เลิกผลักไสทำแท้งเถื่อน! ส.ก.งัดหลักฐาน ‘พร้อมทุกอย่างขาดแค่ความกล้า’ สภากทม.เห็นด้วย

17.01.24 | 21:02 น.

ส.ก.นอนคิด พร้อมทุกอย่างขาดแค่ความกล้า – โชว์รีเสิร์ชยิบ! จน ‘สภากทม.’ เห็นด้วยฟอร์มทีมศึกษา ‘ทำแท้งปลอดภัย’ ใน รพ.กทม. เซฟชีวิต ช่วยผู้มีรายได้น้อย

เมื่อวันที่ 17 มกราคม ที่ อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 (ดินแดง) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และ ส.ก.ทั้ง 50 เขต เข้าร่วมการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยที่ 1 ครั้งที่ 3 ประจำปีพุทธศักราช 2567

ในตอนหนึ่ง น.ส.ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ส.ก.เขตบางซื่อ พรรคก้าวไกล เสนอญัตติขอให้สภากรุงเทพมหานครตั้งคณะกรรมการวิสามัญ ศึกษาแนวทางการให้บริการยุติการตั้งครรภ์อย่างปลอดภัย ในสถานพยาบาลสังกัดกรุงเทพมหานคร

น.ส.ภัทราภรณ์กล่าวว่า วันนี้ตนขอให้ทุกท่านเปิดใจรับข้อมูลที่เป็นวิทยาศาสตร์ เป็นตัวเลข เป็นสถิติที่มีอยู่จริง ไม่ใช่เพียงมายาคติของสังคมที่รับฟังต่อๆ กันมา ตนได้ศึกษาพูดคุยกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งผู้ที่ผ่านการยุติการตั้งครรภ์มาแล้ว ภาคเอกชนที่ต่อสู้ประเด็นนี้มาเป็น 10 ปี และความคิดเห็นของบุคลากรทางการแพทย์ ที่ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

“ดิฉันจะให้ตัวเลขเล่าเรื่อง ว่าการยุติการตั้งครรภ์นั้นเป็นทางเลือกทางสุขภาพ หรือถ้าเราพูดเป็นภาษาบ้านๆ ‘ไม่มีใครตั้งใจท้องเพื่อทำแท้ง’

Advertisement

จากสถิติของผู้เข้ารับการปรึกษา เพื่อยุติตั้งครรภ์ ปี 2561-2565 จะพบว่ากว่า 80% มีอายุ 20 ปีขึ้นไป ดูลึกลงไปกว่านั้นคือ จำนวนคนที่อายุ 25 ปีขึ้นไป มีมากกว่า 60% ถือเป็นวัยทำงานทั้งสิ้น คนอายุ 35-44 ปี ยังมีแนวโน้มในการยุติการตั้งครรภ์สูงขึ้นเรื่อยๆ สวนทางกับคนอายุระหว่าง 15 ถึง 35 ปีที่มีแนวโน้มลดลง” น.ส.ภัทราภรณ์ระบุ

น.ส.ภัทราภรณ์ชี้ว่า คน 56.9% ที่เลือกยุติการตั้งครรภ์ ยังเป็นคนที่มีบุตรมาแล้วอย่างต่ำ 1 คน ผ่านการตั้งครรภ์มาแล้ว ดังนั้นที่เราเข้าใจกันว่า คนที่ยุติการตั้งครรภ์ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นท้องไม่พร้อมนั้น ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

นอกจากนั้น เรายังพบอีกว่าคนที่ยุติการตั้งครรภ์เพราะเหตุผลด้านเศรษฐกิจ แบ่งเป็นผู้ไม่มีรายได้ 32.9 % , เป็นผู้มีรายได้ไม่แน่นอน 20.5% และส่วนใหญ่มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือน ถึง 75.4% ส่วนผู้ที่ยุติการตั้งครรภ์ เพราะเหตุผลด้านสุขภาพ 72.9% ก็มีรายได้ต่ำกว่า 20,000 บาทต่อเดือน

“แถม 60% ของคนที่ยุติการตั้งครรภ์มีการใช้การคุมกำเนิดอีกด้วย ซึ่งแบบเรียนสุขศึกษาระดับประถม สอนเราอยู่แล้วว่าไม่มีการคุมกำเนิดใดที่ให้ผลได้ 100% ส่วนที่ไม่มีการคุมกำเนิด ก็มีหลายเหตุผลด้วยกัน เช่น ไม่มีความรู้มากเพียงพอ, ถูกล่วงละเมิดทางเพศ , บางคนอายุมากประจำเดือนหมดแล้ว บางคนไม่มีทุนทรัพย์พอ บางคนเพิ่งแท้งบุตรก็ไม่คิดว่าตนเองจะตั้งครรภ์ได้” น.ส.ภัทราภรณ์กล่าว

น.ส.ภัทราภรณ์กล่าวต่อว่า 85.6% ของผู้ใช้บริการ มีอายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ตามที่กฎหมายกำหนด หรือหากอายุครรภ์เกินนั้น ก็จะเข้าเงื่อนไขที่กระทบต่อสุขภาพ หรือเกิดจากการกระทำความผิดทางเพศ ซึ่งรัฐก็สามารถให้บริการยุติการตั้งครรภ์ได้เช่นเดียวกัน

“จึงไม่มีเหตุผลใดเลย ที่รัฐจะไม่ให้บริการแก่ประชาชนกลุ่มนี้ จากข้อมูลสถิตินี้สามารถสรุปได้ว่า คนที่ยุติการตั้งครรภ์ ส่วนใหญ่เป็นวัยทำงาน มีบุตรมาแล้ว เป็นประชากรที่พลาดตั้งครรภ์จากการคุมกำเนิดมีอายุครรภ์ต่ำกว่า 12 สัปดาห์ และอยู่ฐานะที่ไม่พร้อมทางเศรษฐกิจ”

น.ส.ภัทราภรณ์กล่าวต่อว่า ทราบหรือไม่ว่าประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 301 ที่เกี่ยวข้องกับการยุติการตั้งครรภ์ เดิมกำหนดบทลงโทษแก่ผู้หญิงที่ยินยินยอมให้ทำแท้ง ให้มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนมาตรา 305 เดิมได้กำหนด ยกเว้นความผิดแก่ผู้หญิงที่ทำให้ตนเองแท้งโดยแพทย์ เฉพาะกรณีที่กระทบกับสุขภาพ หรือเกิดจากกระทำความผิดทางเพศเท่านั้น

ต่อมาในปี 2563 ครม. ในขณะนั้นและพรรคก้าวไกลได้ยื่นเสนอแก้ไข ทั้งมาตรา 301 และ 305 โดยสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ได้ลงมติรับ พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาทั้ง 2 ฉบับ มีสาระสำคัญคือ กำหนดให้ผู้หญิงสามารถทำแท้งได้ภายในอายุครรภ์ 12 สัปดาห์โดยไม่มีความผิด และเพิ่มเติมไปถึงกรณีที่ผู้หญิงยืนยันด้วยตัวเองที่จะยุติการตั้งครรภ์โดยแพทย์ ไม่จำเป็นต้องเป็นเคสทางด้านสุขภาพ หรือการกระทำความทางเพศเท่านั้น อีกต่อไป

น.ส.ภัทราภรณ์กล่าวอีกว่า วันนี้ผ่านมา 3 ปี หลังจากการยุติการตั้งครรภ์เป็นเรื่องถูกกฎหมาย แต่รัฐกลับไม่ทำหน้าที่จัดบริการให้แก่ประชาชน ไม่ว่าจะจากกระทรวงสาธารณสุข หรือ กทม.เอง

“พูดง่ายๆ ก็คือการยุติการตั้งครรภ์ถูกกฎหมายแล้ว แต่ไม่มีสถานที่ให้บริการของรัฐอย่างเพียงพอ มีเพียงเอกชนที่เข้ามาให้บริการเป็นส่วนใหญ่ ” น.ส.ภัทราภรณ์เผย

จากนั้นกล่าวถึงสถิติการจ่ายยา Medabon สำหรับการยุติการตั้งครรภ์ทั่วประเทศ จากทั้งหมด 79,133 ราย ภายใน 5 ปีที่ผ่านมา เราจะพบว่าภาคเอกชนแบกรับการจ่ายยายุติการตั้งครรภ์ถึง 77.3% ส่วนโรงพยาบาลรัฐใน กทม.มีเพียง 0.3% เท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมากๆ

“สำหรับข้อมูลในการให้บริการของโรงพยาบาล ในกรุงเทพมหานคร ดิฉันพบว่ามี 2 กรณีหลักๆคือ 1.โรงพยาบาลปฏิเสธไม่ให้บริการยุติการตั้งครรภ์ 2.โรงพยาบาลให้บริการแต่เป็นการส่งต่อไปยังโรงพยาบาล หรือหน่วยงานเอกชนอื่น

ในปีที่ผ่านมา โรงพยาบาลสังกัดกรุงเทพมหานคร ให้บริการ 11 โรงพยาบาลรวมกันเพียง 19 รายเท่านั้น ความเป็นจริงมีผู้ขอรับบริการมากถึง 8,000 ราย (ข้อมูลจาก สายด่วนปรึกษาเอดส์และท้องไม่พร้อม 1663 และกลุ่มทำทาง)

สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมา จากที่เราให้บริการแต่เพียงในนามแบบนี้ คือค่าใช้จ่ายต่อเคสที่เพิ่มมากขึ้น หากประชาชนจะใช้บริการในกรุงเทพฯ ก็ต้องเป็นหน่วยงานของเอกชน ค่าใช้จ่ายสูงกว่าที่สปสช.อุดหนุน ซึ่งจ่าย 3,000 บาทต่อเคส ส่วนที่เกินมาประชาชนต้องออกกันเอง หรือหากเลือกโรงพยาบาลรัฐในจังหวัดอื่น ก็ต้องเสียทั้งค่าเดินทาง และโอกาสลางาน เช่นกัน” น.ส.ภัทราภรณ์กล่าว

น.ส.ภัทราภรณ์กล่าวต่อว่า จากข้อมูลที่กล่าวไปก่อนหน้านี้ ผู้ที่ยุติการตั้งครรภ์ส่วนใหญ่ เป็นผู้ที่มีรายได้น้อยอยู่แล้ว ดังนั้น การที่มีตัวเลือกทางด้านสุขภาพเพียงเท่านี้ จึงเป็นการผลักพวกเขาออกไปจากระบบ ให้ไปหาทางเลือกที่อันตรายต่อชีวิต

“หากเพื่อนสมาชิกลองเสิร์ช ท่านก็จะเจอวิธีการยุติการตั้งครรภ์เถื่อนมากมาย ทั้งการซื้อยาออนไลน์ ไปจนถึงคลินิกเถื่อน ถ้าเสิร์ชใน X ขึ้นมาแบบนี้ เป็นยาอะไรก็ไม่ทราบแต่ส่งตรงถึงบ้านท่าน”

“อีกปัจจัยที่ผลักคนไปสู่ทางเลือกที่ไม่ปลอดภัยคือความเข้าใจของสังคม ภาพที่เราคุ้นชินในสื่อ เกี่ยวกับการทำแท้ง มักจะออกมาในรูปแบบน่ากลัว เลือดสาด เลวทราม เป็นการลงโทษ มีการเอาไปผูกไว้กับศีลธรรมต่างๆ ถูกถ่ายทอดออกมาซ้ำๆ จนกลายเป็นภาพจำของสังคม แต่ในความเป็นจริงแล้ว การยุติการตั้งครรภ์ในปัจจุบันก้าวหน้าไปมาก”

น.ส.ภัทราภรณ์เผยว่า ในปัจจุบันมี 2 วิธีคือ วิธีที่ 1 การกินยา Miferpristone ให้เกิดการขับออกใน 8-13 วัน ซึ่งกรณีนี้ ท่านสามารถทานยา ดูอาการสักพักนึง แล้วกลับบ้านได้

2.การใช้กระบอกสุญญากาศที่มีขนาดเล็กสอดเข้าไปในช่องคลอด เพียง 15 นาทีเท่านั้นดูอาการและกลับบ้านได้เช่นเดียวกัน ไม่ต้องค้างคืน

ทั้ง 2 วิธีนี้ในประเทศไทยอยู่ในมาตรฐานเดียวกันกับที่ระบุไว้ในคู่มือของ องค์การอนามัยโลก (WHO) ดูจากลิสต์ยาก็จะเห็น รวมถึงวิธีการกินยาและการใช้กระบอกสุญญากาศ มีอัตราสำเร็จสูงถึง 99% ปลอดภัย รวดเร็วและไม่น่ากลัวอย่างที่เราเคยเชื่อกัน

“ดิฉันได้พูดคุยกับภาคประชาชน หรือกลุ่มทำทาง ที่ได้ต่อสู้เรื่องนี้มามากกว่า 13 ปี ได้ทราบว่ากลุ่มคนเหล่านี้ได้พูดคุยอย่างเป็นทางการ กับรองผู้ว่าฯ ทวิดา กมลเวชช เรียบร้อยแล้ว และยังพูดคุยกับท่านผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เพื่อนัดหมายพูดคุยเรื่องนี้ต่อไป แต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ

“ที่ผ่านมารัฐแตะเรื่องนี้ น้อยมากๆ ส่วนหนึ่งก็เลือกที่จะสนใจคะแนนเลือกตั้งครั้งหน้า มากกว่าสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชน ดิฉันเชื่อเหลือเกินว่าฝ่ายบริหารชุดนี้ไม่ได้เป็นแบบนั้น จึงขอใช้ช่องทางของ สภากทม. เป็นกระบอกเสียงให้กับกลุ่มคนที่ถูกรัฐมองข้ามไป” น.ส.ภัทราภรณ์กล่าว

โดยมีข้อเสนอ 3 ข้อ ดังนี้

  1. ขอให้โรงพยาบาลในสังกัด กทม.ให้บริการยุติการตั้งครรภ์แทนการส่งตัวไปยังหน่วยงานเอกชน
  2. ขอให้ศูนย์บริการสาธารณสุขใน กทม.ให้บริการด้วยวิธีการจ่ายยาได้
  3. ขอให้ กทม.ประชาสัมพันธ์ข้อเท็จจริง ของการยุติการตั้งครรภ์ว่าเป็นทางเลือกด้านสุขภาพ ซึ่งมีทางเลือก ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่สังคมเข้าใจ

“วันที่ 28 กุมภาพันธ์นี้ จะเป็นวันยุติการตั้งครรภ์ปลอดภัยสากล เป็นนิมิตรหมายอันดี ที่เราจะเลิกปากว่าตาขยิบ และเริ่มต้นพูดคุยหาทางออกอย่างเป็นรูปธรรมกันเสียที เพราะการที่ไม่มีบริการไม่เพียงพอ ไม่ได้ทำให้การทำแท้งลดลงแต่เป็นการผลักภาระให้ประชาชนไปหาทางเลือกเถื่อนหลังบ้าน ที่อันตรายต่อชีวิตเท่านั้น”

“ดิฉันยืนยัน ว่าการเสียชีวิตจากการยุติการตั้งครรภ์เป็นสิ่งที่ป้องกันได้ แค่ภาครัฐไม่เมินเฉยต่อการมีอยู่ของพวกเขาแค่นั้นเอง

ตอนที่ดิฉันทำรีเสิร์ชทั้งหมดนี้ ก็นั่งคิดนอนคิดว่าไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่สถานพยาบาลของ กทม. จะไม่ให้บริการการยุติการตั้งครรภ์ ในเมื่อกฎหมายก็ถูกมาแล้ว 3 ปี อุปกรณ์ทุกอย่างก็พร้อม ถ้าหากบุคลากรทางการแพทย์ไม่เต็มใจ ก็สามารถจ้างบุคลากรที่เต็มใจมาเสริมได้ หากสถานพยาบาลสังกัดกทม.ตัดสินใจให้บริการ ก็จะสามารถกระจายการยุติการตั้งครรภ์ไปทั่ว กทม.แบบที่ไม่เสียอะไรมาก

สิ่งเดียวที่ดิฉันคิดออกว่าน่าจะขาด คือความกล้าหาญและเจตจำนง ในการแก้ปัญหาให้ประชาชนเท่านั้นจริงๆ หวังว่าฝ่ายบริหารและสมาชิกจะให้ความสำคัญกับประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะการให้ทางเลือกด้านสุขภาพ ผ่านศูนย์บริการสาธารณสุข 69 แห่ง และโรงพยาบาลสังกัดกทม. อีก 11 แห่ง เพื่อรองรับสิทธิความหวัง ความฝัน ในการเลือกที่จะมีชีวิตอยู่ของพี่น้องประชาชนกลุ่มที่ถูกละเลยมาตลอด โดยเริ่มจากผู้แทนของเขาใน สภากทม.แห่งนี้” น.ส.ภัทราภรณ์กล่าวทิ้งท้าย

ด้าน รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กทม.ได้หารือกับกับเครือข่ายที่เกี่ยวข้องแล้ว ปัจจุบันศูนย์บริการสาธารณสุขได้ให้บริการคำปรึกษาทุกแห่งแล้ว จากนั้นจะส่งต่อให้ รพ.สังกัดกทม.ดูแล จำนวน 5 แห่ง

ทั้งนี้ กทม. สำนักการแพทย์ และสำนักอนามัย เข้าใจเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการยุติการตั้งครรภ์ และจะดำเนินการจัดบริการให้เพียงพอต่อไป

จากนั้น ที่ประชุมสภากรุงเทพมหานคร มีมติเห็นชอบตั้งคณะกรรมการวิสามัญศึกษาแนวทางการให้บริการยุติการตั้งครรภ์ อย่างปลอดภัยในสถานพยาบาสสังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 17 ท่าน กำหนดระยะเวลาการศึกษา 90 วัน