เหตุใดการเดินสายของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จึงได้รับความสนใจอย่างแทบจะเหนือความคาดหมายในทางการเมือง
เป็นความสนใจในระนาบเดียวกับ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์
หากไม่มองอย่างเปรียบเทียบก็จะไม่เข้าใจต่อระนาบแห่งความสนใจว่าเนื่องมาจากมูลเชื้อใด
นั่นเพราะ ไม่ว่าจะมองผ่าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ไม่ว่าจะมองผ่าน นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ 2 คนนี้กำลังไต่ไปบนเส้นทางแทบมิได้แตกต่างกัน
นั่นก็คือ มีคำถามมีความสงสัยใน “อนาคต” ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จะดำเนินไปอย่างไร มีคำถามและความสงสัยใน “อนาคต” ของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ จะดำเนินไปอย่างไร
เนื่องจากอนาคตของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ มิได้ดำรงอยู่อย่างเป็นเอกเทศ ตรงกันข้าม สัมพันธ์กับปัจจัยและองค์ประกอบอื่น
เนื่องจากอนาคตของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ มิได้ดำรงอยู่อย่างเป็นเอกเทศ ตรงกันข้าม สัมพันธ์กับปัจจัยและองค์ประกอบอื่น
เป็นปัจจัย พรรคพลังประชารัฐ เป็นปัจจัย พรรคก้าวไกล
เมื่อมองจากพื้นฐานการดำรงอยู่ของ พรรคพลังประชารัฐ น่าจะมากด้วยความแข็งแกร่งและมั่นคง มากยิ่งกว่าพื้นฐานการดำรงอยู่ของ พรรคก้าวไกล
เพราะว่า พรรคพลังประชารัฐ มีรากมาจากรัฐประหาร มาจากการครองอำนาจของ คสช. มาจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560
ขณะที่ พรรคก้าวไกล อยู่ในจุดอันเป็นเป้าหมายทำลายล้าง
กระนั้น หากมองผ่านชะตากรรมของ “พี่น้อง 3 ป.” และการทะยานมาของ พรรคเพื่อไทย การดำรงอยู่ของ พรรคพลังประชารัฐ ก็ไม่แน่ว่าจะแข็งแกร่งและมั่นคง
เช่นเดียวกับการดำรงอยู่ในทางการเมืองของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ก็แทบไม่ต่างไปจากอาการโงนเงนในยามเดิน
กระนั้น ความอบอุ่นอย่างยิ่งของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อยู่ที่กลไกอันเนื่องแต่รัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 ล้วนดำรงคงอยู่ครบถ้วนและยังมากด้วยพลานุภาพ
หากสามารถสมานเข้ากับ พรรคเพื่อไทย ทุกอย่างย่อมราบรื่น
ทิศทางในทางการเมือง ไม่ว่าจะมองผ่าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ไม่ว่าจะมองผ่าน นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ล้วนแต่มีบทบาทพรรคเพื่อไทยอยู่ในฐานะอันเป็น “เส้นแบ่ง”
เพียงแต่สัมพันธ์ระหว่าง พรรคเพื่อไทย พรรคพลังประชารัฐ ดำเนินไปในลักษณะ “ก้าวข้ามความขัดแย้ง” ขณะที่ พรรคก้าวไกล อยู่ในจุดอันเป็น “เป้าหมาย” ในการต่อสู้เพื่อเอาชนะ
“เส้นแบ่ง” ตรงนี้คือปัจจัยอันเป็น “จุดตัด” ในทางการเมือง

