หน้าแรก การเมือง เศรษฐา มอบนโย...

เศรษฐา มอบนโยบาย จัดงบ’68 ตั้งเป้าจีดีพี 5% ลั่น ต้องครอบคลุมทุกด้าน พร้อมเดินหน้าปชต.

12.01.24 | 17:07 น.

‘นายกฯ’ มอบนโยบาย จัดงบประมาณปี’68 ตั้งเป้าจีดีพีโต 5% ใน 8 กลุ่มเป้าหมายครอบคลุมเศรษฐกิจ-พลังงาน-สังคม-เกษตรฯ เดินหน้าปชต.-แก้ รธน. ให้ตั้งงบอย่างเหมาะสม ให้เวลาจัดทำคำของบ 68 ถึง 2 ก.พ.67

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 12 มกราคม ที่ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ ชั้น 1 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพค เมืองทองธานี นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เป็นประธานพิธีเปิดโครงการประชุมสัมมนาการมอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 มี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พลังงาน พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้ว่าราชการจังหวัด เข้าร่วมพร้อมเพรียง

นายเศรษฐากล่าวว่า ขอมอบนโยบายและกรอบแนวทางการจัดทํางบประมาณรายจ่ายประจําปี 2568 ให้กับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดําเนินการตามนโยบายสําคัญของรัฐบาลที่ต่อเนื่องจากงบประมาณรายจ่าย ประจําปี 2567 ในช่วงการบริหารราชการแผ่นดินที่ผ่านมา ได้เดินหน้าในการแก้ไขปัญหาของประชาชนและประเทศ เพื่อสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจ เพิ่มความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน ดึงดูดนักท่องเที่ยวโดยมุ่งเน้นการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส ดูแลคุณภาพชีวิตและความมั่นคงให้กับประชาชนทุกคน

โดยรัฐบาลเข้ามาบริหารในช่วงที่ประเทศประสบความท้าทาย ในเรื่องความสามารถในการผลิตและการแข่งขัน ปัญหาการส่งออกชะลอตัวลง ภูมิรัฐศาสตร์โลกใหม่ที่มีความไม่แน่นอนสูง และรับมือกับผลกระทบ ทั้งจากภัยพิบัติและมลพิษที่รุนแรงขึ้น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ปัญหาสุขภาพ ที่ทําให้เกิดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล การเข้าสู่สังคมสูงวัย ปัญหาสวัสดิการภาครัฐที่เพิ่มสูงขึ้น จนเป็นภาระการเงินการคลังของประเทศ มีกลุ่มเปราะบางที่ตกหล่น ภาระหนี้ของทั้งภาครัฐและเอกชนพุ่งสูงขึ้น ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสูงขึ้น การจัดเก็บรายได้ของรัฐเทียบกับจีดีพี ลดลงอย่างต่อ เนื่องอัตราภาษีที่ยังขาดความเป็นธรรม รวมถึงปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น และยาเสพติด ที่ทวีความรุนแรงขึ้น จนทําลายความเชื่อมั่นของประชาชนและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

Advertisement

จากข้อมูลพบว่า รายได้ต่อหัวของพี่น้องคนไทย เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน อย่าง สิงคโปร์ บรูไน มาเลเซีย เราต่ำกว่าเขาตลอด อันดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศก็แทบไม่ขยับ ขณะที่แรงงานจํานวนมากอยู่ในภาคเกษตร มีผลิตภาพต่ำและประสบปัญหาสูงวัย ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินทํากิน เข้าไม่ถึงระบบชลประทานและแหล่งน้ำ ครัวเรือนเกษตรติดกับดักหนี้ที่เกินศักยภาพที่จะชําระได้

รวมทั้งยังไม่ได้ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการเพิ่มผลผลิต สร้างมูลค่า และลดปัญหาสิ่งแวดล้อม ขณะที่ปัญหาฝุ่น PM2.5 โดยเฉพาะในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล มีแนวโน้มสูงขึ้นในช่วงต้นปีและปลายปีของทุกปี ส่งผลให้เกิดความแห้งแล้งและปริมาณฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐานในหลายพื้นที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน และส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวเศรษฐกิจ และสังคม ปัญหาเหล่านี้ต้องการการแก้ไขอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ ผ่านการดําเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล

นายเศรษฐากล่าวว่า ขอให้ทุกหน่วยงานยึดตามนโยบายที่แถลงไว้ต่อรัฐสภาเป็นหลัก โดยนโยบายที่ดําเนินการภายใต้รัฐบาลนี้ จะต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนจับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ประชาชนสบายใจได้ว่าภาษีของพวกถูกใช้ในการสร้างประโยชน์ให้กับประเทศ แม้ 4 เดือนที่ผ่านมาจะเป็นระยะเวลาที่ไม่นาน แต่รัฐบาลดําเนินนโยบายหลายประการบนงบประมาณไปพลางก่อนและอีกหลายนโยบายที่ผลักดันโดยไม่ต้องใช้งบประมาณ

ซึ่งนโยบายที่สําคัญด้านเศรษฐกิจ จะครอบคลุม 8 กลุ่ม ได้แก่ 1.พลังงาน 2.เกษตร 3.ท่องเที่ยว 4.โครงสร้างพื้นฐาน 5.การดึงดูดการลงทุน 6.การทูตเชิงรุกและการค้าชายแดน 7.Soft Power และ 8.ค่าแรงขั้นต่ำ โดยเป้าหมายของตนยังชัดเจนเหมือนเดิม คือเศรษฐกิจประเทศไทย 4 ปีจะต้องโตเฉลี่ย 5% ให้ได้

โดยเป้าหมายด้านพลังงานของรัฐบาล คือ จะต้องทําให้คนไทยเข้าถึงแหล่งพลังงาน ไฟฟ้า น้ำมัน เชื้อเพลิงหุงต้ม ที่ราคาถูกและสนับสนุนพลังงานสะอาดให้มากขึ้น และจะต้องดูโครงสร้างตั้งแต่ต้นน้ำ เช่น การลดการพึ่งโรงไฟฟ้าพลังงานฟอสซิล รับซื้อไฟฟ้าพลังงานสะอาดที่ราคาต่ำ ยันปลายน้ำ เช่น การผลักดันอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสะอาด ส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ในบ้านผ่าน การทํา Net-metering ให้สําเร็จ เป็นต้น โดยจะหากลไกที่ทําให้ราคาค่าไฟถูกลง ในขณะที่เป็นไฟฟ้าที่สะอาดขึ้น เพื่อมุ่งหน้าไปสู่อนาคตสีเขียว

ด้านเกษตรจะทําให้เกษตรกรมีรายได้สุทธิมากขึ้น 3 เท่า ใน 4 ปีนี้ ต้องทําตั้งแต่ ดิน น้ำ พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ ตลาด เงินทุน เทคโนโลยี และการแปรรูป ครบวงจร ปีที่ผ่านมาได้ช่วยค่าเก็บเกี่ยว ไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 20 ไร่ หรือครัวเรือนละไม่เกิน 20,000 บาท กว่า 54,336 ล้านบาท ช่วยเหลือชาวไร่อ้อย ตัดอ้อยสด ลด PM2.5 120 บาทต่อตัน มีชาวไร่อ้อยที่ และพักหนี้เกษตรกร ที่มีหนี้ไม่เกิน 3 แสนบาท

สนับสนุนแหล่งเงินทุนและทรัพยากรที่เหมาะสมในการประกอบอาชีพ และในระยะยาวขอให้นําหลักการ ตลาดน้ำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ เพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่ เพิ่มคุณภาพผลผลิต และลดต้นทุนการผลิต บริหารจัดการ แปลงเกษตรด้วยนวัตกรรมเกษตรแม่นยํา บริหารจัดการน้ำให้เกิดความสมดุล มีประสิทธิภาพเพื่อการอุปโภคบริโภค แก้ไขปัญหาภัยแล้งและป้องกันอุทกภัยที่จะเกิดขึ้นต่อพื้นที่การเกษตรและพื้นที่เศรษฐกิจ รวมถึงการแปลง สปก.ให้เป็นโฉนด ทําให้เกษตรกรเลี้ยงตัวเองได้อย่างมีศักดิ์ศรี โดยไม่ต้องรอความ ช่วยเหลือจากภาครัฐ สร้างความเข้มแข็งตั้งแต่ระดับครัวเรือนไปจนถึง ระดับประเทศ

นายกฯกล่าวว่า นอกจากนั้น การท่องเที่ยวเป็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่สําคัญ รัฐบาลมีเป้าหมายรายได้ จากการท่องเที่ยว 3 ล้านล้านบาท มุ่งให้ไทยเป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ทําให้นักท่องเที่ยวอยู่นานขึ้น และใช้จ่ายต่อหัวมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม ลูกค้าที่มีกําลังซื้อสูง กลุ่มลูกค้าสูงอายุ กลุ่มพํานักระยะยาว กลุ่ม Digital Nomad และต้องทําให้อยู่ได้อย่างถูกกฎหมาย โดยการเดินทางเข้า-ออก จากประเทศ ต้องสะดวก มีการจัดทํา Fast Track Visa ให้กับนักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมายเดินทางที่สะดวก เช่น เปิดสนามบินเชียงใหม่ 24 ชั่วโมง ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.ที่ผ่านมา และกําลังทดลองขยายเวลาปิดสถานบริการ และอาจต้องปรับแก้กฎหมายเพื่อขยายผลต่อในอีกหลายพื้นที่ ในปีนี้และปีถัดๆ ไป ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนการท่องเที่ยวและขยายผลไปยังเมืองรองมากขึ้น ประชาสัมพันธ์ทําข้อมูลให้เข้าถึงง่าย และกํากับดูแลความเรียบร้อย ความปลอดภัย ช่วยเหลือให้การเดินทาง จัดงานต่างเป็นเรื่องที่ง่าย One-stop service เพื่อจะส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็น High Season ตลอดทั้งปี

สำหรับเป้าหมายด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบโลจิสติกส์ รัฐบาลจะยังให้ความสําคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งทางถนน ทางราง ทางน้ำและทางอากาศ พร้อมรับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เชื่อมโยงเส้นทางการขนส่ง และการท่องเที่ยวสําคัญ ทั้งระบบขนส่งสาธารณะ และสิ่งอํานวยความสะดวก บัตรโดยสารร่วม และปรับปรุงและขยายสนามบินของประเทศไทย รวมถึงสร้างใหม่ในอีกหลายแห่ง เพื่อรองรับปริมาณเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้นในอนาคต และผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาคให้ได้ เพราะประเทศไทย มีจุดแข็งตําแหน่งพื้นที่ที่อยู่ใจกลางของภูมิภาค สภาพอากาศที่เป็นมิตร Facilities ที่รองรับแรงงานทักษะสูงที่จะเข้ามาช่วยพัฒนาประเทศ

และการเชื่อมต่อทางรางให้บูรณาการแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเข้ากับเส้นทางในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงกับจีนตอนใต้ และเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกและเขตเศรษฐกิจพิเศษอื่นพัฒนาระบบขนส่งทางรางเชื่อมระหว่างไทย สปป.ลาว และจีนที่จังหวัดหนองคาย พัฒนาร่องน้ำเศรษฐกิจแม่น้ำเจ้าพระยา น่าน ป่าสัก และให้ความสําคัญ คือโครงการ Landbridge ที่ใช้จุดแข็ง ของสภาพภูมิศาสตร์ที่เชื่อมทั้งสองฝั่งของมหาสมุทร เพื่อเปิดประตูการค้าสองฝั่งมหาสมุทรทางภาคใต้ที่จะทําให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง การค้าและคมนาคมที่สําคัญเสริมสร้างความเชื่อมโยงและ supply chain ในภูมิภาคให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเราจะเสริมความแข็งแกร่งของการขนส่งผ่านช่องแคบมะละกา และคาดว่าจะสร้างงาน 280,000 ตําแหน่ง คาด GDP โตขึ้นปีละ 5.5% ซึ่งโครงการนี้มีประโยชน์ต่อประเทศมหาศาลจึงขอให้ช่วยกันสนับสนุน

นอกจากนั้น นโยบายทางเศรษฐกิจที่หลากหลาย พัฒนาเศรษฐกิจใหม่ เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง AI การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ และใช้ประโยชน์จากสิทธิพิเศษการลงทุน และ EEC หามาตรการแก้ไขและช่วยประคองหนี้สินและต้นทุนทางการเงินสําหรับเอสเอ็มอี เพิ่มการค้ำประกันสินเชื่อให้เอสเอ็มอี จัดทํา Matching Fund พัฒนาบริการและผลิตภัณฑ์ทางการเงินและตลาดทุน ผลักดันประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางทางการเงินของภูมิภาค ที่ธนาคารนานาชาตินักลงทุนสถาบันบริษัท Fintech กองทุนระดับโลกและ กองทุนของคนไทย สามารถเชื่อมต่อกันได้อย่างไร้รอยต่อ ที่จะเชิญให้เข้ามาตั้งสํานักงานในประเทศไทย และมีเป้าหมายในการพัฒนาแหล่งพลังงานสีเขียว

เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมของไทยเป็นอุตสาหกรรมที่ลดการปล่อยคาร์บอน เสริมสร้างระบบการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า ให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า โดยใช้มาตรการจูงใจด้านภาษีและที่ไม่ใช่ภาษี ให้เงินอุดหนุนสําหรับการซื้อยานยนต์ไฟฟ้า และต้องดูแลอุตสาหกรรมยานยนต์สันดาปและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง ให้ปรับเปลี่ยนไปสู่สายการผลิตของยานยนต์แห่งอนาคตได้ ต้องขยายตลาดต่างประเทศให้กับนักลงทุนด้วย ต้องเจรจาการค้าให้มีจํานวนประเทศที่มี FTA เพิ่มขึ้น ใช้การทูตเชิงรุกเป็นการทํางานในมิติใหม่ของรัฐบาลนี้ ดําเนินกิจกรรมการทูตอย่างสมดุลเปิดประตูการค้าสู่ตลาดใหม่ เปิดประตูการค้าชายแดน 4 ด้าน 4 ประเทศ เมียนมา ลาว กัมพูชา และมาเลเซีย นํามาซึ่งความมั่งคั่ง และจะพัฒนาไปสร้างความมั่นคงให้กับพื้นที่รอบข้าง

ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2568 การใช้จ่ายภาครัฐจะมีบทบาทสําคัญในการสนับสนุนการ ดําเนินนโยบายของรัฐบาลทั้งระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมนโยบายทั้งหมดของรัฐบาลจะต้องอาศัยการทํางานบูรณาการกันเป็นอย่างมาก มีความเชื่อมโยงหลายส่วน การจัดทํางบประมาณ จะต้องขอให้สํานักงบประมาณช่วยคอยดูทั้งตัวชี้วัด งบประมาณที่ขอ เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน และต้องดูรายละเอียดเนื้อหาให้ถี่ถ้วนด้วยว่าตอบโจทย์ของรัฐบาลหรือไม่

ในปีงบประมาณ 68 จะเป็นการดําเนินการที่ต่อเนื่องจากปี’67 โดยช่วงเวลาการทํางานจะทับซ้อนกัน จึงขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่ให้ความร่วมมือในการดําเนินการ เพื่อผลักดันให้การจัดทํางบประมาณตอบโจทย์ความต้องการและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากที่สุด ทั้งนี้ เพื่อให้หน่วยงานสามารถจัดทําคําของบประมาณที่สอดคล้องกับจุดเน้นตาม นโยบายของรัฐบาลที่ต้องดําเนินการในปีงบประมาณ พ.ศ.2568 จํานวน 142 ประเด็น สํานักงบประมาณจึงอยู่ระหว่างดําเนินการนําเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อปรับปรุงปฏิทินงบประมาณ โดยขยายระยะเวลาการจัดส่งคําขอได้ถึงวันที่ 2 ก.พ.2567

อย่างไรก็ตาม สำหรับเรื่องการเมืองการปกครองและการบริหารราชการแผ่นดิน โดยนโยบายที่สําคัญในกลุ่มนี้จะประกอบด้วย 3 กลุ่ม คือ 1.การปลดล็อกกฏระเบียบ เปลี่ยนรัฐอุปสรรคให้เป็นรัฐสนับสนุน 2.การทํา E-Government เพื่อปรับปรุงกระบวนการบริการประชาชน และ 3.การจัดทํารัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ โดยการปลดล็อกระเบียบ รัฐบาลจะเดินหน้าแก้ไขกฏระเบียบ กฏหมาย ข้อจํากัดต่างที่เป็นอุปสรรคกฎหมายเกี่ยวกับการทําสุราพื้นบ้าน ซึ่งจะกลายมาเป็นหนึ่งในสินค้า ส่งออกที่ชุมชนจะสามารถชูจุดเด่นของตนเองได้ สนับสนุนการแข่งขันที่เป็นธรรม ทําให้คนตัวเล็กสามารถเติบโตได้ รัฐบาลและราชการยังมีเรื่องที่ต้องทําอีกมาก เพื่อทําให้ประชาชนของพวกเรา ทุกคนได้รับการบริการที่ดีขึ้น

เริ่มตั้งแต่การปรับปรุงกระบวนการทํางานของภาครัฐให้เป็นรัฐบาลดิจิทัล ยกเลิกการใช้เอกสารและลดขั้นตอนการทํางานที่ หมดความจําเป็นนําเทคโนโลยีและระบบดิจิทัลมาใช้อย่างเต็มรูปแบบ มีช่องทางและรูปแบบการให้บริการที่หลากหลาย สร้างความโปร่งใสโดยเปิดเผยข้อมูล ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทํางานของภาครัฐ นําเทคโนโลยีและระบบดิจิทัล ทั้งคลื่นความถี่และสิทธิในวงโคจรดาวเทียมมาใช้ อย่างเต็มรูปแบบ

ส่วนเรื่องประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญ นิติธรรม และเรื่องการเดินหน้าสู่ประชาธิปไตย รัฐบาลนี้จะทําประชามติ เพื่อทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้แล้วเสร็จ โดยไม่จุดชนวนความขัดแย้งในสังคมให้ได้มุ่งหน้าทําให้ประเทศไทยมีหลักนิติธรรมที่เข้มแข็งในนโยบายเรือธงของรัฐบาลนี้ คือการทํา Digital Wallet ให้สําเร็จ แม้ว่าจะเดินหน้าออก พ.ร.บ.กู้เงิน ขอให้ไม่ลืมที่จะตั้งงบประมาณเผื่อไว้ ในกรณีที่ต้องใช้พัฒนาและดําเนินโครงการด้วย แต่ขอให้ตั้งอย่างสมเหตุผล