‘สภา’ ส่งญัตติศึกษาแนวทางแก้ปัญหาผู้หนีภัยการสู้รบชายแดนไทย-เมียนมา ให้กมธ.ความมั่นคงฯพิจารณา ด้าน ‘รังสิมันต์’ ชง 5 ข้อแก้ปัญหา จี้ รบ. แสดงเจตจำนงทางการเมือง โชว์บทบาทส่งเสริม ประชาธิไตยในพม่า
เมื่อวันที่ 18 มกราคม ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มี นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาคนที่สอง ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม พิจารณาญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาและหาแนวทางแก้ไขปัญหากรณีผู้ลี้ภัยจากการสู้รบในพื้นที่พักพิงชั่วคราว 9 แห่งในประเทศไทยและผู้หนีภัยจากการสู้รบตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา ซึ่งมีผู้เสนอญัตติในทำนองเดียวกัน 3 ญัตติ ทั้งนี้ เป็นการพิจารณาต่อเนื่องจากการประชุมสภาครั้งที่ผ่านมา
โดย นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายว่า สำหรับปัญหาชายแดนที่เกิดขึ้น ทั้งกรณีของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือปัญหาการสู้รบที่ เล่าก์ ก่าย เมียนมา พบว่า นายเศรฐา ทวีสิน นายกฯและ รมว.คลัง ไม่เข้าใจในทิศทางของความมั่นคง และไม่ได้หยิบยกการแก้ปัญหาในประเด็นดังกล่าว ตนในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาได้ทำงานอย่างจริงจัง แต่ไม่ได้รับความร่วมมือจากฝ่ายรัฐบาล ขณะนี้สิ่งที่ต้องการมากที่สุด คือ เจตจำนงทางการเมือง ที่รัฐบาลไม่มี
นายรังสิมันต์กล่าวว่า สำหรับการแก้ปัญหาชายแดนจากประเด็นผู้หนีภัยการสู้รบในเมียนมา ตนมีข้อเสนอไปยังรัฐบาล คือ 1.ให้ผู้หนีภัยมีโอกาสได้ทำงานอย่างถูกกฎหมาย เนื่องจากไทยเข้าสู่ภาวะขาดแคลนแรงงานจากสังคมสูงวัย ต้องให้ผู้หนีภัยมาช่วยสร้างชาติไทย โดยต้องรับรองให้ผู้หนีภัยทำงานในประเทศไทยได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย มีรายได้เพียงพอเลี้ยงชีพ และไม่มีการจ่ายสินบนให้เจ้าหน้าที่
2.ต้องเปิดพรมแดนไทย-เมียนมา เพื่อให้ผู้หนีภัยสู้รบ มีพื้นที่ปลอดภัยในประเทศไทย มีการลงทะเบียนอย่างถูกต้อง รวมถึงต้องปิดช่องว่างไม่ให้สิ่งไม่ถูก หรือสิ่งผิดกฎหมายลักลอบเข้ามาในประเทศไทย นอกจากนั้นต้องสร้างแนวร่วมกับประเทศต่างๆ เพื่อช่วยเหลือผู้หนีภัยการสู้รบ สิ่งดังกล่าวตนทราบว่าไม่ง่าย ต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมาก แต่หากได้นายกฯที่มีวิสัยทัศน์การสร้างแนวร่วมดังกล่าวก็ทำได้
นายรังสิมันต์กล่าวต่อว่า 3.ให้โอกาสผู้หนีภัยการสู้รบเข้าถึงการศึกษา เพื่อให้มีวิชาชีพติดตัว ทั้งความรู้ทางวิชาการ วิชาชีพ เพื่อให้มีโอกาสหางานทำ รวมถึงพิจารณาให้สัญชาติเด็กที่เกิดในศูนย์ผู้ลี้ภัย โดยอาจวางหลักเกณฑ์ที่มั่นใจว่าสอดคล้องกับความมั่นคงของไทย หากทำสำเร็จจะมีทรัพยากรแรงงาน และกลุ่มบุคคลที่ไม่ทำผิดกฎหมาย รวมถึงการพัฒนาชายแดนยั่งยืน
4.พิจารณาบทบาทของประเทศไทย ต่อการแก้ปัญหาวิกฤตในเมียนมา เพราะประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีส่วนได้เสีย เนื่องจากมีพรมแดนติดกันกว่า 2,400 กม. เชื่อว่าประเทศไทยต้องแบกรับผู้หนีภัยสู้รบต่อไปเรื่อยๆ ดังนั้นต้องส่งเสริมประชาธิปไตยในประเทศเมียนมาสร้างสรรค์ ที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่มีบทบาทชัดเจน ควรถือเป็นโอกาสส่งเสริมให้เกิดสันติภาพในเมียนมา
และ 5.แก้ไขหลักการปฏิบัติของ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เพื่อให้เตรียมพร้อมต่อการรับผู้หนีภัย ซึ่งปัจจุบันรองรับได้ 7.5 หมื่นคน หากแก้ไขใหม่ เชื่อว่าจะไม่เกิดวิกฤตที่อนาคตอาจมีคนนับแสน อพยพหนีภัยสู้รบมายังประเทศไทย หากไม่พร้อม จะกลายเป็นโศกนาฎกรรม
ด้านนายนพดล ปัทมะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า ตนยืนยันว่านายเศรษฐา รวมถึงรัฐบาลพรรคเพื่อไทยเข้าใจถึงปัญหาในเมียนมาที่เกิดขึ้น กรณีที่นายกฯ ประชุมที่ดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์นั้น มีการประชุมเคียงข้างในประเด็นเมียนมากับหลายประเทศ ดังนั้นเชื่อว่านายกฯจะแถลงความคืบหน้าทันทีที่เดินทางกลับประเทศไทย
นายนพดลกล่าวต่อว่า สำหรับการแก้ปัญหาในเมียนมา ต้องใช้หลักการทางการทูต การติดต่อและโน้มน้าวให้เขาแก้ปัญหาผ่านการพูดคุยโดยไม่มีการใช้ความรุนแรง กรณีดังกล่าวต้องใช้เวลา เพราะการใช้เทคนิคทางการทูตไม่สามารถสำเร็จได้เพียงการพูดคุยในครั้งแรก ซึ่งการแก้ปัญหานั้นต้องทำให้เกิดเสถียรภาพและเอกภาพในเมียนมา เพื่อไม่ให้เกิดการอพยพ
ทั้งนี้ ผู้หนีภัยสงครามต้องใช้ความปรารถนาดีต่อกันเพื่อแก้ปัญหา ซึ่งตนมองว่าผู้หนีภัยในค่ายอพยพต้องได้รับการปลดทุกข์ ในด้านความมั่นคง สิทธิมนุษยชน เด็กต้องได้เรียนหนังสือ คนในวัยทำงานต้องได้โอกาสทำงาน รวมถึงต้องได้รับการดูแลด้านสุขภาพตามสิทธิขั้นพื้นฐานด้วย
อย่างไรก็ตาม หลังจากให้สมาชิกแสดงความคิดเห็นแล้วที่ประชุมเห็นตรงกันว่า ให้ส่งญัตติดังกล่าว ให้ กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภารับไปพิจารณา

