สแกนสมรภูมิโลกผ่านภูมิรัฐศาสตร์ ‘ไทยมีโอกาสเป็นสุมาอี้’?

18.01.24 | 14:33 น.

สแกนสมรภูมิโลกผ่านภูมิรัฐศาสตร์
‘ไทยมีโอกาสเป็นสุมาอี้’?

หมายเหตุ รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และในฐานะผู้อำนวยการบริหารมูลนิธิอาเซียน สะท้อนมุมมองด้านภูมิรัฐศาสตร์โลกปี 2567 ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับจุดยืนของไทยในภูมิภาคอาเซียน

ฮอตจริง ฮิตจริง ตั้งแต่ ‘Amidst the New World Order ไทยในระเบียบโลกใหม่’ จนถึง ‘Amidst the Geo-Political Conflicts สมรภูมิพลิกอำนาจโลก’ อันปรากฏนาม รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม บนหน้าปก

ศัพท์บัญญัติอย่าง ‘ภูมิรัฐศาสตร์’ เป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางมากขึ้นทุกที ยิ่งบวกประเด็นเศรษฐกิจ เป็น ‘ภูมิรัฐศาสตร์เศรษฐกิจ’ ก็ยิ่งเข้มข้น ผ่านการเคี่ยวกรำจาก 3 ศาสตร์ ได้แก่ ภูมิศาสตร์ รัฐศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์เป็นชุดความรู้ที่นำภูมิศาสตร์ซึ่งบอกว่าธรรมชาติกำหนดให้เราคิดอย่างไร กับรัฐศาสตร์ แบ่งปันผลประโยชน์ เกื้อกูลกันหรือว่าจะห้ำหั่นกัน จะอยู่ด้วยกันอย่างไร และเศรษฐศาสตร์ที่บอกว่า ทางเลือกที่ดีที่สุดจะเป็นอย่างไรภายใต้เงื่อนไขและข้อจำกัด

นำมาวิเคราะห์เพื่อความเข้าใจในระเบียบโลกใหม่ที่ย่อมกระทบไทยแลนด์ไม่ว่าทางหนึ่งทางใด

Advertisement

ไหนจะสถานการณ์ความขัดแย้งที่มีจุดปะทุต้องปักหมุดเฝ้าระวังตั้งแต่ตะวันออกกลาง จนถึงระยะประชิดอย่างเมียนมา บ้านใกล้เรือนเคียง ล่าสุด กลุ่มพันธมิตรสามภราดรภาพ ซึ่งเป็นการผนึกกำลังเป็นพันธมิตรกันของกองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์ 3 กลุ่มในเมียนมา ประกาศอ้างในคืนวันศุกร์ที่ 5 มกราคมที่ผ่านมา ว่าสามารถยึดเมืองเล้าก์ก่าย ในรัฐฉาน ทางตอนเหนือของประเทศติดชายแดนจีนไว้ได้แล้ว หลังจากปะทะสู้รบกับทหารเมียนมาอย่างดุเดือดมาหลายเดือน

แน่นอนว่า สถานการณ์อาจพลิกไปมา อาเซียนต้องร่วมจับตาใกล้ชิด

ยังไม่นับการคัดง้างของมหาอำนาจโลกที่ไม่ได้ขั้วเดียวอีกต่อไป

รศ.ดร.ปิติ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ในวันนี้ดำรงอีกตำแหน่งสำคัญ นั่นคือ ผู้อำนวยการบริหาร มูลนิธิอาเซียน (ASEAN Foundation) ณ กรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย พร้อมสนทนาข้ามประเทศถึงประเด็นหลากหลาย ทั้งโลก ทั้งอาเซียน ทั้ง (รัฐบาล) ไทย
แต่ก่อนไปถึงประเด็นอื่นใด ไม่ถามไม่ได้ว่า มองปรากฏการณ์พ็อคเก็ตบุ๊ก ‘วิชาการ’ ชิงช่วงชั้น ‘หนังสือขายดี’ ในหมู่ประชาชนคนทั่วไปได้อย่างไร

“…ลองนึกถึงภาพคนที่เสพคอนเทนต์อย่างจริงจังซึ่งเห็นได้ว่าเยอะขึ้นมากๆ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือที่เนื้อหาซีเรียส วิชาการหนักๆ ที่มาจากวิทยานิพนธ์ ช่องยูทูบที่เหล่ายูทูบเบอร์สร้างคอนเทนต์ที่มีสาระ เดี๋ยวนี้ก็มีคนดู เพราะฉะนั้นมีคนกลุ่มหนึ่งที่เสพสื่อเหล่านี้ แต่ก็มีอีกกลุ่มที่ไม่ได้สนใจเลยเหมือนกัน

ในขณะที่สมัยก่อนมีนิตยสารซึ่งอย่างน้อยมีทั้งความบันเทิงและสาระ มีประวัติศาสตร์อยู่ สังเกตว่ากลุ่มคนเหล่านี้จะหายไป สุดท้ายก็จะกลายเป็นสุดโต่งสองข้าง

สำหรับกลุ่มที่มาทางวิชาการเข้ม บางครั้งก็ตกใจว่าเข้มขนาดนี้ได้เลยเหรอ แต่กลุ่มนี้จะกลายเป็นความหวัง”

จากนั้น เข้าประเด็นชงเข้มเต็มสมรภูมิ ดังนี้

⦁ ขอเริ่มที่สมรภูมิใกล้บ้านอย่างเมียนมาซึ่งเดือดขึ้นทุกขณะ ปฏิเสธไม่ได้ว่ารัฐบาลไทยโดยเฉพาะยุค คสช.และรัฐบาลที่ผ่านมา มีความสัมพันธ์อันดียิ่งต่อกัน ในห้วงเวลานี้ไทยควรยืนอยู่จุดไหน ก้าวอย่างไรไม่ให้เหยียบกับระเบิด

อย่างแรกต้องยืนยันว่าเราจะไม่แทรกแซง ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองและความมั่นคงที่เป็นประเด็นภายในของพม่า สิ่งที่ต้องเป็นจุดยืนของประเทศไทยคือสนับสนุนให้พม่ากลับมาสงบและมีสันติสุข แล้วเชื่อว่าพม่าจะหาคำตอบที่ดีที่สุดให้กับตนเองได้

อย่างที่สองคือการช่วยเหลือคนพม่าให้พวกเขาลืมตาอ้าปากได้ มีอนาคต มีชีวิตที่ดี อย่างน้อยที่สุดคือด้านเศรษฐกิจ เราเปิดรับและให้โอกาสแรงงานพม่าให้เข้ามาทำงานได้ ไม่ปิดกั้นเพียงเพราะว่าเป็นประเทศเผด็จการ ขณะที่ไทยเองก็ขาดแคลนแรงงาน สนับสนุนให้มีการค้าข้ามชายแดน เพราะตอนนี้ถือว่าพม่าวิกฤตทางเศรษฐกิจ ผู้ที่เดือดร้อนที่สุดคือประชาชนที่เป็นเหยื่อสงคราม คนเหล่านี้ยังต้องการของกินของใช้

ประเด็นสุดท้ายคือถ้าเกิดเหตุการณ์ที่มีความรุนแรง ในทางการเราไม่เปิดรับผู้ลี้ภัย แต่อย่างไม่เป็นทางการเราช่วยเหลือเต็มที่ ทั้งด้านการแพทย์ ความมั่นคง หน่วยกู้ชีพ ทำทุกอย่างบริเวณชายแดนทั้งหมด มีการลงทะเบียนเรียบร้อย เมื่อสถานการณ์สงบก็สามารถกลับประเทศได้ เราต้องระวังเมื่อพูดถึงการเปิดรับอย่างเป็นทางการ เพราะคนเหล่านี้เมื่ออยู่ในการดูแล จะอยู่ในสถานะผู้ลี้ภัย นั่นหมายถึงการกลับประเทศไม่ได้จนกว่าเหตุการณ์ที่ลี้ภัยออกมาจะคลี่คลาย ตราบใดที่สงครามยังไม่จบ ทรัพย์สิน ไร่นา สมบัติทั้งหมดต้องถูกปล่อยทิ้งไว้

วิธีการนี้จะดีที่สุดเพราะเราได้ช่วยเหลือเขาเต็มที่ แต่ถ้าสำหรับคนที่ไม่ได้อยากกลับ ประเทศไทยควรจะบอกว่า ถ้าหากทำแบบนี้ขอให้เป็นระดับประชาคมอาเซียน สร้างสำนักงานที่ชายแดนแล้วประสานงานกับองค์กรต่างๆ ประสานกับประเทศเพื่อนบ้าน 10 ประเทศ ให้รับผิดชอบร่วมกันในเรื่องของการอพยพเข้ามาในประเทศ เรื่องพวกนี้มีการบริหารจัดการในระดับภูมิภาค ทำให้อาเซียนเป็นหนึ่งเดียวกัน โดยที่ไม่ต้องมีการแทรกแซงเข้ามาหรือใช้กฎเกณฑ์ที่ไม่เหมาะสม

สำหรับประเด็นที่มักพูดถึงกันเยอะๆ คือ ‘ระเบียงมนุษยธรรม’ นั่นแปลว่าจะต้องกันพื้นที่ ต้องแก้กฎหมายให้พวกเขาสามารถเข้ามาอยู่และทำมาหากินได้ เหมือนได้บัตรประชาชนอีกรูปแบบหนึ่ง เราอาจต้องแบกรับเรื่องการหาปัจจัย 4 ซึ่งแม้แต่คนไทยเองบางครั้งยังไม่ได้รับ

เพราะฉะนั้นเรื่องพวกนี้ต้องใช้ศิลปะในการดำเนินนโยบาย ทางที่ดีสุดคืออย่าออกรับเพียงคนเดียว ให้ผลักดันทั้งประชาคม หากลไกเดินหน้าร่วมกัน ถ้าทำได้ แล้วไม่ใช่กลไกของฝรั่ง พม่าจะยอมรับได้มากกว่า เราต้องหาวิธีการแก้ไขและอาเซียนก็จะแข็งแกร่งระดับหนึ่ง

⦁ ขยับออกไปไกลอีกนิด จากข้อเขียนที่ผ่านมา ทำไมจึงเชื่อว่า จีนไม่เลือกข้าง แต่สนับสนุนสร้างสันติภาพในตะวันออกกลาง

ตะวันออกกลางเป็นหนึ่งในฮาร์ตแลนด์ ในทางภูมิศาสตร์เป็นจุดเชื่อมโยงภูมิภาคของทางโลก นอกจากนี้ยังมีทรัพยากรมากมาย ในอดีตถ้ามีทรัพยากรอยู่มาก ฝรั่งก็จะครอบงำแล้วตามมาด้วยเรื่องอาณานิคม ซึ่งต้องเกิดจากการแบ่งแยกจึงจะได้การปกครอง เมื่อไม่มีแรงต่อต้าน วิธีการของฝรั่งคือการยึดทรัพยากรที่สำคัญไปหรือค้าขายในรูปแบบที่ไม่เป็นธรรม เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงเป็นช่องเปิดให้จีน

จีนต้องการพลังงาน ทรัพยากร แร่ธาตุ แต่จีนไม่มีอาณานิคมมาตั้งแต่อดีต จึงไม่สามารถยึดแล้วปล้นมาถูกๆ อย่างที่ฝรั่งทำได้ สิ่งที่จีนต้องทำคือการสนับสนุนให้คนเหล่านี้เลิกรบกัน สร้างสันติภาพ จีนยินดีจ่ายราคาเต็ม ขอเพียงได้รับสิทธิพิเศษ ซึ่งไม่ใช่เป็นการทวงบุญคุณ แต่เคยเป็นกลไกให้เกิดการปรองดอง เลิกรบกันได้

ณ เวลานี้ที่กำลังคุยกันเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศคือการร่วมมือกัน การเจรจาที่ทุกฝ่ายประสบความสำเร็จและได้ผลประโยชน์อย่างเท่าเทียม

อย่างแรกก่อนจะเกิดการเจรจาคือ ความต้องการที่ชัดเจนว่าคุณอยากจะได้อะไรในการเจรจา

อย่างที่สองคือสิ่งที่ต้องการเสนออย่างชัดเจน เพราะต้องมีทั้งส่วนได้และส่วนเสีย ส่วนที่เสียไปต้องคุ้มค่าที่ได้จากฝั่งตรงข้ามอย่างเท่าเทียมกัน นอกจากนี้ควรต้องมีข่าวกรอง รู้ความต้องการที่แท้จริง รู้ถึงจุดอ่อนว่าถ้าพูดไปแล้วจะสามารถปรับความเข้าใจกันได้เพราะการเข้าใจกันถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก

⦁ ขอย้อนกลับไปถึงยุทธศาสตร์การช่วยเหลือแรงงานไทยของภาครัฐในสงครามอิสราเอล-ฮามาส มองจุดเด่นจุดด้อยอย่างไร

ต้องยอมรับว่ากระทรวงการต่างประเทศเก่งมากในแง่ที่พยายามทุกทางที่มี เป็นเรื่องที่ต้องชื่นชม ไม่เพิกเฉย ไม่นิ่งดูดาย แต่ปัญหาคือการสื่อสารที่สะท้อนว่าไม่มีการสื่อสารทางยุทธศาสตร์ ทั้งที่ฝ่ายเราตั้งใจทำ หวังดีกับทุกคน จนในที่สุดช่วยคนไทยกลับมาได้ แต่การละเลยรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ทำให้ไม่สามารถทำให้มันสมบูรณ์ได้ ความสมบูรณ์แบบอยู่ในรายละเอียด จิตใจมนุษย์เป็นเรื่องอ่อนไหว เราจึงยิ่งต้องใส่ใจดีเทลให้มากที่สุด

⦁ ประเด็นใดหรือพื้นที่ไหนในโลกที่รู้สึกว่าน่าสนใจเป็นพิเศษในช่วงถัดไปจากนี้

แอฟริกา อเมริกาใต้และอเมริกากลาง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พวกเราแทบจะไม่รู้จักพวกเขาและมีประเด็นที่น่าสนใจ มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจำนวนมาก

ณ ปัจจุบันนี้เราเริ่มเห็นถึงผู้นำที่ไม่ต้องฟังเสียงอเมริกาแต่ได้เสียงสนับสนุนของประชาชนเพิ่มขึ้น ทุกคนจะนึกถึงว่าวิถีทางเดิมที่เคยเดินมาโดยตลอดไม่ได้ช่วยให้ชีวิตของพวกเขาดีขึ้น แต่ในขณะเดียวกันระบบเดิมที่ทำมาโดยตลอดสามารถพิสูจน์ให้เห็นว่าวิถีชีวิตดีขึ้นได้คนก็ไม่สนใจและสนับสนุน อย่างสาธารณรัฐประชาชนจีนเขาสามารถพิสูจน์ว่าแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้

เพราะฉะนั้น นาทีนี้เริ่มพิสูจน์ได้เลยว่าในความเป็นจริงของแต่ละประเทศอาจจะมีโมเดลในการพัฒนาเศรษฐกิจของตัวเองได้ ไม่จำเป็นต้องใช้ตำราฝรั่งอย่างเดียวจึงทำให้กระแสโลกมีการเปลี่ยนแปลงเยอะขึ้น ประเทศไทยเองก็เคยพยายามจะเปลี่ยน เช่น พรรคก้าวไกลชนะเลือกตั้งถล่มทลาย ทำให้เห็นได้ว่าคนเริ่มเบื่อระบบเดิมเต็มที เมื่อมีคนเสนอทางออกที่โอเค รับฟังแล้วมีเหตุผล บางทีอาจจะมีความสะใจอยู่ด้วย ถ้าคนตอบรับพวกเขาก็สนับสนุน แต่เราเองก็ไม่สุดทางจึงจบด้วยการไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งไม่ใช่เพราะนโยบายไม่ดี แต่เกิดจากหมกมุ่นเรื่องแก้ไขมาตรา 112 ทั้งๆ ที่มีอีก 300 นโยบายที่จะทำ เขากลับไม่ยอมแก้ 1 นโยบาย จึงทำให้อีก 299 นโยบายตกลงไปด้วย

⦁ อยากให้ช่วยขยายความประเด็นซอฟต์เพาเวอร์ซึ่งก่อนหน้านี้อาจารย์มีข้อแนะนำให้รัฐบาลมุ่งหน้าสมาร์ทเพาเวอร์

ส่วนตัวผมสนับสนุนซอฟต์เพาเวอร์ เพราะเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องมี แต่ซอฟต์เพาเวอร์กับฮาร์ดเพาเวอร์ไม่ได้มีความหมายที่แตกต่างกัน ความหมายที่เป็นจุดประสงค์จริงๆ ไม่ได้อยู่ที่คำว่าซอฟต์กับฮาร์ด

สิ่งที่รัฐบาลกำลังโปรโมตอยู่เป็นการพูดถึงเอกลักษณ์ความเป็นไทย ความภาคภูมิใจของชาติไทยซึ่งเป็นเรื่องที่ดี แต่เรากลับโปรโมตว่าเรากำลังจะมีอำนาจเหนือคนอื่นหรือไม่

โจเซฟ ไนย์ (Joseph Nye) ผู้เขียนหนังสือเรื่องซอฟต์เพาเวอร์ ในที่สุดก็กล่าวว่าไม่สามารถใช้แค่ซอฟต์เพาเวอร์ได้อย่างเดียว แต่สามารถใช้สมาร์ทเพาเวอร์ได้ ซึ่งจริงๆ ซอฟต์เพาเวอร์คือ สังคมวัฒนธรรมบวกด้วยพลังอำนาจ ในกรณี ไซเบอร์เพาเวอร์และพลังการสื่อสารโซเชียลมีเดียในไซเบอร์ สเปซ

⦁ ในฐานะบุคลากรทางการศึกษามีความคิดเห็นอย่างไรกับนโยบายรัฐบาลล่าสุด ที่เน้นปลูกฝังความรักชาติ โดยมีแนวคิดให้สอบประวัติศาสตร์ในการบรรจุข้าราชการ

ขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่าตีความคำว่า ‘ประวัติศาสตร์’ อย่างไร ประวัติศาสตร์เป็นวิชาที่มีความสำคัญอย่างมาก แต่ปัญหาตอนนี้คือประวัติศาสตร์หลายๆ อย่างในประเทศไทยเป็นประวัติศาสตร์ชาตินิยม เมื่อมีหลักฐานใหม่ๆ ทางโบราณคดี กลับไม่เคยอัพเดตสิ่งเหล่านั้น

จุดเริ่มต้นของไทยเกิดจากที่ราบลุ่มภาคกลาง เริ่มจากอโยธยาที่พัฒนาโดยลพบุรีกับอีสานและสุวรรณภูมิ แต่กลับไม่มีการพูดถึงว่าไทยเกิดขึ้นมาได้อย่างไร เกิดมาจากเขมร ฝรั่ง จีนที่เขามาอยู่อาศัย มีพื้นที่เหมาะแก่การค้าขายแล้วร่วมสร้างเอกลักษณ์ร่วมกัน แต่ทำเหมือนกับว่าคนไทยคือดีเอ็นเอ

เราต้องมองประวัติศาสตร์ว่าเป็นศาสตร์ที่มีพัฒนาการ มีการคิดวิเคราะห์ มีการหาหลักฐานใหม่ ไม่ใช่มองเพียงแค่เป็นไทม์ไลน์ที่ตายตัว แต่ขึ้นอยู่กับภูมิประเทศ เศรษฐกิจ ภูมิอากาศ ความเชื่อของคนในพื้นที่ต่างๆ ที่ถ่ายทอดต่อกันมา จึงทำให้เกิดความเป็นไทย

⦁ หากประเมินสถานการณ์ทางการเมืองและนโยบายปัจจุบันของรัฐบาล มองว่าไทยสามารถเป็นผู้ชนะอย่าง ‘สุมาอี้’ ในสามก๊กได้หรือไม่

ผมคิดว่ายังมีโอกาสเป็นได้ เพราะเริ่มเห็นจากหลายๆ เรื่อง เช่น การประชุมทูตล่าสุดในรอบ 7 ปี ที่น่าสนใจคือนำผู้ช่วยทูตฝ่ายพาณิชย์มาด้วย คนไทยเรียกกันว่าทูตพาณิชย์ แต่จริงๆ คืออัครราชทูตฝ่ายการพาณิชย์ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เห็นได้ชัดเจนถึงการมอบนโยบายคือ เพื่อนบ้านมาก่อน ต่อมาคือมหาอำนาจ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี 6 เป้าหมาย ที่พูดถึงปฏิสัมพันธ์ต่างๆ เริ่มถูกนำมามอบนโยบายจากรัฐบาลกับคนที่มีความสามารถสูงนั่นก็คือนักการทูต

ขอให้รัฐบาลทำงานหนักมากขึ้น ในท้ายที่สุดแล้วจะเป็นสิ่งที่ทำให้ประเทศไทยไปสู่สิ่งที่เราเรียกว่า ‘สมาร์ทเพาเวอร์’ สู่การเป็นสุมาอี้เพราะไม่จำเป็นต้องมีกำลังรบเยอะ แต่ถึงเวลาที่ต้องนำทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมกันคิด ร่วมกันทำ