หน้าแรก การเมือง ‘บิ๊กอุ้ม’ เด...

‘บิ๊กอุ้ม’ เดินหน้าการศึกษาไทย ต้องเท่าเทียม-อยากเรียนต้องได้เรียน

28.01.24 | 13:13 น.

‘บิ๊กอุ้ม’ เดินหน้าการศึกษาไทย
ต้องเท่าเทียม-อยากเรียนต้องได้เรียน

หมายเหตุ“มติชน” จัดงานสัมมนา Thailand 2024 : The Great Challenges เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ขยายโอกาส โดย พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และ น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เสวนาในหัวข้อ “เรียนดี มีความสุข ขยายโอกาสเพื่อคนไทย” มี ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ผู้อำนวยการศูนย์นิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เป็นวิทยากร

“นโยบายของ ศธ. คือ เรียนดี มีความสุข ซึ่งคงต้องเริ่มจากทำให้เด็ก นักเรียน และผู้ปกครองมีความสุขก่อน โดยจากการประเมินผลนักเรียนระหว่างประเทศ หรือ PISA ล่าสุดที่ผลค่อนข้างตกต่ำ ส่วนหนึ่งก็เป็นผลจากสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไป ความสนใจของเด็กเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ดังนั้น วิธีการเรียน การสอน ก็ต้องปรับเปลี่ยน อย่างไรก็ตาม คงเห็นแล้วว่า มาตรฐานการศึกษาของเราไม่เท่าเทียม ซึ่งผมได้มาเห็นปัญหาและเรียนรู้กับทีมบริหารการศึกษาว่า ต้องทำการศึกษาให้เท่าเทียม แนวทางที่ทำคือการเฉลี่ยความสุข กระจายทรัพยากรให้ทั่วถึง โดยเท่าที่ดูการเรียนการสอน อย่างเช่น โรงเรียนสายวิทย์ เด็กจะมีมาตรฐานทางเศรษฐกิจสูง ต่างจากโรงเรียนทั่วไปที่มีมาตรฐานทางเศรษฐกิจไม่เท่าเทียมกัน

ดังนั้น ที่ผ่านมา จึงจัดให้มีการเรียนในระบบคู่ขนาน ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เป็นโรงเรียนพี่เลี้ยงให้กับโรงเรียนอื่นๆ ในพื้นที่ ครูมาช่วยกันสอน นักเรียนก็เป็นเพื่อนกัน ตรงนี้เป็นมิติหนึ่งในการทำงาน และจากนโยบายเรียนดีมีความสุข จะจัดทำแพลตฟอร์มเพื่อสร้างมาตรฐานการเรียนรู้ให้เด็กได้เรียนจากสื่อและครูคนเดียวกัน เช่นเดียวกับการเจริญภาวนาสมาธิ ก็มีตรรกะในการสอนเหมือนกัน แต่มีวิธีการที่หลากหลาย

ตั้งสมมุติฐานว่า ถ้าเด็กสนใจเรียนกับอาจารย์คนใด จะทำให้การเรียนดีขึ้น แต่การสอบ PISA เป็นการทดสอบเรื่องการคิด วิเคราะห์ ก็ต้องมาฝึกให้เด็กเรียนแบบรู้จักคิดวิเคราะห์ เชื่อว่าผลคะแนน PISA รอบต่อไปน่าจะดีขึ้นแน่นอน

Advertisement

จริงๆ ผลประเมิน PISA สูงกว่าประเทศสิงคโปร์ แต่ของประเทศไทยประเมินแบบกระจาย ขณะที่ประเทศที่ได้คะแนนดี ประเมินแบบกลุ่ม ดังนั้น ในการสอบปี 2025 ก็อาจจะเลือกประเมินเฉพาะกลุ่มที่มีความพร้อม ส่วนการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต ซึ่งเด็กไม่ค่อยสนใจ เพราะคะแนนไม่มีผลต่อการเข้าเรียนต่อ และไม่ได้นำคะแนนไปใช้ประโยชน์ ดังนั้น อาจจะต้องมีการปรับกระบวนในการทดสอบให้สามารถวัดประเมินได้รอบด้าน และสามารถนำคะแนนไปใช้ประโยชน์ได้ เพื่อให้เด็กให้ความสำคัญกับการสอบมากขึ้น

ศธ.จัดการศึกษาตั้งแต่ก่อนปฐมวัย จนถึงการศึกษาตลอดชีวิต ใน 2 สาขา 1.การศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ และ 2.การศึกษาเพื่อความมั่นคงของชีวิต โดยมีนโยบายลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา ลดภาระนักเรียนและผู้ปกครอง

โดยในส่วนของนโยบายลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา ได้มีการจัดให้มีนโยบาย “ครูคืนถิ่น” แก้ไขปัญหาหนี้สินครู จัดหาอุปกรณ์การเรียนการสอน ส่วนลดภาระนักเรียนและผู้ปกครอง จัดทำแพลตฟอร์ม Anywhere Anytime เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา เตรียมจัดระบบสอบเทียบ เพราะเด็กเก่ง ซึ่งมีความเป็นเลิศอยู่แล้ว ก็อาจไม่จำเป็นต้องอยู่ในระบบการศึกษา ซึ่งหากสอบเทียบได้ก็จะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ส่วนหนึ่ง

นอกจากนี้ ยังมีนโยบาย มีรายได้ระหว่างเรียน จบแล้วมีงานทำ (Learn to Earn) ขณะที่กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) จะเข้ามาช่วยเสริมในส่วนการศึกษานอกระบบ เป็นการเรียนรู้ทุกช่วงวัย ซึ่งไม่ถือว่าซ้ำซ้อน เป็นการซ่อมเสริมในส่วนที่ขาดสำหรับกลุ่มที่ไม่สามารถเรียนในระบบการศึกษาได้ตามปกติ โดยผู้ที่เรียนกับ สกร. สามารถไปเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยได้

ทั้งนี้ โชคดีที่ อว. ศธ. กระทรวงแรงงาน และกระทรวงมหาดไทย มีรัฐมนตรีที่มาจากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เช่นเดียวกัน จึงส่งผลให้การทำงานมีความเชื่อมโยง ซึ่งหัวใจหลักของนโยบายคือ ทำอย่างไรให้เด็กรักชาติ เน้นสอนให้เด็กเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ให้เด็กเป็นคนดีมีคุณธรรม โดยปัจจุบัน การเรียนประวัติศาสตร์ เน้นสอนคิดวิเคราะห์มากขึ้น ทั้งประวัติศาสตร์ในประเทศและต่างประเทศ เพื่อให้เห็นว่าประวัติศาสตร์ของประเทศที่มีความมั่นคง เพราะคนในประเทศนั้นๆ มีความสามัคคีกัน ทั้งหมดนี้จะต้องมีการอบรมครู เพื่อให้สามารถปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงด้วย

ส่วนนโยบายการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กนั้น ให้เป็นไปตามความต้องการของชุมชน โดยพยายามทำ “โรงเรียนคุณภาพ” ให้เป็น 1 อําเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ เพื่อส่งเสริมให้โรงเรียนใกล้เคียงมาเรียนในโรงเรียนคุณภาพ เป็นการใช้ทรัพยากรร่วมกัน

“อย่างไรก็ตาม ศธ.ให้ความสำคัญกับการศึกษา และจริงๆ แล้ว ถ้าเด็กต้องการจะเรียนที่บ้าน ก็พร้อมสนับสนุนตามนโยบายเรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา ซึ่งอยู่ระหว่างจัดทำแพลตฟอร์ม การเรียนรู้”

ส่วนนโยบายทั้งหมดนี้ จะสำเร็จเมื่อไรนั้น ผมเชื่อมั่นในทีมงาน และมีหลายเรื่องที่เห็นผลแล้ว อย่างเช่น ยกเลิกการเข้าเวรของครู ก็ถือว่าเห็นผลแล้ว โดยล่าสุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติยกเลิกการอยู่เวรของครู ซึ่งจะช่วยลดการสูญเสียในสิ่งที่ไม่จำเป็น นอกจากนี้ ยังมีการดำเนินการลดภาระครู ลดงานเอกสาร และพยายามรวมบางเรื่องให้เป็นเรื่องเดียวกัน อย่างเช่น งานธุรการ โดยที่ผ่านมา สาเหตุที่ครูต้องทำงานต่างๆ เพิ่ม มีปัจจัยหลักมาจากจำนวนเด็กที่ลดลง ส่งผลให้งบประมาณและบุคลากรลดลงตามไปด้วย และขณะนี้ ศธ.ก็อยู่ระหว่างดำเนินการของบประมาณจัดจ้างนักการภารโรงเพิ่มเติม เพื่อมาช่วยครูทำงานเหล่านี้”