ปีโลกดุ(เฟียส) โอกาสและความท้าทายของไทย

15.01.24 | 13:33 น.

ปีโลกดุ(เฟียส)
โอกาสและความท้าทายของไทย

หมายเหตุ ดร.สันติธาร เสถียรไทย กรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) และอดีตกรรมการผู้จัดการบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก ให้สัมภาษณ์พิเศษถึงทิศทางเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทยในปี 2567 พร้อมมุมมองข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์

⦁ ภาพรวมแนวโน้มเศรษฐกิจทั่วโลก จะเผชิญกับเรื่องอะไรบ้าง ที่เป็นเชิงบวกและเชิงลบ

ปี 2567 ปี “โลกดุ” (เฟียส) เศรษฐกิจโลกบาลานซ์ขึ้นแต่ดุดันกว่าเดิม บาลานซ์ที่ดีขึ้น 2566 เป็นปีที่เศรษฐกิจโลกยังวุ่นวายกับการสังคายนาความไม่สมดุลหลายอย่างที่สะสมมาจากช่วงโควิด

หนึ่ง ภาคบริการโดยเฉพาะการท่องเที่ยวที่อ่อนแอมานานจากช่วงโควิดฟื้นตัวกลับมา แม้จะยังไม่เต็มที่เพราะนักท่องเที่ยวจีนไม่ออกมาเหมือนเดิม คนออกมารับประทานข้าวข้างนอกมากขึ้น เมื่อคนต่างคิดถึงการเดินทางพบปะกัน หลายบริษัทเริ่มกลับมาทำงานในออฟฟิศเต็มที่ หลังจากพบว่าทำงานที่บ้านมากไปก็ไม่เป็นผลดีกับองค์กร

Advertisement

อาจเรียกได้ว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านจาก “เศรษฐกิจคนติดบ้าน” ไปเป็น “เศรษฐกิจคนเดินทาง” (On the road economy)

สอง ภาคการผลิต-ส่งออกอยู่ในวัฏจักรขาลงเพราะหลายผลิตภัณฑ์มีการผลิตเกินดีมานด์ในช่วงก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ที่ถูกเร่งผลิตอย่างมากในช่วงที่เศรษฐกิจคนติดบ้านยังมาแรง แต่พอยุคเศรษฐกิจคนเดินทางกลับมาเลยกลายเป็นเกิดโอเวอร์ซัพพลายผลิตภัณฑ์หลายอย่าง ปี 2566 จึงยังเป็นปีที่ปรับสต๊อกลดลง

ปี 2566 จึงเป็นปีที่เศรษฐกิจโลกฟื้นจากการบริการ แต่อุตสาหกรรมโดยรวมอ่อนแอ การส่งออกส่วนใหญ่ติดลบยกเว้นในเซ็กเตอร์ที่มีดีมานด์พิเศษ เช่น อิเล็กทรอนิกส์ชิปที่เกี่ยวกับการใช้ประมวลผล AI

นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่หากดูตัวเลข GDP ของเศรษฐกิจใหญ่ๆ ดูดีแต่มันไม่ค่อยมากระตุ้นการส่งออกเพราะการฟื้นตัวมาจากภาคบริการที่นำเข้าน้อย

สาม นโยบายรัฐบาลต่างๆ ยังโฟกัสเป็น stability-first คือเน้นการนำเสถียรภาพกลับมาสู่เศรษฐกิจ หลังจากที่ช่วงโควิดได้มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาจำนวนมากพร้อมดอกเบี้ยที่ลงไปต่ำมาก จนสุดท้ายไปสร้างปัญหาเงินเฟ้อ (เช่น อเมริกา, ยุโรป) หรือปัญหาหนี้และความเปราะบางทางการเงิน (เช่น เศรษฐกิจจีน) ปี 2566 รัฐบาลเศรษฐกิจใหญ่ยังเน้นการสังคายนาปัญหาเหล่านี้ (clean up) โดยยอมเสียสละการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไปบ้าง

ปัจจุบัน แม้ความไม่สมดุลเหล่านี้ยังไม่หายไปหมดแต่ก็ลดลงไปมากพอที่เราน่าจะได้เห็นบาลานซ์ของเศรษฐกิจที่ดีขึ้นในปีหน้า

หนึ่ง บาลานซ์ระหว่างภาคอุตสาหกรรมและบริการ หลังจากที่ราวกับว่าสลับกันล้มป่วยใน 2-3 ปีที่ผ่านมา ปีหน้าทั้งสองเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจน่าจะฟื้นตัวควบคู่กันได้ เพียงแต่แต่ละตัวจะไม่ได้เป็นลมส่งที่เข้มแข็งนัก

ภาคอุตสาหกรรม ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่มองว่าวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์และหลายผลิตภัณฑ์จะกลับมาเป็นขาขึ้นอีกครั้งหลังจากที่มีการลดสต๊อกไปมากแล้วใน 2 ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ดีมานด์ที่มาจากอุตสาหกรรมใหม่ เช่น AI, Cloud, Data Center, EV ฯลฯ น่าจะส่งผลบวกต่อการผลิต-ตลาดส่งออกอีกด้วย

ในภาคบริการการท่องเที่ยวน่าจะฟื้นตัวต่อจากการที่สายการบินต่างเพิ่มไฟลต์ขึ้นตอบรับดีมานด์ บวกกับการค่อยๆ กลับมาของนักท่องเที่ยวจีน ถึงแม้อาจจะไม่เป็นเหมือนแต่ก่อนก็ตาม

สอง สมดุลด้านนโยบายสร้าง growth และ stability ในสหรัฐอเมริกานักวิเคราะห์และนักลงทุนต่างคาดว่า FED (ธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกา) น่าจะขึ้นดอกเบี้ยเสร็จแล้ว ต่อไปคงเป็นขาลงเพียงแต่ส่วนใหญ่คิดว่าไม่น่าจะลดดอกเบี้ยจนครึ่งปีหลังและคงลดไม่มาก ในจีนเองก็ได้เห็นรัฐบาลหันมาใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจแบบ Targeted (เฉพาะจุด) ออกมามากขึ้นโดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นจุดอ่อนสำคัญในปัจจุบันและมีสัดส่วนถึง 30% ของเศรษฐกิจ (รวมก่อสร้างและอุตสาหกรรมเกี่ยวข้อง) ในขณะที่พยายามแก้ปัญหาหนี้เสียและระบบธนาคารเงา (Shadow banking) ไปด้วย

สาม สมดุลระหว่างขั้วเศรษฐกิจอเมริกาและอื่นๆ ในปี 2566 ธีมสำคัญคือ เศรษฐกิจยังร้อนแรงเกินคาดและเกินไป ขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องก็แล้ว แบงก์มีปัญหาก็แล้วก็ยังไม่ยอมอ่อนลงพอที่จะทำให้เงินเฟ้อลงกลับสู่เป้าหมายของธนาคารกลาง ในขณะที่เศรษฐกิจหลักอื่นๆ (The rest of the world) อ่อนแอ (ยุโรป) หรืออย่างน้อยก็ฟื้นน้อยกว่าที่คาด (จีน) ซึ่งส่งผลให้เงินดอลลาร์ยังคงค่อนข้างแข็งค่าตลอดปี

ในปี 2567 สมดุลระหว่างอเมริกา vs ที่อื่นน่าจะดีขึ้น จากการที่เศรษฐกิจอเมริกาน่าจะชะลอตัวลงอย่างชัดเจนขึ้น จีนทรงตัวดีขึ้น ยุโรปค่อยๆ ฟื้นตัวจากสภาพอ่อนแอมาก

⦁ โลกดุดันขึ้นอย่างไร

แต่ในขณะเดียวกันที่เศรษฐกิจกำลังเริ่มกลับสู่สมดุลในหลายด้าน โลกก็กำลังเข้าสู่เฟสใหม่ที่ “ดุดัน” ขึ้นเช่นกัน

1.ความดุดันทางการเมืองและสงคราม พวกเราวันนี้ส่วนใหญ่เติบโตมาในยุคสันติ จึงคิดว่าสงครามต่างๆ เป็นเรื่องยกเว้น เดี๋ยวก็สงบกลับสู่ “ปกติ”

แต่ก็มีนักรัฐศาสตร์หลายท่านที่ชี้ให้เห็นว่าในยุคที่ขั้วอำนาจโลกอยู่ในภาวะสุญญากาศไม่มีประเทศใดเป็นเสมือน “เจ้าพ่อ” ที่มีอำนาจมากกว่าคนอื่นอย่างเห็นได้ชัด เช่นที่เราอยู่ในปัจจุบันนั้น ส่วนใหญ่จะเกิดสงครามและความขัดแย้งต่างๆ ได้ง่าย

ต่อไปเราอาจอยู่ในยุคที่ ศาสตราจารย์ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย เรียกว่า “สงครามยุคใหม่” ที่มีทั้งด้านการค้า เทคโนโลยี การเงิน และสงครามรบจริงๆ ในบางภูมิภาค โดยในปีหน้ามี “โค้งอันตราย” ทางการเมืองหลายจุดที่อาจทำให้ความตึงเครียดและขัดแย้งเหล่านี้รุนแรงขึ้น เช่น การเลือกตั้งในอเมริกาและไต้หวัน และอินเดีย เป็นต้น

สงครามเหล่านี้เมื่อก่อนอาจดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่ทุกวันนี้ที่ความเชื่อมโยงของโลกสูงขึ้นมาก สามารถทำให้กระทบเศรษฐกิจได้ ทั้งการดิสรัปต์ห่วงโซ่การผลิต, ฉุดการส่งออก, รวมทั้งราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ที่อาจพุ่งขึ้นสูงดันเงินเฟ้อ

แต่ในทางบวก ภูมิรัฐศาสตร์ที่ดุดันขึ้นก็ทำให้นักลงทุนและธุรกิจข้ามชาติจำนวนมากหันมาลงทุนในภูมิภาคที่ไม่เป็นคู่ขัดแย้งกับใครอย่างสุดโต่ง เช่น อาเซียน รวมทั้งประเทศไทย ดังที่เราได้เห็น FDI เข้ามาในภูมิภาคนี้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

2.ความดุดันของภัยธรรมชาติ เราอยู่ในยุค “โลกเดือด” ที่ภัยธรรมชาติจะเกิดบ่อยขึ้น ดุดันขึ้น ซึ่งประเทศไทยถือว่ามีความเปราะบางต่อภัยทางน้ำมาก ทั้งด้านแล้งและน้ำท่วม นอกจากนี้เรามีแรงงานในภาคเกษตรกว่า 10 ล้านคน คนทำงานเกี่ยวกับท่องเที่ยวอีกประมาณ 10 กว่าล้าน ที่ล้วนอ่อนไหวต่อวิกฤตภูมิอากาศ

โดยเฉพาะในปีหน้าองค์การอุตุนิยมวิทยาโลกคาดว่าปรากฏการณ์เอลนีโญจะอยู่ต่อไปอย่างน้อยจนถึงเดือนเมษายนปีหน้า ส่งผลให้มีโอกาสที่ปี 2567 จะเป็นปีที่อุณหภูมิโลกสูงเป็นประวัติการณ์

การปรับตัวสู่โลกที่เดือดขึ้นเรื่อยๆ (Climate adaptation) จะเป็นประเด็นสำคัญขึ้นเรื่อยๆ

3.ความดุดันของเทคโนโลยี การมาของเทคโนโลยี Generative AI จะทำมาเร่งการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจดิจิทัลที่ว่าเร็วแล้วให้ดุดันไปกว่าเดิมอีก เพราะทักษะโปรแกรมมิ่งและทักษะความคิดสร้างสรรค์ ที่เคยถูกมองว่าเป็นยันต์กัน AI แย่งงานก็ถูกทำแทนได้แล้วด้วย Generative AI เช่น ChatGPT

ด้านหนึ่งก็น่ากลัวเพราะแม้คนเรียนมาสูงหรือเชี่ยวชาญเทคโนโลยีก็ไม่ได้แปลว่าจะปลอดภัยจากดิสรัปชั่นอีกต่อไป แถมหากมีการเอา GenAI ไปใช้ในทางที่ผิดก็อาจทำให้มิจฉาชีพไซเบอร์ที่ตอนนี้ก็ดูจะแอดวานซ์มากอยู่แล้วยิ่งร้ายไปกว่าเดิม ข่าวปลอม ข้อมูลเทียม ตัวตนปลอมอาจแพร่หลายไปทั่วกว่าเก่า โดยเฉพาะในปีหน้าที่จะมีการเลือกครั้งในประเทศใหญ่ เช่น สหรัฐ อาจต้องจับตาสงครามข้อมูลหรือแม้แต่ภัยทางไซเบอร์ที่อาจรุนแรงขึ้น

แต่อีกด้านหนึ่งการพัฒนาของ AI ก็อาจเป็นโอกาสครั้งสำคัญเพราะ GenAI ทำให้คนที่ไม่เก่งคอมพิวเตอร์ โค้ดดิ้งไม่เป็น สามารถสั่งผู้ช่วยสุดฉลาดให้ช่วยงานต่างๆ ได้โดยใช้ภาษามนุษย์ธรรมดา (ไม่ต้องพิมพ์ด้วยซ้ำ)
คุณหมอสามารถมีผู้ช่วยตรวจคนไข้, คุณครูมีคนช่วยดีไซน์หลักสูตรการสอน, SME มีที่ปรึกษาด้านธุรกิจในราคาถูก ฯลฯ

จึงไม่แปลกเลยที่นักเทคโนโลยีชื่อดังเช่น บิล เกตส์ มองว่าเทคโนโลยีตัวนี้อาจนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เสมือนในยุคที่คอมพิวเตอร์หรืออินเตอร์เน็ตเพิ่งถึง ในขณะที่อีกด้าน (เช่น อีลอน มัสก์) กลัวว่า AI อาจกำลังจะกลายเป็นภัยต่อมนุษยชาติ

4.ความดุดันของโลกการเงิน เรากำลังเข้าสู่ยุคใหม่ของการเงินโลกที่คนส่วนใหญ่ไม่คุ้นเคย คือยุค Higher for longer หรือการที่ดอกเบี้ยสหรัฐอเมริกาจะอยู่ในระดับสูงไปนานขึ้น

ซึ่งนักลงทุนระดับตำนาน Howard Marks กล่าวเตือนว่า ดอกเบี้ยของอเมริกาปัจจุบันจริงๆ แล้วไม่ได้ “สูง” หากเทียบกับประวัติศาสตร์ยาวๆ แต่มันอาจดูเหมือนสูงมากสำหรับเราทุกคนวันนี้เพราะเราชินกับยุคดอกเบี้ยต่ำเตี้ยมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะตั้งแต่ยุคหลังวิกฤตเศรษฐกิจโลก 2009 ที่ดอกเบี้ยลงไปติดศูนย์บ่อยครั้ง

ในยุคดอกเบี้ยต่ำการฝากเงินให้ผลตอบแทนน้อย คนก็หาทางเพิ่มผลตอบแทนโดยหาสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น มีการกู้เงินมากขึ้น สินทรัพย์ต่างๆ ราคาพุ่งได้ง่ายขึ้น จนบ่อยครั้งก็ขาดความระมัดระวังกลายเป็นความเสี่ยงสะสมอยู่ในระบบ

แต่หากต่อไปดอกเบี้ยแม้ตอนที่จะลงไม่ได้จะลงต่ำแบบเดิมอีกแล้ว จะเปลี่ยนภาพนี้อย่างสิ้นเชิง เพราะคน ธุรกิจ หรือแม้แต่รัฐบาลที่บริหารความเสี่ยงไม่ดีอาจถูกนักลงทุนเทขายทิ้งได้ง่ายๆ ความเปราะบางในระบบที่สะสมไว้จะถูก “เปิดโปง” ได้ง่ายขึ้น และนโยบายที่ไม่เหมาะสมจะถูก “ทำโทษ” จากตลาดการเงินที่เฟียส (ดุดัน) ขึ้น

ทั้ง 4 “ความดุดัน” ก็มีทั้งความท้าทายและมีโอกาส ที่สำคัญ 4 ความดุดันนั้นเกิดขึ้นพร้อมกัน ทับซ้อนกัน จนบางทีก็ลดทอนกันและกัน บางทีก็ส่งเสริมกันและกันจนดุดันยิ่งกว่าเดิม

ผมจึงขอเรียกว่าเป็นยุค “โลกทับซ้อนย้อนแย้ง” (Polyparadox) ที่คำตอบที่เราคิดว่าใช่วันนี้อาจกลายเป็นผิดในวันพรุ่งนี้ สิ่งที่เราคิดว่าไม่เกี่ยวกับเราอาจกลายเป็นเรื่องสำคัญโดยไม่รู้ตัว การบริหารองค์กรหรือประเทศเพื่อรับมือจึงต้องมีสติและใช้มุมมองที่หลากหลายอย่างมาก

⦁ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย แนวโน้มปี 2567 อะไรคือปัจจัยบวก อะไรคือความท้าทาย แนวทางรับมือ

ในมุมมองส่วนตัวคิดว่าปี 2567 เศรษฐกิจไทยไม่ง่าย

ในแง่ดีหลายเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจน่าจะเข้าสู่ภาวะ “ปกติ” มากขึ้น

GDP น่าจะโตได้ใกล้เคียงกับศักยภาพการเติบโตระยะยาว ประมาณ 3% กว่าๆ และอาจจะโตมากกว่านั้นหากมีมาตรการกระตุ้นจาก พ.ร.บ.กู้เงิน 5 แสนล้านบาทเข้ามาเพิ่ม เครื่องยนต์เศรษฐกิจจะบาลานซ์มากขึ้น คล้ายกับภาพของเศรษฐกิจโลก คือจะ shift จากที่พึ่งพาภาคบริการมากจนเรียกได้ว่าเป็นตัวเอกคนเดียวเลยในปีนี้ไปเป็นภาพที่มีแรงส่งจากภาคผลิตมากขึ้น การส่งออก การใช้จ่ายภาครัฐ มีบทบาทช่วยดัน GDP มากขึ้น (แม้อาจจะไม่ได้ร้อนแรงนัก)

เช่นเดียวกันกับเงินเฟ้อน่าจะกลับสภาพ “ปกติ” มากขึ้นเช่นกัน โดยน่าจะกลับมาอยู่ประมาณ 2% หลังจากที่สูงเกิน 6% ในปี 2565 และปรับตัวลงมาประมาณ 1% กว่า ในปี 2566 ซึ่งส่วนหนึ่งสะท้อนมาตรการช่วยลดค่าครองชีพชั่วคราวต่างๆ ของภาครัฐ

ซึ่งการกลับสู่ “สภาวะปกติ” ขึ้นแม้จะดูเป็นเรื่องดี แต่ในกรณีนี้มีความท้าทาย 2 ข้อใหญ่ คือ

หนึ่ง เราอยู่ในโลกที่ “ไม่ปกติ” คือ ดุดันและอันตรายขึ้นมากอย่างที่อธิบายไปแล้ว ดังนั้นอาจมีเหตุการณ์ต่างๆ มากระแทกเศรษฐกิจได้ทั้งด้าน GDP และด้านเสถียรภาพ ยกตัวอย่าง

-หากเศรษฐกิจอเมริกาเกิดสะดุดล้มเข้าสู่ภาวะถดถอย หรือปัญหาอสังหาริมทรัพย์และภาคการเงินจีนอาการแย่กว่าที่คาด ก็จะมาฉุดการส่งออกและท่องเที่ยวไทยกว่าที่คาด

-หากภาวะเอลนีโญและสงครามในตะวันออกกลางแย่กว่าที่คิด ก็อาจทำให้เงินเฟ้อพุ่งสูงกว่าที่คิด เป็นต้น

หัวใจสำคัญของการรับมือในปี 2567 สำหรับทั้งองค์กร-ผู้วางนโยบาย คือการมียุทธศาสตร์บริหารความเสี่ยงที่ดี, การมีทีมคอยกวาดสัญญาณว่าโลกจะเปลี่ยนขนาดที่กระทบแผนของปีนี้อย่างรุนแรงหรือไม่ (Early Warning System) และมีความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับตัว (Adaptability) และในเชิงนโยบายอาจต้องมีการรักษาช่องในการขยับตัว (Policy space)

สอง “ปกติ” ของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันคือ Business as usual เป็นปกติที่ไม่ดีพอเพราะเจอปัญหาโครงสร้างเดิมๆ ที่ทำให้เศรษฐกิจโตช้า กระจายไม่ทั่วถึง และเปราะบาง ดังนั้นแม้จะมีลมส่งจากข้างนอก เช่น

-วัฏจักรอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลกกลับมาเป็นบวกขึ้น แรงส่งที่มาช่วยการส่งออกไทยก็อาจจะไม่มากเท่าที่คาดเพราะเราไม่ได้อยู่ในอุตสาหกรรมที่ได้รับการกระตุ้นจากการมาของ AI เต็มๆ

-หรือแม้แต่การท่องเที่ยว แม้นักท่องเที่ยวจีนจะออกมาเที่ยวนอกประเทศมากขึ้นก็ไม่แน่ว่าจะมาประเทศไทยดังแต่ก่อน

⦁ ข้อเสนอแนะการวางโครงสร้าง กลาง ยาว ของไทย ที่จะมีผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ทั้งหมดนี้ ส่วนใหญ่เป็นอาการที่เกิดจากการกินบุญเก่านานและสร้างใหม่ไม่พอ ไม่ทันกับโลกที่เปลี่ยนแปลง จึงไม่มีทางลัดแต่ต้องใช้การทำทรานส์ฟอร์เมชั่นครั้งใหญ่มาแก้ปัญหา

ดังที่ผมเคยเปรียบเทียบว่าปัจจุบันเศรษฐกิจไทยคล้ายนักกีฬาสูงอายุที่สมรรถนะทางร่างกายลดลง ที่จะพึ่งพาพลังกายอย่างเดียวไม่ได้แล้ว ต้องหันไปใช้ฝีมือ ความเก๋าและ “เพลย์สมาร์ท” มากขึ้น ในเชิงเศรษฐกิจคือต้องลดการพึ่งปริมาณแรงงาน ใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง แต่ต้องหันไปโฟกัสกับ Productivity คือ “ใช้น้อยให้ได้มาก”

ซึ่งจะทำได้ต้องแก้ปัญหาอย่างน้อย 4 ข้อ “ก ข ค ค”

ขอเริ่มด้วย ข คือ ขนาด ในมุมมองธุรกิจและนักลงทุนต่างประเทศ จุดอ่อนหนึ่งของเศรษฐกิจไทยเมื่อเทียบกับเศรษฐกิจใหญ่แบบ อินเดีย อินโดนีเซีย คือ ขนาดตลาดไม่ได้ใหญ่มากและไม่ได้โตเร็ว ซึ่งส่วนหนึ่งสะท้อนการเข้าสู่สังคมสูงวัย ประชากรมีลูกน้อยลงมาก และเศรษฐกิจเองก็โตเฉลี่ยประมาณ 3% กว่าต่อปี ดังนั้นเวลาดู market size จะไม่โดดเด่นเทียบกับพวกอินโดนีเซีย (ประชากรกว่า 200 ล้านคน, ประชากรยังขยายตัว, GDP โตเฉลี่ย 5%)

แต่นั่นไม่ได้แปลว่าหมดหวัง ประเทศไทยยังมีจุดแข็งในบางอุตสาหกรรมที่เรามีขนาดตลาดใหญ่และเติบโตได้ดี เช่น การท่องเที่ยว, ยานยนต์ (แต่ต้องเปลี่ยนเป็น EV) เศรษฐกิจดิจิทัล (ขนาดอันดับ 2 ในอาเซียน) และ Care Economy ซึ่งรวมสาธารณสุข, Health and wellness, การดูแลผู้สูงวัย, Active aging ฯลฯ

นอกจากนี้เรายังสามารถขยายขนาดตลาดของเราได้ด้วยการเพิ่มความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจอื่นๆ ให้ไทยเป็นฮับในด้านต่างๆ ของภูมิภาค เช่น ศูนย์กลางโลจิสติกส์, ฐานผลิตสินค้า สำหรับ Green economy ฯลฯ อย่างที่พูดกันมานาน รวมทั้งการเจรจากรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าการลงทุนกับประเทศต่างๆ ที่เข้าใจว่าจะเป็นโฟกัสของรัฐบาลอยู่แล้วด้วย

แต่การจะเป็น Hub ด้านไหนได้จริงคงจำเป็นต้องแก้อีก 3 ข้อ

ก คือ กฎกติกา – อย่างที่ทราบกันว่า ประเทศไทยมีกฎหมายจำนวนมากที่อาจจะล้าสมัยและกลายเป็นอุปสรรคสำหรับการลงทุนและการทำธุรกิจ TDRI มีการทำศึกษาไว้ว่าหากมีการทำกิโยติน 1,094 ของกระบวนการอนุญาต 198 เรื่อง ซึ่งเสนอแก้ไข 43% และเสนอเลิก 39% จะลดต้นทุนได้ 1.3 แสนล้านบาทต่อปี โดยแทบไม่ต้องใช้งบประมาณเลย

แต่อาจเสริมด้วยว่าแม้แต่กฎกติกาที่ออกมาใหม่ก็อาจจะกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ๆ หากออกด้วย Mindset เก่าที่เน้นการควบคุมกำกับจนไม่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาของอุตสาหกรรมนั้นๆ เพียงพอ

ซึ่งเข้าใจว่าในเรื่องนี้ทางรัฐบาลก็มีการตั้งทีมที่จะพยายามทำกิโยตินกฎหมายอีกครั้ง นับเป็นสิ่งที่ดีและหวังว่าจะสำเร็จ

ค ที่ 1 คือ โครงสร้างพื้นฐาน ด้วยกระเป๋าเงินการคลังที่มีจำกัดกว่าแต่ก่อน ผู้วางนโยบายอาจต้องจัดลำดับความสำคัญของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดีๆ โดยมองว่าควรเน้น 4 ประเภท

1.โครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยเสริม connectivity ให้ไทยเป็นฮับของภูมิภาคได้มากขึ้น ซึ่งเชื่อว่าจะยิ่งมีความสำคัญในโลกธุรกิจใหญ่ๆ เริ่มกระจายความเสี่ยงย้ายโรงงานบางส่วนออกจากจีนมาที่อาเซียนมากขึ้น

2.โครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยรับมือสังคมสูงวัย เพราะเราจะมีคนสูงวัยที่อยู่ห่างไกลเมือง ห่าง รพ. และเข้าไม่ถึงบริการจำเป็นต่างๆ จำนวนมาก

3.โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI ที่น่าจะไปได้อีกไกล

4.โครงสร้างพื้นฐานสีเขียว คือทั้งเพื่อการทำ Climate transition ลดคาร์บอน และทำ Climate adaptation รับมือภัยพิบัติต่างๆ เช่น โครงสร้างพื้นฐานการจัดการเรื่องน้ำ

ค ที่ 2 คือ คน ซึ่งอาจเป็นโจทย์ใหญ่ที่สุดก็ว่าได้ โดยประเทศไทยต้องทำทั้ง

1.การดึงดูด Talent เก่งๆ จากต่างประเทศ ใช้ประโยชน์จากการที่ Tech talent ด้านเทคโนโลยี เช่น Digital Nomad ชอบมาประเทศไทยอยู่แล้ว แต่ต้องหาทางให้หัวกะทิเหล่านี้อยู่นานขึ้น และปลดล็อกการนำเข้าบุคลากรสำคัญที่ขาดแคลน เช่น พยาบาล

2.การทำรีสกิล-อัพสกิลระดับประเทศขนานใหญ่ เพื่อสร้างแรงงานมีทักษะที่จำเป็นกับการสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (เช่น Digital/AI Care และ Green Economy) ที่เราอยากพัฒนา ในขณะเดียวกันก็ช่วยให้แรงงานไทยไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ตามไม่ทันโลกที่ดุดันเปลี่ยนไปเร็วขึ้นกว่าเดิม

ตัวอย่างของทักษะหนึ่งที่ต้องรีบพัฒนามากคือ ภาษาอังกฤษ ล่าสุดพบว่าคะแนนภาษาอังกฤษของไทยอยู่ที่อันดับ 100 ใน 112 ประเทศ ซึ่งเป็นประเด็นที่น่ากังวลสำหรับประเทศที่รายได้หลักมาจากท่องเที่ยว และต่อไปภาษาที่ใช้สื่อสารกับคอมพิวเตอร์ก็อาจกลายเป็นภาษาอังกฤษอีก

นอกจากนี้ผลคะแนนการทดสอบ PISA ของเด็กนักเรียนไทยประจำปี 2022 ยังน่าเป็นห่วงมากเพราะคะแนนแย่ลงในทุกทักษะเมื่อเทียบกับ 4 ปีก่อน ทั้งด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่าน และต่ำที่สุดในรอบ 20 กว่าปี แพ้ประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนอย่าง สิงคโปร์ เวียดนาม มาเลเซีย และบรูไน

เชื่อว่าคงมีอีกหลายอย่างที่ต้องทำ แต่ ก ข ค2 นี้น่าจะเป็นตัวปลดล็อกสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยกลับมาโตได้เร็วกว่าเดิมแบบมีคุณภาพ คล้ายนักกีฬาที่กลับมาโดดเด่นได้แม้ยามสูงวัย ด้วยการปรับวิธีเล่น วิธีเทรนนิ่งและวิธีคิด

ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนในปี 2567 ที่โลกดุดันขึ้นครับ