นายกฯ ลั่นจำเป็นต้องแจกเงินหมื่น เพราะศก.ไทยโตแพ้คู่แข่ง 2-3 ตัว เหน็บแจกทีละหลักพัน 10 ปีก็ไม่ถึงไหน เล็งยกระดับกลุ่มสนามบินล้านนา-อันดามัน
นายกฯปาฐกถาพิเศษ The Better Future Forward 2024 ระบุสิ่งที่รัฐบาลทำจะเป็นโอกาสที่ดีสำหรับคนไทยใน 4 ปีข้างหน้า ย้ำเศรษฐกิจวิกฤต ดิจิทัลวอลเล็ตจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ยกโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคมีประโยชน์กับคนไทยมากที่สุด ถามหาคนต้านวันนี้ไปอยู่ไหน
เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 25 มกราคม ที่ SCBX Next Tech ชั้น 4 ศูนย์การค้าสยามพารากอน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนา “The Better Future Forward 2024” หัวข้อ “Reinventing Thailand : Toward Becoming a Key Global Player ทำประเทศไทยให้ดีกว่าเดิม : สู่พลังขับเคลื่อนหลักในเวทีโลก”
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า คำว่า Future Forward พูดถึงอนาคตซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะพูดถึงโอกาสสำหรับคนไทย ทุกเรื่องที่จะพูดเป็นโอกาสที่ดีสำหรับคนไทยใน 4 ปีข้างหน้า โดยเมื่อเช้าได้ต้อนรับ นายฟรังค์-วัลเทอร์ ชไตน์ไมเออร์ ประธานาธิบดีสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ถือเป็นผู้บริหารสูงสุด ที่มาเยือนประเทศไทยในรอบ 22 ปี ถือว่านานมาก ซึ่งเยอรมนีเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทยในอียู รวมถึงมีนักท่องเที่ยวอันดับจากอียูด้วย ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี เรื่องความมั่นคงทางการเมือง ต้องควบคู่ไปกับสิทธิมนุษยชน เป็นสิ่งที่ต่างชาติให้ความสำคัญ ไม่ใช่เพียงแค่การค้าอย่างเดียว และความเห็นต่างที่ต้องอยู่ร่วมกันได้ เหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญที่สุดในสายตาของนักลงทุน นอกเหนือไปจากโอกาสในการทำธุรกิจ นอกจากนี้ยังมีเรื่องของทักษะแรงงาน การแลกเปลี่ยนความรู้ความสามารถ ไม่ใช่แค่เรื่องการลงทุน แต่เป็นเรื่องที่รัฐบาลให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ผ่านการสนับสนุนของบีโอไอ การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ทำให้ประเทศไทยเป็นจุดมุ่งหมายในการลงทุน และหวังเยอรมนีจะลงทุนในไทยเพิ่มมากขึ้น

นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า หลายบริษัทมีความประสงค์ เข้ามาตั้งบริษัทในประเทศไทย แต่พบว่าติดปัญหาเรื่อง ขั้นตอนการขออนุมัติต่างๆ มีความซับซ้อนกว่าจะได้รับการอนุมัติ รวมถึงการไปทำธุรกรรมต่างๆ เป็นเรื่องสำคัญ บั่นทอนการเข้ามาลงทุนในไทย โดยรัฐบาลนี้ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลการลงทุนและการขออนุมัติต่างๆ ให้ดีขึ้นรวดเร็วขึ้น พยายามสร้างโอกาสให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
ส่วนเรื่องภาษีก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งทำให้การตัดสินใจมาลงทุนในประเทศไทยมีคำถามเกิดขึ้นทำให้เสียโอกาส ถ้าแก้ปัญหาไปได้ อะไรทำได้ก็ทำก่อน ตนไม่อยากใช้คำว่า ควิกวิน เดี๋ยวจะถูกล้อเลียนว่าอะไรก็ทำแบบควิกวินอย่างเดียว สิ่งที่หมายถึงคืออะไรทำได้ก็ทำก่อน
นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงสิ่งที่หลายคนสนใจ โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ ทุกคนมีความคิดเห็นเป็นตัวของตัวเอง แตกต่างกันไปจุดยืนของรัฐบาลชัดเจน ว่า เศรษฐกิจวิกฤต ดูจากตัวเลขการเติบโต เราไม่สามารถสู้ประเทศคู่แข่งได้ เราไม่ได้ยืนอยู่คนเดียวบนโลก เราอยู่ท่ามกลางการแข่งขันสูง ไม่ว่าจะเป็นฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย กัมพูชา ที่มีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ในไตรมาสที่ 3 สูงกว่าเรา ถ้าเรายืนอยู่คนเดียวบนโลก การเติบโตที่ร้อยละ 1.5 คงไม่เป็นไรแต่วันนี้เราแพ้คู่แข่ง 2-3 เท่าตัว ตนเชื่อว่าอนาคตที่ดีโอกาสที่สดใสก็จะมืดมนลงไป ถ้าไม่มีการทำอะไรเกิดขึ้น มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นที่ตนเสนอมา คือโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ที่มีหลายคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ประเทศไทยเป็นประเทศที่เป็นกระจกสะท้อนของเลขาคณิตได้อย่างชัดเจน เป็นประเทศที่มีพีระมิดคนอยู่คนมีเงินมากอยู่ฐานบน คนมีเงินน้อยอยู่ฐานล่างมีคนต้องการความช่วยเหลืออยู่มาก ที่ผ่านมาหลายรัฐบาลมีการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบหยดน้ำข้าวต้ม แจกเงินทีละ 500 บาท ทีละ 1,000-2,000 บาท ถามว่าไปถึงไหน 10 ปีหลังเศรษฐกิจขยายตัว ร้อยละ 1.8 ไม่ไปไหนมันไม่เวิร์ก จึงต้องมีการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ส่วนเรื่องของการป้องกันการคอร์รัปชั่นซึ่งรัฐบาลนี้ให้ความสำคัญเป็นที่สุด ให้จินตนาการว่าถ้าดิจิทัลวอลเล็ตเกิดขึ้น สภาอุตสาหกรรมทั้งหลาย ทุกคน ต้องพร้อม เพราะเม็ดเงินใหม่เข้ามาในระบบประมาณ 500,000 ล้านบาท ถ้าท่านเป็นผู้ผลิตจะไม่ผลิตสินค้าหรือ การจ้างงาน และเงินในกระเป๋าของประชาชนก็จะเพิ่มมากขึ้น เราต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากของทุกอำเภอ ทุกจังหวัดของไทยซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญ
นายกรัฐมนตรียังกล่าวว่า ฐานรากของพีระมิดแล้วก็พูดถึงเรื่องหนี้ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ หนี้ครัวเรือนมากกว่าร้อยละ 90 เรื่องหนี้สินไม่มีรัฐบาลไหนเข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ทั้งหนี้ในระบบและหนี้นอกระบบไม่มีการแก้ไขอย่างชัดเจน เป็นส่วนที่เราสามารถแก้ไขได้ แต่ปัญหาใหญ่ที่สุดคือหนี้นอกระบบที่ประชาชนในต่างจังหวัดต้องเผชิญอยู่ซึ่งตนได้ลงพื้นที่ไปหลายจังหวัดเกษตรกรเป็นหนี้อยู่ 80,000 บาท จ่ายดอกเบี้ยวันละ 4,000 บาท จ่ายมาสี่ปีทบต้นไม่เท่าไหร่ ซึ่งต้องช่วยกันแก้ไขรัฐบาลมีนโยบายฝ่ายความมั่นคงฝ่ายการปกครองกระทรวงมหาดไทยและ สตช.กระทรวงการคลัง มีการเรียกเจ้าหนี้นอกระบบมาพูดคุยถ้าเจ้าหนี้ถ้าลูกหนี้จ่ายเงินครบถ้วนแล้วก็ต้องยกเลิกหนี้กันไป ถ้าหนี้สินตรงนี้ไม่ถูกแก้ไขก็มีปัญหาต่อไปฐานรากสังคมไม่แข็งแรง รวมถึงค่าแรงขั้นต่ำเชื่อว่าร้อยละ 99.9 ไม่มีใครพอใจกับค่าแรงขั้นต่ำที่มีอยู่แค่ ถ้า 10 ปีทำงานเงินเดือนขึ้นมาร้อยละ 12 ไม่มีใครรับได้เศรษฐกิจจะเติบโตได้อย่างไร ความเหลื่อมล้ำก็จะไม่หมดไป ซึ่งอยู่ในหัวใจของรัฐบาลนี้มุ่งมั่นต้องทำให้สำเร็จรัฐบาลนี้ต้องให้โอกาสกับทุกบุคคล

ส่วนเรื่องการท่องเที่ยว ต้องพูดถึงเรื่องสนามบินด้วยศักยภาพของประเทศไทย ในภูมิศาสตร์ที่ตั้งอยู่ เราสามารถเป็นศูนย์กลางของเอเชียแปซิฟิกได้ในการเป็นศูนย์การบินระดับโลก จึงมีแนวคิดยกระดับสนามบินต่างจังหวัด ทั้งเชียงใหม่ ซึ่งจะมีการปรับชื่อเป็นสนามบินล้านนา เพื่อให้เชื่อมโยงกับ ลำปาง ลำพูน ส่วนภาคใต้ก็จะเป็นสนามบินอันดามัน เชื่อมโยงจังหวัดภูเก็ต กระบี่ พังงา และระนอง ซึ่งจะทำให้เราเป็นเอเชียฮับระดับโลก หลายประเทศให้ความสนใจในเรื่องนี้ ยกให้เราเป็นพี่ใหญ่ในเรื่องของการท่องเที่ยว
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า สุดท้าย คือเรื่องสาธารณสุขเป็นเรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญ หากย้อนไปเมื่อ 20 ปีที่แล้วมีโครงการ 30 บาทรักษาทั่วโลก ในรัฐบาลของนายทักษิณ ชินวัตร เป็นนโยบายที่ประชาชนคนไทยได้ประโยชน์สูงมาก หลายคนไม่ทราบว่าหลายประเทศ ขอมาพูดคุยนำนโยบายไปจัดทำ ทำให้เรื่อง 30 บาทรักษาทั่วโลกประสบความสำเร็จประสบความสำเร็จ นายกรัฐมนตรียังพูดย้ำว่า นโยบายใหญ่ๆ ถูกต้านมาโดยตลอดมีวาทกรรมประหลาดออกมาตลอด 30 บาทตายทุกโรคบ้างอะไรบ้าง วันนี้คนที่พูดเหล่านี้เหล่านั้น อยู่ที่ไหนบ้าง ประชาชนคนไทยฐานรากของพีระมิด ได้รับประโยชน์สูงสุดอยู่ เขาอยู่ได้อยู่ดีมีชีวิตที่มีเกียรติมีศักดิ์ศรีก็เพราะนโยบายนี้ รัฐบาลนี้จึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เราจะมีการยกระดับ 30 บาทรักษาทุกโรคขึ้นไปอีก ทำให้การเข้าถึงบริการมากยิ่งขึ้น
ส่วนเรื่องสิทธิเสรีภาพ เรื่องรัฐธรรมนูญเราพยายามไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะไปได้บนสภาวะที่เราอยู่ร่วมกันในความเห็นต่างอย่างมีความสุขในทุกๆ คน เรื่องสิทธิเสรีภาพในการเลือก ทั้งเรื่องการเลือกเพศสภาพ ซึ่งรัฐบาลนี้ได้นำเข้าสู่สภาและผ่านวาระแรกไปแล้ว เรื่องการเกณฑ์ทหารก็มีให้การเกณฑ์ทหารอย่างเสรี และช่องว่างทหารกับประชาชนก็แคบลงเรื่อยๆ ขอให้มั่นใจว่าโอกาสที่มีไม่ใช่แค่โอกาสทางด้านเศรษฐกิจ ที่ประชาชนจะมีเงินในกระเป๋ามากขึ้น แต่เป็นโอกาสที่ทำให้หัวใจของพี่น้องประชาชนฟูขึ้นได้จากการมีสิทธิเสรีภาพที่ดี
สำหรับการปาฐกถาในวันนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำถึงโครงการแลนด์บริดจ์ พร้อมเปรียบเทียบถึงเมกะโปรเจ็กต์ อย่างสนามบินสุวรรณภูมิ ที่มองว่าต้องสร้างโครงการนี้ เพราะต้องใช้ระยะเวลาเป็น 10 ปี ซึ่งพูดตอกย้ำในลักษณะเดียวกับเวที งานสัมมนา “Thailand 2024 : The Great Challenges เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ขยายโอกาส” พร้อมยังระบุว่า ที่หลายคนมองว่า หากทำแลนด์บริดจ์จะทำให้ประเทศสิงคโปร์ไม่พอใจ ย้ำว่านี่ไม่ใช่การแข่งขัน แต่เป็นการเสริมกัน เรื่องการขนส่งสินค้า และไม่อยากให้ไปเชื่อมโยงการเมือง เพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่เป็นกลาง ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ จีน หรืออินเดีย เชื่อว่าโครงการนี้จะประสบความเร็จและต้องทำการศึกษารายละเอียด พร้อมรับฟังความเห็นของทุกฝ่าย

