‘ภูมิธรรม’กางฉากทัศน์ แก้รธน.-การเมือง-ศก.ปี’67

15.01.24 | 13:13 น.

‘ภูมิธรรม’กางฉากทัศน์
แก้รธน.-การเมือง-ศก.ปี’67

หมายเหตุ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางในการทำประชามติ เพื่อแก้ไขปัญหาความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพ.ศ.2560 ให้สัมภาษณ์ถึงไทม์ไลน์ ทิศทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การประเมินการเมืองและเศรษฐกิจ ในปี 2567

⦁ วางไทม์ไลน์การแก้ไขรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการไว้อย่างไร

รัฐบาลประกาศชัดเจนว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องหลักเรื่องหนึ่ง ที่ต้องเข้ามาดำเนินการแก้ไข และตั้งเป้าหมายไว้ชัดเจนว่า จะต้องทำให้เสร็จภายใน 4 ปี และต้องผ่านให้ได้ เพราะอยากเห็นกติกาใหม่ที่เอื้อต่อความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ทั้งนี้ จากประสบการณ์ที่ผ่านมา 90 กว่าปีของรัฐธรรมนูญ จะเห็นว่าถ้ารัฐธรรมนูญเป็นไปตามความฝันของใครคนใดคนหนึ่งจะไปไม่รอด แม้กระทั่งรัฐธรรมนูญที่รองรับความฝันของรัฐประหารก็ตาม ส่วนฝ่ายที่เป็นประชาธิปไตยมากแล้วสังคมยังตามไม่ทัน เข้าไม่ถึงข้อมูล ก็เป็นอุปสรรคเช่นกัน เพราะมีความเห็นต่าง แต่ต้องยอมรับว่าระบอบประชาธิปไตยคือ ระบอบที่รวบรวมสิ่งที่เห็นต่างในสังคมเพื่อจะสามารถนำมาหาจุดสมดุลที่อยู่ร่วมกันได้ เชื่อว่ารัฐธรรมนูญเป็นพัฒนาการ ถ้าเราสามารถเริ่มให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น แล้วใช้กระจายไปสู่พี่น้องประชาชนได้ จะทำให้ความเป็นประชาธิปไตยอยู่ในสำนึกของคนในสังคมมากขึ้น ถือเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่จะทำให้รัฐธรรมนูญไม่ถูกแปรเปลี่ยนหรือบิดเบือนไปในทิศทางที่ไม่ดีได้ยากขึ้น ฉะนั้น จึงรับฟังทุกฝ่าย ยืนยันว่าข้อมูลที่รับฟังความคิดเห็นมานั้น จะนำมาเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งในการแก้รัฐธรรมนูญ และไม่อยากให้ทุกคนกังวลว่ารัฐบาลจะดึงเรื่องนี้ เพราะเราก็ต้องการรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากกว่านี้

อย่างไรก็ตาม ในการรับฟังความคิดเห็นเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เรื่องการทำประชามตินั้น พบว่ามีปัญหาสำคัญคือจะทำ 2 ครั้งหรือ 3 ครั้ง จริงๆ หากจะเพลย์เซฟต้องทำ 3 ครั้ง แต่ในการทำประชามติแต่ละครั้งต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก หลายฝ่ายจึงเสียดาย แต่เรายังไม่กล้าที่จะทำ 2 ครั้ง เพราะหากทำ 2 ครั้งแล้วผิดกระบวนการก็ต้องเริ่มนับ 1 ใหม่ จึงเป็นประเด็นที่ทำให้ค้างอยู่ในขณะนี้ และอีกประเด็นที่ยังไม่ได้ข้อสรุปคือ ที่มาของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่จะให้มาจากการเลือกตั้ง 100% หรือไม่ ในการรับฟังความคิดเห็น มีกลุ่มวิชาชีพต่างๆ บอกว่าหากมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด พวกเขาจะไม่มีโอกาสได้เข้ามา จึงเสนอว่าควรแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ มาจากการเลือกตั้งและมาจากกลุ่มวิชาชีพต่างๆ นอกจากนี้ อยากให้มีการประชาสัมพันธ์ร่างรัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้น เพราะอยากให้ประชาชนมีองค์ความรู้ ความเข้าใจ เพื่อจะได้ตัดสินใจเลือกบนพื้นฐานที่ประชาชนเห็นประโยชน์ของตนเองเป็นหลัก ฉะนั้น เรื่องไทม์ไลน์จึงขึ้นอยู่กับปัญหาข้างต้น หากทุกอย่างจบก็จบ และตนอยากให้รัฐธรรมนูญหรือประชาธิปไตยเป็นวิถีชีวิต คืออยู่ในชีวิตประจำวันของคนในสังคม มีการรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง คนในสังคมยอมรับมากขึ้น และเกิดเป็นสำนึกของผู้คน

Advertisement

ส่วนการร่างรัฐธรรมนูญให้สำเร็จจะเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อเสถียรภาพของพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่นั้น มีโอกาสเป็นไปได้ ถ้าเราไม่เข้าใจสถานการณ์ที่เป็นจริง ทำตามอำเภอใจ รัฐธรรมนูญก็จะไปต่อไม่ได้ แต่หากเรารู้ว่าเราอยู่ในสังคมที่มีความแตกต่างหลากหลาย และหาจุดสมดุลร่วมกันได้ก็จะไม่ไปทำลายเสถียรภาพ แต่หากหาไม่ได้ ยังมีความขัดแย้ง มีความเห็นต่างกันจะนำไปสู่วิถีชีวิตแบบเดิมๆ และมีการรัฐประหารเกิดขึ้น จึงต้องเลือกว่าจะเอาแบบเดิมๆ หรือแบบที่ดีขึ้น มีเสรีภาพมากขึ้น

⦁ นโยบายดิจิทัลวอลเล็ตผ่านหรือไม่ผ่าน จะมีผลต่อการเดินหน้ารัฐบาล พท.หรือไม่

นโยบายดิจิทัลวอลเล็ตเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล เพราะถือเป็นพื้นฐานของการกระตุ้นเศรษฐกิจ หากเรื่องนี้ผ่านได้ก็ถือเป็นเรื่องที่ดี และตามระบอบประชาธิปไตยสิ่งที่แกนนำรัฐบาลเสนอต่อรัฐสภา ควรเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องยอมรับ เพราะหากทำไม่ได้หรือทำแล้วมีปัญหา รัฐบาลต้องรับผิดชอบทางการเมือง ขณะนี้การทำนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตได้มีการปรับหลายเรื่องตามที่หลายฝ่ายเสนอ แต่ก็ยังมีบางส่วนมองนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต โดยไม่ได้เอาเป้าหมายเป็นตัวตั้ง หรือมีบางฝ่ายเสนอว่าแจกเท่านั้นไม่ได้ หรือแจกเฉพาะคนจน แต่นี่ไม่ใช่เงินแจกแต่เป็นเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ คำว่ากระตุ้นเศรษฐกิจคือทุกคนต้องได้ เพราะสามารถทำให้วงจรการซื้อขายหมุน อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขต่างๆ สามารถพูดคุยกันได้ แต่ไม่ควรเอามาเป็นอุปสรรคที่จะทำให้เราดำเนินการไม่ได้ ฉะนั้น วันนี้เราต้องคิดถึงองค์รวม คำนึงถึงอะไรหลายๆ อย่างทางด้านเศรษฐกิจ และอยากให้เข้าใจดิจิทัลวอลเล็ต ลองทำดู ไม่สายเกินไปที่จะลงมือทำ ซึ่งหากทำแล้วเกิดความเสียหายก็สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้ แต่หากยังไม่เริ่มทำทุกอย่างก็จะยังไม่เกิด เราต้องอย่าไปสกัดความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ แทนที่จะบอกว่าทำแล้วไม่ดี เราต้องบอกว่าถ้าเป็นแบบนี้จะทำอย่างไรได้บ้าง

⦁ ประเมินการเมืองปี 2567 จะมีปัจจัยอะไรท้าทายเสถียรภาพของรัฐบาลหรือไม่

มองว่าการยอมรับการได้รัฐบาลประชาธิปไตยดีขึ้น แต่หากมีการทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกว่ารัฐบาลทุจริตคอร์รัปชั่น จะเป็นจุดอ่อนทำให้รัฐบาลไปต่อไม่ได้ แต่ตนเชื่อว่าวันนี้รัฐบาลนี้มาถูกทางแล้ว และรัฐบาลทำงานกันอย่างเต็มที่ จะทำงานหนักหรือไม่หนักนั้นประชาชนเป็นคนตัดสิน ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ต่อไปตนคิดว่าในปี 2567 หน้าตาการเมืองจะมีเสถียรภาพมากขึ้น ไม่อยากเห็นการปฏิเสธการเปลี่ยนแปลง และเราต้องยอมรับและรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างกันได้ ที่พรรค เพื่อไทยมาตั้งรัฐบาลกับพรรคร่วมเช่นนี้ รวมถึงพยายามสลายสีเสื้อถือเป็นการสลายความขัดแย้งให้ดีขึ้น ซึ่งตนเป็นคนประสานกับทุกพรรคการเมืองในการตั้งรัฐบาล วันนี้ที่ทุกพรรคมาร่วมกัน เป็นรัฐบาลผสม ทำให้หลายคนมองว่าอาจจะมีปัญหา นั่นคือเราติดอยู่กับกรอบความคิดแบบเดิม แต่วันนี้จากอุปสรรคที่เจอ ปัญหาที่เห็น ประเทศไปต่อไม่ได้เพราะเกี่ยวพันกับทุกคน เราสามารถเดินไปด้วยกันได้ดี มีปัญหาคุยกันได้ ฉะนั้น การเมืองปีหน้าน่าจะสมูธ และหากเราสามารถรักษาดุลยภาพของความขัดแย้งให้ไปต่อได้ รวมถึงสามารถฟื้นเศรษฐกิจขึ้นมาได้เป็นลำดับให้มีผลงานที่จับต้องได้ หากเราสามารถทำตรงนี้ได้จะทำให้บรรยากาศทางการเมืองดีขึ้น

โดยรัฐบาลได้วางแนวทางการทำงานไว้อย่างชัดเจน จะประสานการทำงานกันในรูปแบบ 3 ขา คือ 1.ฝ่ายบริหาร อย่างรัฐบาลรับผิดชอบในการเดินหน้านโยบายที่สำคัญๆ เพื่อบริหารประเทศและฟื้นฟูเศรษฐกิจให้ประชาชนกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดี 2.ฝ่ายนิติบัญญัติจะทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล รวมทั้งรับนโยบายเกี่ยวกับการพิจารณาร่างกฎหมายที่สำคัญๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการเดินหน้าบริหารงานของรัฐบาล ผ่านการทำงานร่วมกันของพรรคร่วมรัฐบาลที่มีความเป็นเอกภาพ ทั้งฝ่ายบริหารและในสภา และ 3.การเดินหน้าของพรรคเพื่อไทย ขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล ผ่านการทำหน้าที่ของ ส.ส. สื่อสารกับประชาชนในพื้นที่ ทั้งการชี้แจงผลการทำงานและรับฟังเสียงสะท้อนปัญหาต่างๆ ในพื้นที่ เพื่อให้ฝ่ายบริหารและสภา นำไปปรับปรุงแก้ปัญหาให้ประชาชนอย่างรวดเร็วที่สุด

หากรัฐบาลเดินหน้าทำงานแบบ 3 ประสานได้มีประสิทธิภาพ ย่อมลดปัจจัยและแรงเสียดทานทางการเมืองที่จะเกิด ช่วยให้รัฐบาลเดินหน้าทำงานได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ได้

⦁ เรื่องเศรษฐกิจกับการค้าในปี 2567 จะเป็นมังกรลุยไฟหรือไม่

ต้องยอมรับว่า ปัจจัยทุกอย่างไม่ได้เป็นไปตามใจคิด ทุกอย่างเป็นเพียงพัฒนาการ ถ้าหากเรามีรากฐานในปี 2566 ที่ดี เราปูพื้นฐานไว้อย่างแข็งแรง สร้าง infrastructure ทั้งทางความคิดและทั้งโครงสร้างของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ เมื่อปัจจัยทุกอย่างพร้อม เราก็พร้อมที่จะทำหน้าที่ ผมมั่นใจว่าเศรษฐกิจปี 2567 จะเป็นมังกรผงกหัว

⦁ ข้อกังวลในปี 2567 ในเชิงการค้าเชิงเศรษฐกิจคืออะไร

เราต้องลงทุนและใช้การพัฒนาพื้นฐานของเราให้มากขึ้น ขณะนี้ใช้การประชาสัมพันธ์ทางความคิด เปลี่ยนทัศนคติและเปลี่ยนมุมมองในการที่จะเปลี่ยนเศรษฐกิจใหม่ ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงตามโลก โดยในปี 2567 ทุกอย่างถูกบังคับให้เปลี่ยนแล้ว ถ้าหากเรายังไม่ยอมเปลี่ยนยังไงโลกก็จะเปลี่ยนเรา ถ้าหากเราไม่เปลี่ยน หรือเราเตรียมตัวไม่ทัน เราก็จะตายอยู่ตรงนี้ ซึ่งในปัจจุบันเราเร่งทำคือเร่งอบรม เร่งชี้แจง ทำประชาสัมพันธ์เพื่อให้เกิดสำนึกร่วมกันในสังคมว่า เรามีการเปลี่ยนแปลง เรามีคุณค่าทางวัฒนธรรมที่ดี เราควรรักษาตรงนี้เอาไว้และปรับให้นำไปสู่โลกใหม่ได้ นี่จึงเป็นช่องทางการค้า ช่องทางการเพิ่มรายได้ของเรา

เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่าในปี 2567 การสร้างอินฟราสตรัคเจอร์ทั้งหมด สร้างโลจิสติกส์ทั้งหมด ซึ่งไม่ได้หมายถึงกายภาพ แต่หมายถึงโครงสร้างระบบความคิดทั้งหมด ระบบรองรับทั้งหมด ถ้าหากมองว่าระบบเศรษฐกิจดิจิทัลตาย ซึ่งวันนี้ทุกคนก็กำลังสร้างฐานการพัฒนาเข้าสู่รัฐบาลดิจิทัล ถ้าหากวันนี้ระบบเศรษฐกิจดิจิทัลดีก็มีดาต้าเซ็นเตอร์ที่ดี ถ้าวันนี้มีปัญหาเรื่องคอลเซ็นเตอร์ระบบรองรับไม่ได้ แต่ถ้าหากเรามีดาต้าเซ็นเตอร์ เราจะสามารถควบคุมได้ทั้งหมด ดังนั้นเราจึงพยายามทำด้วยตัวเอง โดยในปี 2567 เรามองว่าทุกอย่างจะสามารถเกิดขึ้นได้ เรื่องปัญหาเดิมก็พยายามที่จะเคลียร์ในทุกปัญหา ซึ่งใช้ระบบของพรรคเพื่อไทยคือระบบคู่ขนาน

อย่างผมที่ทำงานในกระทรวงพาณิชย์ พอถึงเวลาที่รัฐบาลประกาศทีมไทยแลนด์ที่จะออกไปทำการส่งออก ผมได้กลับมาสร้างทีมพาณิชย์ ทางรัฐบาลกำลังนำทีมพาณิชย์เข้าไปทำงานร่วมกับเอกชนแล้วไปเปิดตัวแทนประเทศไทย โดยมีทิศทางเดียวกัน เราเป็นทีมพาณิชย์มีหน้าที่ในการทำงานให้ ถ้าหากเราไม่ทำทีมพาณิชย์ก็จะดูไม่มีพลัง วันนี้ผมจึงสร้างทีมพาณิชย์ ตั้งอนุกรรมการขึ้นมา 9 คณะ ขับเคลื่อนบูรณาการเชิงรุกของกระทรวงพาณิชย์ คณะกรรมการชุดนี้มีผมเป็นประธาน โดยมีผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายยุทธศาสตร์การค้าเป็นเลขาธิการ และได้เชิญผู้มีความรู้ทั้งหมดเข้ามา เพื่อทำให้ทุกงานของกระทรวงพาณิชย์และทุกกรมให้มีทิศทางเดียวกัน

โดยอนุกรรมการขึ้นมา 9 คณะมีดังนี้ ได้แก่ 1.คณะอนุกรรมการส่งเสริมและยกระดับเอสเอ็มอีไทย 2.คณะอนุกรรมการส่งเสริมและขับเคลื่อนการค้าและเศรษฐกิจเชิงรุกไทย-จีน-อาเซียน 3.คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการทำงานเพื่อบูรณาการตามยุทธศาสตร์ซอฟต์เพาเวอร์ 4.คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนนโยบายโลจิสติกส์การค้า 5.คณะอนุกรรมการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ Big Data และอินฟลูเอนเซอร์เพื่อการค้า ที่มีกรรมการด้านอินฟลูเอนเซอร์เพราะเขาเป็นคนที่มีชื่อเสียง หลายๆ คนพูดได้ดีกว่าที่คนในภาครัฐพูด 6.คณะอนุกรรมการพัฒนากฎหมายกระทรวงพาณิชย์ เรากำลังจะยกเลิกกฎหมายบางอย่างที่ล้าสมัย กำลังยกเลิกกฎหมายที่เป็นอุปสรรคขัดขวางในการประกอบธุรกิจของประชาชนและกลุ่มธุรกิจต่างๆ 7.คณะอนุกรรมการเพื่อพัฒนาการค้าตามระเบียบการค้าโลกใหม่ 8.คณะอนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนา และ 9.คณะอนุกรรมการสร้างการรับรู้และภาพลักษณ์กระทรวงพาณิชย์