–เมษายน กกพ.จึงกลับมาเคาะตามต้นทุนที่สมดุลมากที่สุด ระดับ 4.68 บาทต่อหน่วย ก่อนที่ทั้งนายเศรษฐา และนายพีระพันธุ์ จะประสานเสียง “รับไม่ได้” สั่งการทบทวนราคา ล่าสุด ครม. 20 ธันวาคม 2566 สั่งการให้ลดค่าไฟเหลือไม่เกิน 4.20 บาทต่อหน่วย พร้อมเดินหน้าช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางใช้ไฟไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือน 17 ล้านราย ให้ใช้ไฟราคา 3.99 บาทต่อหน่วย ใช้งบกลาง 2567 อุดหนุนเกือบ 2,000 ล้านบาท
ทั้งดีเซลและค่าไฟจึงถือเป็นของขวัญปลอบประโลมประชาชน ยังเผชิญราคาแพงมาตลอดทั้งปี 2566

