หน้าแรก การเมือง ชัยธวัช ซัดรบ...

ชัยธวัช ซัดรบ.รวมเฉพาะกิจ ตั้งครม.-งบผิดฝาผิดตัว จากคิดใหญ่ทำเป็น กลายเป็นคิดไปทำไป

3.01.24 | 12:20 น.

‘ชัยธวัช’ ฉะ รัฐบาลรวมการเฉพาะกิจ แบ่งกินแบ่งใช้ เพื่อวาระแก้วิกฤตชนชั้นนำ เย้ย ‘เพื่อไทย’ คิดใหญ่ทำเป็น กลายพันธุ์เป็นคิดไปทำไป เศร้าใจ หลังปฏิวัติ 49 ยุทธศาสตร์จัดสรรงบ เปลี่ยนแปลง อัด นายกฯ คนก่อนก็อ่านแถลงสวยหรูเช่นนี้ เหน็บ ดูในแผนรายกระทรวงเหมือนเป็นเหล้าใหม่ในขวดเก่า ย้ำ จัดงบแบบเบี้ยหัวแตก สะเปะสะปะ ไม่มียุทธศาสตร์

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 3 มกราคม ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่เป็นประธานที่ประชุมวาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 วงเงิน 3.48 ล้านล้านบาท

จากนั้นเวลา 11.30 น. นายชัยธวัช ตุลาธน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร อภิปรายภาพรวมของงบประมาณว่า วันนี้ตนฟังนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อ่านคำแถลงประกอบร่าง พ.ร.บ.งบฯ ทำให้นึกถึงบรรยากาศวันที่นายกรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เพราะเต็มไปด้วยข้อความสวยหรูทุกด้าน และนายกรัฐมนตรีคนก่อนหน้านี้ก็มาอ่านเช่นนี้ เอาภารกิจของทุกหน่วยงานมาเรียบเรียงแล้วบอกว่ารัฐบาลจะทำอย่างไร แล้วผลเป็นอย่างไร สวยหรูเหมือนที่แถลงไว้หรือไม่ ทั้งนี้ วันที่ 11 กันยายน 2566 วันที่นายกรัฐมนตรีแถลงนโยบายก็บรรยากาศแบบนี้ เพิ่มเติมคือมีตัวเลขรวมมาให้ในแต่ละยุทธศาสตร์ แต่หากไปดูเนื้อในแล้วกลับเลื่อนลอย จับต้องไม่ได้ สะเปะสะปะ ไม่มียุทธศาสตร์ ไม่มีลำดับความสำคัญ

โดยในวันนั้นนายกรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภาและระบุว่าประเทศไทยเผชิญกับวิกฤต 3 ด้านคือเศรษฐกิจ รัฐธรรมนูญ และความขัดแย้งในสังคม และเพื่อแก้ปัญหา สร้างความพร้อม และวางรากฐานอนาคตให้กับคนไทยทุกคน รัฐบาลมีกรอบนโยบายในการบริหารและพัฒนาประเทศตามกรอบความเร่งด่วน ได้แก่ กรอบระยะสั้น รัฐบาลมีความจำเป็นที่จะต้องกระตุ้นการใช้จ่าย จุดประกาย ให้เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจกลับมาเติบโตอีกครั้ง ประกอบกับการเร่งแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ของประชาชนอย่างเร่งด่วนและรวดเร็ว

นายชัยธวัชกล่าวต่อว่า ส่วนกรอบระยะกลางและระยะยาว รัฐบาลจะเสริมขีดความสามารถให้กับประชาชนผ่านการสร้างรายได้ ลดรายจ่าย สร้างโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับประชาชนทุกคน ซึ่งในวันแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ฝ่ายค้านได้อภิปรายวิพากษ์วิจารณ์ว่า นโยบายของรัฐบาลชุดนี้ไม่เหมือนกับที่เคยหาเสียงเอาไว้ หรือไม่มีความชัดเจน ไม่มีรูปธรรมที่จับต้องได้ แต่วันนั้นนายกรัฐมนตรีบอกว่าให้รอดูแผนรายกระทรวง จะมีความชัดเจนแน่นอน ซึ่งเมื่อตามไปดูแผนรายกระทรวงก็พบว่ามีปัญหาคือ ไม่ได้มีตัวชี้วัดชัดเจน ไม่สามารถวัดความสำเร็จของนโยบายได้จริง หรือไม่เกี่ยวข้องกับเป้าหมายทางนโยบาย เมื่อมาดูไส้ในของแผนงานเหล่านั้นพบว่าส่วนใหญ่เป็นโครงการเดิมๆ ที่กระทรวงทำอยู่แล้วทุกปี เป็นเหล้าเก่าในขวดใหม่ บ้างก็ยัดโครงการประจำของกระทรวง เข้ามาในแนวนโยบายที่รัฐบาลจะทำ ค่อนข้างปะปนกันระหว่าง สิ่งที่รัฐบาลใหม่จะทำ กับสิ่งที่เป็นงานประจำที่หน่วยงานทำอยู่แล้วทุกปี

Advertisement

นายชัยธวัชกล่าวด้วยว่า ต่อมาวันที่ 13 กันยายน 2566 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติสั่งทบทวนร่าง พ.ร.บ.งบปี 67 ใหม่ และเห็นชอบการปรับปรุงปฏิทินงบประมาณ พร้อมทบทวนแนวทางการจัดทำงบประมาณและยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 ใหม่ รัฐบาลใช้เวลา 3 เดือนในการปรับปรุง พ.ร.บ.งบประมาณ ซึ่งคาดว่าจะนำไปสู่การจัดสรรงบใหม่ เพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนนโยบายใหม่ แต่สุดท้ายหน้าตาของร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฉบับนี้กลับไม่ต่างไปจากเดิม

ทั้งนี้ ในวันแถลงนโยบาย นายกรัฐมนตรีบอกว่ามีนโยบายเร่งด่วน ซึ่งควรสะท้อนอยู่ในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณนี้ แต่กลับต้องผิดหวัง เช่น เรื่องของการแก้ปัญหาหนี้สินทั้งในภาคเกษตร ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน แม้จะมีในคำแถลง แต่หากดูเนื้อในของร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฉบับนี้ จะพบว่าเป็นการจัดสรรงบประมาณที่ไม่ได้ตอบโจทย์อะไรเลย หัวข้ออาจจะสวยหรู แต่ไส้ในตอบไม่ได้ว่าจะบรรลุเป้าหมายอย่างไร หรือแม้กระทั่งนโยบายที่บอกว่าจะให้คนไทยได้มีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ซึ่งน่าจะต้องทำประชามติถึง 1-2 ครั้งในปีนี้ แต่รัฐบาลก็ไม่ได้ตั้งงบเอาไว้รอ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ของบไป 2,000 ล้าน แต่ได้มาแค่ประมาณ 1,000 ล้าน ส่วนนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตที่ตอนแถลงนโยบายบอกว่าจะไม่กู้ จะบริหารจากงบปกติ แต่วันนี้ชัดเจนแล้วว่าไม่มีการตั้งงบใดๆ ไว้ในร่าง พ.ร.บ.งบ 67  เราคงต้องว่ารัฐบาลจะสามารถเสนอ พ.ร.บ.เงินกู้เข้าสู่สภาได้หรือไม่

ชมคลิป

นายชัยธวัชกล่าวอีกว่า หากเราดูภาพรวมของร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฉบับนี้ จะพบว่าเป็นงบประมาณแบบเบี้ยหัวแตก สะเปะสะปะ ไม่มียุทธศาสตร์ เหมือนทำงานอย่างไม่มีวาระเป้าหมายชัดเจน บางเรื่องหน้าปกอาจจะดูดี แต่พอเข้าไปดูไส้ในแล้ว พบว่าไม่ได้ยึดโยงกับเป้าหมายทางนโยบาย ส่วนใหญ่เป็นโครงการเดิมๆ แต่เอามาเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนปกใหม่แบบมั่วๆ โครงการเก่าๆ เดิมๆ แต่เอามาโยงให้เข้ากับเป้าหมายใหม่ แถมนับรวมทุกรายจ่ายแล้วมาเคลมว่าเป็นงบสำหรับการลงทุนใหม่ของรัฐบาลใหม่ ที่ชอบทำกันมากที่สุดคือ งบตัดถนน กลายเป็นโครงการวิเศษที่สามารถตอบโจทย์ได้ทุกยุทธศาสตร์

และเราพบว่ามี 200 โครงการใหม่ จากทั้งหมด 2,000 โครงการ ซึ่งโครงการใหม่ส่วนใหญ่เกิดจากหน่วยงานใหม่ที่ตั้งขึ้นมาก่อนที่จะมีรัฐบาลใหม่ เป็นโครงการที่หน่วยงานราชการเสนอขึ้นมา ไม่ใช่การผลักดันเพื่อขับเคลื่อนวาระใหม่ของรัฐบาล โครงการใหม่จริงๆ ที่สะท้อนวาระของรัฐบาลจึงมีน้อยมาก

รวมถึงมีการคาดการณ์รายได้เกินจริงประมาณแสนล้านบาท เพื่อที่จะเพิ่มแผนรายจ่ายได้สูงขึ้น ขณะเดียวกันกลับตั้งงบรายจ่ายที่ต้องใช้แน่ๆ หรือคาดการณ์ได้ว่าต้องจ่ายไว้ไม่พอ เช่น บำเหน็จบำนาญ เงินเดือนราชการ งบสวัสดิการ นโยบายเพิ่มเงินเดือนราชการ 10%  ค่าชดเชยภาษีรถ EV  ค่าไฟชดเชยหนี้ กฟผ. จากนโยบายลดค่าไฟ งบซอฟต์เพาเวอร์ที่โฆษณาไว้ว่าจะลงงบกว่า 5,000 ล้าน สุดท้ายก็ต้องปัดไปเป็นรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลังในปีถัดไป และปัดเป็นงบกลาง ด้วยสถาพเช่นนี้ เราจึงมองไม่เห็นวาระเป้าหมายของรัฐบาลผ่านการจัดทำ พ.ร.บ.งบประมาณฉบับนี้ แน่นอนว่าการจะบรรลุนโยบายเป้าหมายนั้น ไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณเยอะเสมอไป เป็นนโยบายที่ไม่ใช่งบประมาณ หรือ non-budget policy ได้ เช่น รัฐบาลแถลงนโยบายเร่งด่วนว่า จะสร้างความชอบธรรมในการบริหารราชการแผ่นดินด้วยการฟื้นฟูหลักนิติธรรม แต่วันนี้ไม่แน่ใจแล้วว่า รัฐบาลกำลังจะทำให้สถานการณ์เรื่องระบบนิติธรรมนิติรัฐเลวร้ายลงไปอีกหรือไม่ เพราะสังคมกำลังถูกตอกย้ำให้อยู่กับกระบวนการยุติธรรมแบบสองมาตรฐาน ถูกตอกย้ำว่าพวกเราต้องยอมรับอยู่ในกฎหมายหรือเรือนจำที่มีไว้ใช้สำหรับประชาชนสามัญที่ไม่ได้มีอำนาจ บารมี หรือเงินทองเท่านั้น

“ปัญหาของ พ.ร.บ.งบประมาณ ยังสะท้อนปัญหาที่ใหญ่กว่านั้นคือ ที่เรามองไม่เห็นวาระเป้าหมายของรัฐบาลผ่านการจัดทำพ.ร.บ.งบประมาณฉบับนี้ สะท้อนให้เห็นว่า เอาเข้าจริงแล้วรัฐบาลชุดนี้เป็นเพียงรัฐบาลรวมการเฉพาะกิจที่ไม่ได้มีวาระเป้าหมายทางนโยบายที่จะขับเคลื่อนร่วมกัน เป็นการรวมการเฉพาะกิจเพื่อแบ่งปันอำนาจกัน แบ่งกันกินแบ่งกันใช้ชั่วคราว เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจึงเห็นการจัดตั้ง ครม.แบบผิดฝาผิดตัวเต็มไปหมด เพราะไม่ได้แบ่งงานกันตามวาระเป้าหมาย แต่แบ่งกันตามโควตาทางการเมือง วางเจ้ากระทรวงไม่ถูกกับงาน พรรคแกนนำรัฐบาลที่ควรจะมีเป้าหมายในการผลักดันเรือธงให้ได้ก็ไม่ได้วางคนไปบริหารกระทรวง กรม หรือหน่วยงานอย่างบูรณาการ ดังนั้น เราจึงเห็นการแถลงนโยบายของรัฐบาล การกำหนดแผนงานรายกระทรวง ตลอดจนการจัดสรรงบประมาณอย่างที่ได้กล่าวมา วันนี้จากที่เคยบอกว่าคิดใหญ่ทำเป็น บางวันก็กลายเป็นคิดไปทำไป คิดสั้นไม่คิดยาวบ้าง หรือไม่ก็คิดอย่างทำอย่างก็มี” นายชัยธวัชกล่าว

นายชัยธวัชกล่าวต่อว่า หากการจัดตั้งรัฐบาลชุดนี้จะมีวาระร่วมกันจริงๆ ก็คงเป็นวาระเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตทางอำนาจของชนชั้นนำ เพราะสภาวะการเข้าสู่อำนาจของรัฐบาลชุดนี้ ได้แสดงออกอย่างโจ่งแจ้งว่า นี่เป็นการรวมตัวกันเพื่อรักษาสภาวะเดิมของสังคมไทยเอาไว้ เป็นการรวมตัวกันเพื่อพยายามฝืนความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย เป็นการรวมตัวกันเพื่อปกป้องพลังทางสังคมแบบจารีต และต่อต้านพลังทางสังคมใหม่ๆ ที่ต้องการอนาคตที่ดีกว่านี้ อย่างไรก็ตาม ก่อนการรัฐประหาร 2549 สังคมไทยได้มีโอกาสได้เห็นความพยายามของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และเป็นความหวังแห่งความเปลี่ยนแปลง

โดยผู้นำทางการเมืองในขณะนั้นเล็งเห็นว่า หากประเทศไทยจะเจริญก้าวหน้ากว่านี้ได้ จำเป็นต้องปฏิรูประบบงบประมาณ ระบบรัฐราชการ และกระบวนการกำหนดนโยบายที่ล้าสมัยและไม่มีประสิทธิภาพ เราจึงเห็นว่ามีความพยายามที่จะเปลี่ยนระบบงบประมาณ ที่เดิมงบประมาณส่วนใหญ่อยู่ภายใต้การควบคุมของระบบราชการในกระทรวงต่างๆ  มาเป็นระบบงบประมาณที่มุ่งเน้นผลงานตามยุทธศาสตร์ของรัฐบาลอย่างแท้จริง ทว่าหลังการรัฐประหารในปี 2549 เป็นต้นมา รัฐราชการและชนชั้นนำจารีตได้กลับมาควบคุมสังคมไทยอีกครั้ง เราจึงไม่เห็นเจตจำนงและความพยายามของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ในการปฏิรูปรัฐไทยอย่างจริงจังอีกครั้ง เพราะพลังทางการเมืองที่เคยเป็นพลังใหม่ เคยเป็นพลังแห่งการเปลี่ยนแปลง ปัจจุบันกลับเข้าไปร่วมสมาคมเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจเก่าแล้ว

ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ที่เรากำลังพิจารณาอยู่ก็สะท้อนสภาวะการเมืองที่เป็นจริงอันนี้ ในฐานะฝ่ายค้านอยากสื่อสารไปยังรัฐบาลว่าเราไม่สามารถอยู่กันแบบเดิมๆ ได้อีกแล้ว รัฐบาลทราบดีว่าหลังรัฐประหาร 2 ครั้งระบบรัฐราชการรวมศูนย์ของไทยกลับมาเติบโตขึ้นอีกครั้ง เรารู้อยู่แล้วว่าเราจะเดินไปสู่อนาคตที่ดีกว่านี้โดยพยายามไม่ปฏิรูปรัฐไทยอย่างจริงจังและงบประมาณไม่ได้อีกแล้ว เพราะไม่ตอบโจทย์ของสังคมและความคาดหวังของคนไทย

เราไม่อยากเห็น พ.ร.บ.งบประมาณที่ไม่เปลี่ยนแปลงอีกแล้ว แม้จะเป็นฝ่ายค้านแต่ก็พร้อมสนับสนุนรัฐบาลในการปฏิรูประบบราชการ ระบบงบประมาณครั้งใหญ่ เพราะมีความสำคัญต่อการสร้างอนาคตร่วมกัน และขอให้ ฝ่ายบริหารเปิดใจรับฟังข้อเสนอแนะ ข้อวิพากษ์วิจารณ์ของพวกเรา ด้วยหวังว่าการพิจารณางบประมาณของสภา จะเป็นประโยชน์กับประชาชนมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แม้เราจะผิดหวังกับร่าง พ.ร.บ.งบฯ ฉบับนี้อย่างถึงที่สุดก็ตาม