ปลัด มท.สั่งการผู้ว่าฯ ยกระดับความมั่นคงทางอาหารในสถานศึกษา อปท. ส่งเสริมปลูกผักสวนครัว เลี้ยงไก่ไข่ ให้นักเรียนได้บริโภคไข่ไก่วันละ 2 ฟอง เสริมสร้างพัฒนาการทั้งทางร่างกายและสติปัญญา
เมื่อวันที่ 24 มกราคม นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงผลสำเร็จของการดำเนินการตามแนวทางการขับเคลื่อนการสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับพี่น้องประชาชน ด้วยการน้อมนำแนวพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี “บ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง” และ “ทางนี้มีผล ผู้คนรักกัน” ซึ่งผู้ว่าฯ และนายอำเภอทั่วประเทศ ได้เป็นผู้นำการบูรณาการหน่วยงานและภาคีเครือข่าย โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทำให้ทุกครัวเรือนได้ปลูกพืชผักสวนครัว ส่งผลให้พี่น้องประชาชนลดรายจ่ายครัวเรือน ประการที่สำคัญ คือทุกครัวเรือนได้มีพืชผักสวนครัว พืชสมุนไพรที่ปลอดภัยไว้บริโภคในครัวเรือนโดยไม่พึ่งพาสารเคมี
นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า เพื่อให้การขับเคลื่อนการสร้างความมั่นคงทางอาหารเกิดความต่อเนื่อง และได้รับการยกระดับการสร้างความมั่นคงทางอาหารที่เพิ่มพูนขึ้น กระทรวงมหาดไทยจึงได้สั่งการไปยังผู้ว่าฯ ทุกจังหวัด แจ้งไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและสถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้ส่งเสริมให้มีการเลี้ยงไก่ไข่หรือการปศุสัตว์อื่น เพื่อสนับสนุนให้เด็กปฐมวัย เด็กนักเรียน ได้รับประทานไข่ไก่หรือเนื้อสัตว์ ซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการ โดยเฉพาะไข่ซึ่งมีประโยชน์อย่างมากมาย เป็นแหล่งโปรตีนที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีวิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ มากมาย อาทิ วิตามินเอ วิตามินบี บี 12 วิตามินดี ไอโอดีน โฟเลต และโอเมก้า ซึ่งจะช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของอวัยวะในร่างกาย ช่วยให้ฟันและกระดูกแข็งแรง ลดการอักเสบของข้อต่อ ช่วยลดความเสี่ยง ต่อการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อม ช่วยสร้างภูมิต้านทาน บำรุงสมอง ทำให้ร่างกายแข็งแรง
นายสุทธิพงษ์ กล่าวต่อว่า อีกทั้งนำมาประกอบอาหารได้ง่ายหลากหลายประเภท ทั้งต้ม ทอด หรือจะนำไปประกอบกับอาหารอื่น ๆ ที่สำคัญคือ สามารถเลี้ยงสัตว์ที่ผลิตไข่ออกมาให้บริโภคได้ เช่น เป็ด ไก่ โดยไม่ได้ใช้ต้นทุนที่สูงเกินไป และเป็นวิถีชีวิตของคนไทยมาแต่เนิ่นนาน โดยนายอำเภอ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำท้องที่ และภาคีเครือข่ายต่างๆ อาทิ ภาควิชาการ ภาคเอกชน ต้องร่วมบูรณาการ ช่วยกันขับเคลื่อนการสร้างความมั่นคงทางอาหาร ทำให้เด็กปฐมวัย และเด็กนักเรียนที่อยู่ในความดูแลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สามารถเข้าถึงอาหารอย่างเพียงพอ และเน้นย้ำให้ทุกอำเภอช่วยกันรณรงค์ส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดำเนินการให้ทุกครัวเรือนได้มีการเลี้ยงไก่พื้นเมืองหรือไก่พันธุ์ไข่ ให้มากกว่าจำนวนคนในครอบครัว เพื่อให้มีไข่บริโภคทุกวันอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะเด็กที่อยู่ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและเด็กในโรงเรียนได้มีการเลี้ยงไก่ประจำตัว อาทิ นักเรียน 1 คนต่อไก่ 2 ตัว เพื่อให้พร้อมมีไข่เป็นอาหารเสริมสำหรับมื้อกลางวันเพิ่มเติมครบถ้วนทุกคน
นายสุทธิพงษ์ กล่าวอีกว่า การสร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืนให้กับลูก ๆ หลาน ๆ นอกจากการขับเคลื่อนให้มีการปลูกพืชผักสวนครัว และจัดให้มีเลี้ยงไข่ไก่หรือปศุสัตว์อื่นแล้ว สิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือการเสริมสร้างองค์ความรู้โดยให้จังหวัดประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและสถานศึกษาในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดำเนินการให้ความรู้แก่ผู้บริหาร ครู บุคลากร เด็กปฐมวัย เด็กนักเรียนในสถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเกี่ยวกับการรณรงค์ส่งเสริมการปลูกผักสวนครัวสมุนไพรปลอดสารพิษ ตลอดจนการเลี้ยงไก่ไข่หรือปศุสัตว์อื่นสำหรับนำมาใช้ประกอบอาหารกลางวัน และสนับสนุน/ช่วยเหลือในด้านการสร้างโรงเรือนหรือการจัดพื้นที่สำหรับเลี้ยงไก่ไข่หรือปศุสัตว์อื่นของสถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยคำนึงถึงความเหมาะสมกับสภาพและขนาดของพื้นที่เป็นสำคัญ รวมไปถึงการจัดหาพันธุ์ไก่ไข่หรือปศุสัตว์อื่นที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่
นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า ความยั่งยืนจะเกิดผลเป็นรูปธรรมได้นั้น ต้องขยายผลถ่ายทอดสู่เด็ก เยาวชน เพื่อให้ได้รับการบ่มเพาะ ด้วยการส่งเสริมให้เด็กปฐมวัย เด็กนักเรียน ได้เรียนรู้ แบ่งภารกิจหน้าที่ ทั้งการปลูกผักสวนครัวหรือสมุนไพรปลอดสารพิษ ตลอดจนการเลี้ยงไก่ไข่หรือปศุสัตว์อื่นจากการลงมือปฏิบัติจริงจนเกิดทักษะชีวิตในการอยู่อย่างพอเพียง และให้สถานศึกษาได้นำผลผลิตที่ได้จากการปลูกผักสวนครัว สมุนไพรปลอดสารพิษ และไข่ไก่มาใช้เป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหารกลางวันของสถานศึกษาอย่างน้อยคนละ 2 ฟองต่อวัน ตลอดจนรณรงค์ส่งเสริมให้ผู้ปกครองช่วยกันปลูกผักสวนครัว สมุนไพรปลอดสารพิษหรือนำไข่ไก่มาใช้ประกอบอาหารที่บ้าน เพื่อให้เด็กปฐมวัย เด็กนักเรียนได้รับประทานไข่ไก่ ซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการและเป็นแหล่งโปรตีนอย่างสม่ำเสมอและปลอดภัย ถือเป็นการเชื่อมโยงความรู้สู่ครอบครัวและชุมชน

