‘พงศ์เทพ’ ชี้ ปรองดองอย่ารวบรัด หวั่นจะยิ่งไม่ปรองดอง หน่วยงานกับบุคลากรยุติธรรมภาพลักษณ์ไม่เป็นกลาง ไม่ควรมาเกี่ยวข้องกับคดีขัดแย้ง ระบุใครจะลงนาม MOU หรือไม่ อยู่ที่ใจ
นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรองนายกฯ ในฐานะหนึ่งในห้าคณะกรรมการศึกษาและติดตามเรื่องการปรองดอง พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดองของรัฐบาลว่า เชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่อยากเห็นการปรองดองที่แท้จริงเกิดขึ้น อยากให้สังคมไทยที่แตกแยกกลับมาอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ท่ามกลางการบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคเท่าเทียม กลไกและบุคลากรของกระบวนการยุติธรรมใช้อำนาจด้วยความเป็นกลางและเป็นธรรม ส่วนแนวทางและวิธีการขั้นตอนที่จะทำ ตนไม่ไปก้าวล่วงเพราะทางรัฐบาลและ คสช.คงมีการตั้งคณะกรรมการเข้ามาดำเนินการแล้ว และเห็นด้วยที่นายกรัฐมนตรียืนยันว่ารัฐบาลจะอำนวยความสะดวกและจะพยายามทำเรื่องนี้ให้สำเร็จ ขณะที่พรรคเพื่อไทยเคยระบุแล้วว่าพร้อมที่จะปรองดองเช่นเดียวกับคนไทยส่วนใหญ่ และในสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็เคยเชิญหลายฝ่ายมาหารือเช่นกัน แต่เรื่องการปรองดองต้องใช้เวลา เพราะหากไปเร่งรัดจะกลายเป็นว่าจากที่ปรองดองจะยิ่งทำให้เกิดไม่ปรองดอง
“การปรองดองต้องให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบที่มาร่วมพูดคุยต้องอยู่ภายใต้บรรยากาศปรองดองในการใช้อำนาจของผู้มีอำนาจ ใช้หลักนิติธรรม โดยที่องค์กรและบุคลากรยุติธรรมที่มีภาพลักษณ์ที่ไม่เป็นกลางไม่ควรจะเข้ามาเกี่ยวข้องในคดีที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง ซึ่งผมเห็นว่าเรื่องนี้ต้องใช้เวลา อย่ารวบรัด ควรศึกษาและแสวงหาความจริงของปัญหา จากทั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ต่อเนื่องจากเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2553 จนถึงปัจจุบัน และจากรายงานของสถาบันพระปกเกล้าฯ เป็นต้น ต้องยอมรับว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย หากไปรีบเร่งอาจจะนำไปสู่ความไม่ปรองดองได้” นายพงศ์เทพกล่าว
เมื่อถามถึงข้อสังเกตที่การปรองดองอาจไม่สำเร็จเพราะหลายฝ่าย ทั้งทหารมีเงื่อนไขไม่ลงนามเอ็มโอยูไม่รัฐประหาร และบางกลุ่มการเมืองต้องการหารือแต่ไม่ลงนามยุติขัดแย้ง นายพงศ์เทพกล่าวว่า ไม่ขอพูดว่าใครเกี่ยวข้องบ้าง แต่การจะปรองดองทุกคนที่เกี่ยวข้องกับปัญหาต้องมาคุยกัน ถ้าไม่เข้ามาก็ปรองดองได้ยาก ส่วนการจะลงนามหรือไม่นั้นมันขึ้นอยู่ที่ใจ กติกาของการจะสงบสุขและปรองดองกันได้คนส่วนใหญ่ต้องเห็นด้วยว่าจะอยู่ร่วมกันได้ หากไปลงนามทั้งในเอกสารโดยที่ไม่รู้สึกเห็นด้วยจริง ไม่สำนึกจริง ก็ไม่มีประโยชน์ เนื่องจากความขัดแย้งในไทยซับซ้อนกว่าต่างประเทศมาก ไม่ใช่แค่เรื่องของคนสองฝ่ายคิดต่างกันเท่านั้น เรื่องนี้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องคงตั้งคณะกรรมการกลางขึ้นมาเพื่อกำหนดวิธีการและหาวิธีที่จะออกจากความขัดแย้งต่อไป บางเรื่องออกมาพูดในเวลานี้แล้วคนไม่เอาด้วยก็ต้องมีวิธีที่หนึ่งสองสามสี่ พอเวลาล่วงไปคนอาจจะเห็นด้วยในสิ่งที่พูดไปตอนแรกก็เป็นได้ แต่ที่สำคัญคือการขับเคลื่อนเพื่อแก้ปัญหาอย่างจริงจัง

