‘ศุภมาส’ ส่งสัญญาณมหา’ลัยปรับตัว
สร้างบัณฑิตทันโลก-รองรับตลาดแรงงาน
“โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีเปลี่ยนโลก ความท้าทายของ อว. หรือระบบอุดมศึกษาไทย คือ ทำอย่างไรจะปรับตัวปรับหลักสูตรให้ทันสมัย สามารถผลิตบัณฑิตให้มีพื้นความรู้ ตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน นำมาสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยต้องปรับตัวเป็นมหาวิทยาลัยสำหรับการเรียนรู้ทุกช่วงวัย โดยเฉพาะกลุ่ม “ผู้สูงวัย” ที่ต้องอัพสกิล-รีสกิล (Upskill-ReSkill) ดังนั้น สิ่งที่ อว.จะต้องเร่งดำเนินการคือ การจัดทำธนาคารหน่วยกิต หรือเครดิตแบงก์ เพื่อให้เด็กมัธยมศึกษาตอนปลายสามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้เร็วขึ้น เป็นการลดภาระ และเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนข้ามมหาวิทยาลัย เด็กที่เรียนปริญญาตรีสามารถเรียนปริญญาโทควบคู่กันไปได้ เพื่อให้เด็กสามารถเรียนได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก
ระบบต่อมาที่ต้องเร่งดำเนินการคือ Skill Transcript ซึ่งจะช่วยให้ภาคเอกชน หรือผู้ใช้บัณฑิต ทราบว่าบัณฑิตที่จบการศึกษามีทักษะความสามารถอะไรบ้าง ทำให้เด็กสามารถนำไปใช้สมัครงานได้โดยที่ยังไม่ต้องเรียนจบ และอีกส่วนที่ต้องช่วยคือ ให้เด็กมีโอกาสเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้ โดยปีนี้ ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ได้งดเว้นค่าสมัครสอบคัดเลือกกลางบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา หรือทีแคส ปีการศึกษา 2567 และมีเป้าหมายให้เด็กสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ขณะเดียวกัน จะก้าวไปสู่ “เด็กอยากเรียน ต้องได้เรียน” เด็กอยากสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็สามารถสอบเข้าได้ โดยจะทำแพลตฟอร์มจับคู่ทุนการศึกษา ให้เด็กรู้ว่ามหาวิทยาลัยมีทุนอะไรอยู่บ้าง เพื่อให้เด็กที่ขาดแคลนสามารถเรียนได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย อนาคตจะได้ไม่มีดราม่าว่า ไม่มีเงินเรียน
ส่วนการพัฒนาอาจารย์มหาวิทยาลัยนั้น เมื่อมีการรวมเป็น อว. ก็มีการแบ่งมหาวิทยาลัยออกเป็น 5 กลุ่ม อย่างเช่น 9 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) เลือกที่จะอยู่ในกลุ่มผลิตอาชีพเฉพาะทางใช้เทคโนโลยีให้เท่าทันกับโลก เช่น เปลี่ยนจากช่างซ่อมรถธรรมดา เป็นช่างซ่อมรถไฟฟ้า หรือรถอีวี เป็นต้น ขณะที่กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) เน้นพัฒนาท้องถิ่น โดยสถาบันเหล่านี้จะเป็นผู้เลือกด้วยตัวเองว่าจะอยู่กลุ่มไหน ทำให้มีการจัดสรรงบประมาณตามกลุ่ม หรือแม้แต่การขอตำแหน่งทางวิชาการก็มีช่องทางที่หลากหลาย ทั้งหมดนี้เป็นทางเลือกให้อาจารย์สามารถทำงานวิจัยได้ตรงกับสายงานของตัวเองมากขึ้น ขณะเดียวกัน งานวิจัยจะต้องตรงกับความต้องการของภาคเอกชนด้วย โดยนโยบายทั้งหมดนี้ จากการพูดคุยกับข้าราชการที่ทำงาน เชื่อว่าจะทำได้สำเร็จภายใน 1 ปี”

