หน้าแรก การเมือง ชูศักดิ์ โต้ค...

ชูศักดิ์ โต้คสช. ทหารเคยยืนข้างม็อบ-บีบรบ.ลาออก ชี้ จะปรองดอง เป็นแค่ฝ่ายอำนวยการ

21.01.17 | 15:50 น.
ชูศักดิ์ ศิรินิล (แฟ้มภาพ)

“ชูศักดิ์” ชี้ อย่าปฏิเสธว่าทหารไม่ใช่คู่ขัดแย้ง ระบุ เมื่อจะทำเรื่องปรองดองในฐานะผู้คุมอำนาจก็ควรเป็นเพียงฝ่ายอำนวยการจัดให้มีกรรมการที่เป็นกลางมาทำจะประสบความสำเร็จกว่า


เมื่อวันที่ 21 มกราคม นายชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะในฐานะหนึ่งในห้าคณะกรรมการศึกษาและติดตามเรื่องการปรองดอง พรรคพท. กล่าวถึงกรณีที่มีข้อเรียกร้องจากหลายภาคส่วนขอให้ทหารได้ร่วมลงนามเอ็มโอยูว่าจะไม่รัฐประหารอีก แต่ทางทหารปฏิเสธไม่เซ็นโดยระบุว่าทหารไม่ใช่คู่ขัดแย้ง และเหตุที่ทหารปฏิวัติเพราะประชาชนเห็นชอบ ทหารจึงมีความชอบธรรมที่จะทำเรื่องปรองดอง ว่า ตนเห็นว่าข้ออ้างของแกนนำคสช. น่าจะเป็นความเข้าใจผิด และหลงตัวเอง เพราะแท้จริงแล้วเหตุการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ทหารถือว่ามีส่วนสำคัญที่ทำให้ความขัดแย้งในสังคมขยายวงกว้างและซึมลึกมากขึ้น จะเห็นได้จากตั้งแต่ปี 2549 ที่ทหารทำการรัฐประหารรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ช่วงปี 2551 ทหารก็ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐบาลเพื่อช่วยระงับยับยั้งกลุ่มผู้ชุมนุมที่ยึดสนามบินและสถานที่ราชการ ซึ่งเข้าใจได้ว่าทหารยืนข้างม็อบ และมีการบีบคั้นรัฐบาลให้ลาออก หลังการเปลี่ยนขั้วทางการเมืองเมื่อปี 2552 ทหารก็ถูกตั้งข้อสงสัยว่าอยู่เบื้องหลังการจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร ถัดมาอีกหนึ่งปีในปี 2553 ทหารก็นำกำลังเข้าสลายผู้ชุมนุมกลุ่ม นปช. จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก มาในปี 2556 ในเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองเพื่อล้มรัฐบาลครั้งใหญ่ ทหารก็ถูกตั้งข้อสงสัยว่าเข้าข้างและช่วยเหลือม็อบและไม่ฟังคำสั่งจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง จนเหตุการณ์บานปลาย แล้วทหารก็อ้างเหตุผลในการทำรัฐประหารอีกครั้ง

จึงเห็นได้ว่า การที่ทหารวางตัวไม่เป็นกลางในทางการเมืองและเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนนั้น ถือเป็นการช่วงชิงอำนาจทางการเมือง ย่อมทำให้ฝ่ายประชาชนที่สนับสนุนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเกิดความรู้สึกที่ไม่ดีต่อทหาร แม้ส่วนใหญ่จะไม่กล้าออกมาต่อต้านเพราะเกรงกลัวอำนาจทหาร แต่ก็มีคนจำนวนหนึ่งได้ออกมาต่อสู้กับอำนาจทหารจนถูกดำเนินคดีไปจำนวนมากจากคำสั่งและประกาศคณะรัฐประหาร จากรายงานการศึกษาของคอป.ก็ระบุไว้ชัดเจนว่า การแทรกแซงทางการเมืองของกองทัพและทหารโดยเฉพาะการรัฐประหารส่งผลให้สังคมไทยขาดโอกาสเรียนรู้ที่จะจัดการความขัดแย้งทางการเมืองตามครรลองแห่งระบอบประชาธิปไตยโดยเหตุนี้คอป.จึงขอเรียกร้อง ให้กองทัพและผู้นำกองทัพวางตัวเป็นกลาง งดเว้นการก่อการรัฐประหารไม่ยุ่งเกี่ยวทางการเมืองและไม่แทรกแซงทางการเมืองอย่างเคร่งครัดไม่ว่าในทางใด ดังนั้น จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าทหารถือเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรง ในความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ส่วนที่อ้างว่าทหารทำการปฏิวัติเพราะประชาชนเห็นชอบนั้น ก็เป็นความคิดที่หลงตัวเองอย่างมาก เพราะคนโดยส่วนใหญ่ไม่มีใครอยากให้เกิดการรัฐประหาร แต่ที่ไม่ออกมาต่อต้านเพราะไม่อยากมีเรื่องเดือดร้อนเท่านั้น การที่ คสช. หรือรัฐบาลทำโพลสำรวจความคิดเห็นประชาชนและนำผลสำรวจดังกล่าวมาชื่นชมผลงานตนเองนั้น เห็นว่า การบริหารประเทศนั้นไม่ใช่บริหารโดยอาศัยโพล แต่ต้องใช้ความรู้ความสามารถและมองถึงความเป็นจริงที่เกิดขึ้นเป็นหลัก ดังนั้น การจะสรุปว่าประชาชนให้ความเห็นชอบกับการทำรัฐประหารนั้น จึงเป็นข้อสรุปที่เข้าข้างตนเองและไม่สมเหตุสมผล

นายชูศักดิ์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตามเมื่อ คสช.เข้ามาบริหารประเทศ ควบคุมอำนาจไว้ได้และอ้างเหตุผลหนึ่งในการรัฐประหารว่าต้องการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ให้เกิดขึ้น และเรียกร้องให้คู่ขัดแย้งทุกฝ่ายทำเอ็มโอยูร่วมกัน ทหารเองก็ควรจะต้องลงนามร่วมด้วยในนามของกองทัพ เพื่อเป็นหลักประกันว่าในอนาคตต่อไปจะต้องปล่อยให้การเมืองได้แก้ปัญหาไปตามกระบวนการของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย จะไม่ใช่กำลังเข้าแทรกแซงยึดอำนาจอีกต่อไป ทั้งนี้ เพื่อเป็นหลักประกันว่าการสร้างความสามัคคีปรองดองนั้น ได้ดำเนินการไปอย่างครอบคลุมกับคู่ขัดแย้งทุกฝ่าย การที่คสช.เข้ามาดำเนินการเรื่องการปรองดองครั้งนี้จึงต้องตระหนักว่าตนเองคือคู่ขัดแย้งและมีส่วนสำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหาขึ้น การแสดงออกของการปรองดองอันหนึ่งก็คือการให้ความร่วมมือ แต่เราก็ควรจะมีสิทธิท้วงติงเสนอแนะได้ เพราะการปรองดองมิใช่การรับฟังคำสั่ง เราจึงเสนอแนะว่าคสช.ควรจะได้ทำตัวเป็นเพียงผู้จัดให้มีกระบวนการปรองดองขึ้น ส่วนวิธีการทั้งหลายควรมอบให้สถาบัน องค์กรหรือคณะบุคคลที่มีความเป็นกลาง มีความเป็นมืออาชีพ มีความเป็นธรรม ให้เขามีอำนาจตามก.ม. หากเป็นได้เช่นนี้แล้วก็คงจะมีแสงสว่างเรื่องความปรองดองเกิดขึ้นได้บ้าง

Advertisement