‘นายกฯ’ ลงดูสถานที่จริงพื้นที่ก่อสร้างแลนด์บริดจ์ รุดรับหนังสือเอง ขอ ชาวบ้านไม่ต้องห่วง บอก เป็นเรื่องธรรมดาทำโครงการใหญ่มีคนทั้งเห็นด้วย-ไม่เห็นด้วย ยัน ต้องทำความเข้าใจ ปชช.ควบคู่ ยก หนองงูเห่า เมกะโปรเจ็กต์ใหญ่ช่วยประเทศได้ประโยชน์ ย้ำ เป็นโอกาสครั้งสำคัญไม่ใช่แค่ระนองแต่ได้ประโยชน์ทั้งภาคใต้ ด้านกลุ่มค้าน ชูป้าย ‘No landbridge แลนด์บริดจ์’
เมื่อเวลา 13.40 น.วันที่ 22 มกราคม ที่อุทยานแห่งชาติแหลมสน ต.ม่วงกลวง อ.กะเปอร์ จ.ระนอง นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง พร้อมด้วย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.คมนาคม นายสุรพงษ์ ปิยะโชติ รมช.คมนาคม และ นางมนพร เจริญศรี รมช.คมนาคม เดินทางลงพื้นที่โครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมฝั่งทะเล อ่าวไทย-อันดามัน (แลนด์บริดจ์) ซึ่งเป็นสถานที่จริงที่จะดำเนินการก่อสร้างโครงการแลนด์บริดจ์

โดยนายกรัฐมนตรีได้ดูผังท่าเรือบริเวณแหลมอ่าวอ่าง ตำบลราชกรูด อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง พร้อมรับฟังบรรยายสรุป
จากนั้นนายกฯให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้เป็นครั้งแรกที่ได้มาลงพื้นที่บริเวณดังกล่าวและได้ฟังการนำเสนอ ว่าวิธีการโดยภาพรวมจะมีการถมทะเลออกไปเท่าไหร่ และระยะห่างออกไปเท่าไหร่ และมีช่องน้ำอย่างไรบ้าง ซึ่งที่มีการนำเสนอมาจะต้องมีการสร้างตอม่อเป็นบริดจ์ออกไปเพื่อให้เรือประมง ทำให้ประชาชนประกอบอาชีพเรือประมงได้ ก็เห็นถึงศักยภาพที่คณะกรรมการแลนด์บริดจ์ได้นำเสนอขึ้นมา
เมื่อถามว่าในพื้นที่เองก็ยังมีการคัดค้านจะมีการทำความเข้าใจอย่างไร นายกฯกล่าวว่า เรื่องที่เราจะทำโครงการใหญ่ๆ ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องมีคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ซึ่งรัฐบาลเองมีหน้าที่ที่จะต้องรับฟังความคิดเห็นประชาชน ทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่ ก็เข้าใจว่าจะมีคนมายื่นหนังสือ ซึ่งตนก็จะรับฟังว่าความเป็นห่วงเป็นใยของเขาคืออะไร

เมื่อถามย้ำว่ารัฐบาลยังขาดการทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ใช่หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า ตอนนี้เพิ่งเริ่ม อย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่เรื่องโต เดี๋ยวเราคอยรับฟังความคิดเห็นของประชาชนก่อนแล้วกัน
“ถ้ายังจำกันได้เมื่อ 20 ปีที่ผ่านมาเรามีโครงการเมกะโปรเจ็กต์ใหญ่ระดับชาติที่หนองงูเห่า ซึ่งมีการถกเถียงกันนานมากว่าจะสร้างสนามบินแห่งที่ 2 จากสนามบินดอนเมือง ซึ่งรัฐบาลของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ก็เดินหน้าลุยเต็มตัว ทำสนามบินสุวรรณภูมิขึ้นมาได้ มีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.คมนาคม เป็นรัฐมนตรีคมนาคมในสมัยนั้น และ 20-30 ปีที่ผ่านมา ที่เราดูมาก็ไม่มีเมกะโปรเจ็กต์ขนาดใหญ่เลยในประเทศ ก็ไปดูว่าประโยชน์ที่เราได้รับจากสนามบินสุวรรณภูมิ 20 ปีที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ประโยชน์มีมหาศาล ทำให้เราเป็นจุดศูนย์กลางท่องเที่ยวแห่งสำคัญ บางที่ยังบอกว่าเราเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดีที่สุดในโลก ถ้าเราไม่มีโครงการเหล่านี้เราก็คงไม่มาถึงจุดนี้ เป็นธรรมดานานๆ ทีจะมีเมกะโปรเจ็กต์ ก็ต้องรับฟังความคิดเห็นประชาชน ถือเป็นเรื่องสำคัญทั้งฝ่ายเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย“ นายกฯกล่าว

เมื่อถามว่าอยากให้นายกฯย้ำถึงประโยชน์ และสร้างความมั่นใจให้กับคนในพื้นที่ นายเศรษฐากล่าวว่า โครงการแลนด์บริดจ์เป็นโครงการที่จะเชื่อมต่อระหว่างอันดามันกับอ่าวไทยเข้าด้วยกัน เป็นการย่นระยะทางการขนถ่ายสินค้าที่ต้องผ่านช่องแคบมะละกา ที่ปัจจุบันเริ่มหนาแน่นและมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น ฉะนั้นการขนถ่ายสินค้าจากส่วนหนึ่งของโลกไปอีกส่วนหนึ่งของโลกก็มีความอึดอัดพอสมควร ดังนั้น การที่เราจะสร้างเมกะโปรเจ็กต์ที่เชื่อมทะเลอ่าวไทยไปทะเลอันดามันและส่งต่อไปทั่วโลกเป็นเรื่องที่สำคัญ ทั้งยังนำความเจริญก้าวหน้าเข้ามาสู่ประเทศ ทั้งเรื่องการขนถ่ายสินค้า การเป็นแรงจูงใจให้บริษัทข้ามชาติหลายบริษัทมาสร้างแหล่งผลิตส่งออก ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ เครื่องจักรกล อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญ

ทั้งนี้ หากไปดูในรายละเอียดการขนส่งสินค้าน้ำมันไปทั่วโลก 60% ผ่านทางช่องแคบมะละกา ซึ่งตรงนี้ถือเป็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่เราจะต้องผลักดันให้ประเทศมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานในเรื่องนี้
ผู้สื่อข่าวถามถึงเรื่องผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ขณะที่ในพื้นที่อยากให้ศึกษาให้รอบด้านก่อน และถือเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำและเป็นพื้นที่เสนอเป็นมรดกโลก และความสัมพันธ์กับการท่องเที่ยว และที่ระนองค่อนข้างจะส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและธรรมชาติ จึงเกิดข้อกังวลกับผลกระทบดังกล่าว จึงอยากให้ศึกษาก่อนผลักดัน นายกฯกล่าวว่า ต้องศึกษาก่อน จริงๆ แล้วขั้นตอนต่อไปจะไปดูแหล่งน้ำพุร้อน เรื่องของการท่องเที่ยว ดังนั้นเรื่องของการท่องเที่ยวให้ความสำคัญอย่างยิ่ง การที่เราจะสนับสนุนตรงนี้ต้องควบคู่เรื่องของความเจริญในหลายๆ มิติ
เมื่อถามว่า เรื่องของขั้นตอนการชี้แจงกับประชาชนต้องศึกษาก่อนอนุมัติ การที่มีการผลักดันโครงการในตอนนี้เหมือนเป็นการผลักดันไปก่อนที่จะมีการศึกษา นายเศรษฐากล่าวว่า ต้องควบคู่กันไป ยังไงก็ต้องฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชน
เมื่อถามต่อว่ามีระยะเวลาหรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า เดี๋ยวก็ต้องไปดู จะช้าหรือเร็ว ก็ต้องขึ้นอยู่กับเสียงเรียกร้องด้วยว่าจะต้องทำมากน้อยขนาดไหน แต่ขอยืนยันต้องพยายามอย่างเต็มที่ให้เป็นที่เข้าใจของทุกฝ่าย
เมื่อถามด้วยว่าชาวบ้านมีความกังวลในเรื่องของการจ้างงานที่จะเกิดอุตสาหกรรมรอบด้านทางท่าเรือ จะต้องทำความเข้าใจและชี้ชัดเรื่องอาชีพด้วยหรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า ไม่น่าจะเป็นความกังวล น่าจะเป็นเรื่องของโอกาสมากกว่า วันนี้ให้มองว่าเป็นโอกาส ท่าเรือที่สร้างเข้ามาก็ไม่ใช่แค่ขนถ่ายสินค้าอย่างเดียว เรือสำราญต่างๆ ก็มาเทียบจอดได้ ตนเชื่อว่านี่เป็นโอกาสครั้งสำคัญ

“ไม่ใช่แค่ชาวระนอง ทางจังหวัดแถวอันดามันก็ได้ประโยชน์ควบคู่กับการพัฒนาภาคใต้ทั้งเขตภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสนามบินอันดามัน เส้นสนามบินอันดามันที่อยู่ทางตอนเหนือของภูเก็ต ซึ่งจะเป็นสนามบินขนาดใหญ่ เหล่านี้เป็นการพัฒนาควบคู่กันไป ซึ่งทางรัฐบาลเรามีความเชื่อว่าจะยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ โดยเฉพาะพี่น้องประชาชนทางด้านภาคใต้”
เมื่อถามอีกว่า ต้องดูในเรื่องของความมั่นคงด้วยหรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า ยืนยันว่าเวลาเราทำโครงการเมกะโปรเจ็กต์ทั้งหมดเราดูแลให้ครบทุกมิติ
ทั้งนี้ นายกฯได้สั่งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดระนองดูแลพี่น้องประชาชนและรับฟังความคิดเห็นว่าเขามีความคิดเห็นต่อโครงการแลนด์บริดจ์อย่างไร ทั้งนี้ รัฐบาลพร้อมยินดีรับฟัง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนที่นายกฯจะเดินทางมาถึงปรากฏว่าได้มีกลุ่มคัดค้านติดป้ายผ้าขนาดใหญ่ เขียนข้อความเป็นภาษาอังกฤษว่า “No landbridge แลนด์บริดจ์“ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้กันไม่ให้เข้ามาในพื้นที่ เพียงให้อยู่บริเวณด้านหน้าทางเข้าอุทยานฯเท่านั้น เพื่อเลี่ยงการเผชิญหน้า

จากนั้นนายกรัฐมนตรี ได้ออกมารับหนังสือร้องเรียนจาก นางสาวทม สินสุวรรณ ตัวแทนกลุ่มคนไทยพลัดถิ่นตำบลราชกรูด ที่อาศัยอยู่บริเวณที่จะมีการก่อสร้าง LandBridge อยากให้รับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนในพื้นที่ นางสาวทมกล่าวว่า อยากให้ช่วยพี่น้องคนไทยพลัดถิ่นด้วย และมาวันนี้อยากจับมือกับท่านนายกฯ เพราะท่านนายกฯเป็นคนดี อยากให้ช่วย ก่อนจะถามว่า “ทะเลสวยมั้ยคะ ชะลอไปก่อนได้มั้ยคะ”
จากนั้นตัวแทนอีกคนได้อธิบายว่า ชุมชนที่คนไทยพลัดถิ่นอาศัยอยู่เป็นพื้นที่ที่จะทำ LandBridge พอดี และพี่น้องตรงนี้ก็ยังไม่มีบัตรประชาชนด้วย ซึ่งเคยเดินขบวนไปเรียกร้องที่กรุงเทพฯตั้งแต่ปี 2555 แต่นับวันนี้กระบวนการก็ยังไม่แล้วเสร็จ อยากให้นายกรัฐมนตรี เร่งดำเนินการสำรวจพี่น้องที่ยังไม่ได้รับสัญชาติ ขณะเดียวกันก็อยากจะให้ช่วยค่าใช้จ่ายในการตรวจ DNA พิสูจน์สัญชาติด้วย
จากนั้นนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไม่ต้องห่วงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน เป็นเรื่องที่รัฐบาลนี้ให้ความสำคัญ LandBridge ถือว่าเป็นโอกาส แต่ว่าการมีโอกาสก็ต้องมีการให้โอกาสกับคนพื้นที่ได้แสดงความคิดเห็นเช่นกัน หน้าที่ของรัฐบาลก็ต้องมารับฟังความเห็นของพี่น้องประชาชน
จากนั้นตัวแทนของกลุ่มคนไทยพลัดถิ่น ได้ย้ำกับนายกฯอยากให้กำชับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ก่อนจะรายงานอะไรขอให้แสดงความจริงใจด้วย เพราะมันมีการรายงานว่าชาวบ้านเห็นด้วยกับโครงการ LandBridge ทั้งหมด เพราะมันมีบางกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการ
นายกรัฐมนตรีจึงตอบกลับว่า “การรับฟังต้องมีทั้ง 2 ทาง และท่านอนุทินก็ลงพื้นที่บ่อย ขอให้ทุกคนไม่ต้องเป็นห่วง เรามีความจริงใจอยู่แล้ว”

