ท่าทีจาก 1 คสช. และ 1 จากรัฐบาล ต่อข้อเสนอให้นำ คำสั่ง 66/23 มาขับเคลื่อน “ปรองดอง”
รุนแรง และเฉียบขาด
พาดหัวตัวไม้ของ “มติชน”ระบุว่า “ไม่เอา สูตร 66/23” ขณะที่พาดหัวตัวไม้ “ข่าวสด”เปรี้ยง
“รุมเบรก”
ทั้งๆที่คนเสนอคือ ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ แห่งวิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยรังสิต
ทั้งๆที่ “นำร่อง” ด้วย “บิกเนม”
เป็น”บิกเนม”แห่ง คำสั่งที่ 66/2523 อันวางเรียงเคียงมากับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
ประธานองคมนตรี และ รัฐบุรุษ
ความรุนแรง และความเฉียบขาด ปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็ว ฉับพลันทันใด
“ฉับไว”เกินไปหรือไม่
ความสงสัยมองไปที่หากไม่เห็นความเหมาะสมของ คำสั่ง 66/23 ในสถานการณ์ “ปรองดอง”ใหม่
ก็น่าจะเห็นแก่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
เพราะว่าคำสั่งที่ 66/2523 คือ ผลงานและความสำเร็จอันยอด เยี่ยมของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในห้วงที่ดำรงตำแหน่งเป็นนา ยกรัฐมนตรี
สถานะแห่งความเป็น “รัฐบุรุษ” ก็มาจากความสามารถนี้เป็นสำคัญ
จุดเด่นคือ “การเมืองนำการทหาร”
จุดเด่นอย่างเป็นรูปธรรม คือ การสามารถยุติ “สงครามกลาง เมือง” สร้างความสามัคคีขึ้นมาได้
ลดความสูญเสีย “ชีวิต” ลดความสูญเสีย”งบประมาณ”
มีสถานการณ์ที่แตกต่างอย่างแน่นอนระหว่างยุค 66/23 กับยุคแห่ง”ปรองดอง”รอบใหม่
แต่ทำไมต้อง “เบรก” ทำไมต้อง”ไม่เอา”
พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นถึงประธานองคมนตรี เป็นถึงรัฐบุรุษ ผ่านการเป็นนายกรัฐมนตรีมาแล้วกว่า 8 ปี
แค่นี้คงไม่ถือเป็น “เรื่องใหญ่”
สามารถรับได้ และเห็นด้วยในเหตุผลที่นำเสนอไม่ว่าจะมาจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ว่าจะมาจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
แต่หากมองจากความรู้สึกของ “แฟนานุแฟน” อาจสะเทือน ใจ
เหมือนกับจะไม่เห็นแก่หน้า ค่าตา
เหมือนกับจะเหยียดเย้ยว่า หลักการ”การเมืองนำการทหาร”เป็นเรื่องล้าสมัย ตกยุค ทั้งๆที่ในความเป็นจริงดำรงอยู่ในลักษณะแห่งสัจจธรรมทั่วไป
ปรับประสานได้กับทุกสถานการณ์ การเมือง

