‘พิธา’ ชี้ นิรโทษกรรมไม่ควรผูกขาดรัฐประหาร แต่ควรรวมถึงเหยื่อจากนโยบายจาก รบ.สืบทอดอำนาจด้วย ย้ำต้องเปิดรับฟังความเห็น ปชช. เชื่อ 3 เสาหลักผนึกกำลังสร้างสมานฉันท์ทำไทยก้าวเดินต่อไปได้
เมื่อวันที่ 1 ก.พ. เวลา 12.45 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานที่ประชุม พิจารณาญัตติด่วนขอให้สภาตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญเพื่อศึกษาการออกกฎหมายนิรโทษกรรม โดยมี น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เป็นผู้เสนอญัตติ
ด้านนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล ลุกขึ้นอภิปรายแสดงความเห็นว่า การนิรโทษกรรมไม่ใช่เรื่องใหม่ในสังคม หากเรามีเป้าหมายที่ชัดเจน ซึ่งที่ผ่านมาเรามีการนิรโทษกรรมมาแล้ว 22 ครั้ง และหากมีเป้าหมายชัดเจนว่าเพื่อลดความขัดแย้งสังคม เพิ่มเสถียรภาพให้การเมือง ทำให้เศรษฐกิจเดินหน้า เพื่อคืนพ่อให้ลูกสาว หรือเพื่อคืนคนที่อยู่ต่างประเทศที่มีความเห็นที่แตกต่างกับรัฐได้กลับมาสู่มาตุภูมิ ตนคิดว่าการนิรโทษกรรม ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวหรือมีภาพลบตลอดเวลา

นายพิธากล่าวว่า นอกจากนี้โอกาสในการรับนิรโทษกรรมไม่ควรผูกขาดกับรัฐประหาร คนที่คิดล้มล้างการปกครอง หรือผูกขาดกับคนที่ต้องการบ่อนเซาะ ทำลายระบบประชาธิปไตยในประเทศไทยเพียงอย่างเดียว และไม่ใช่แค่การให้พ้นผิดทางกฎหมาย โดยเราต้องก้าวผ่านเรื่องการพ้นผิดทางกฎหมายเพียงอย่างเดียว แล้วคิดเรื่องนี้ให้เป็นโอกาสในการสร้างความยุติธรรมในเชิงสมานฉันท์ และควรป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก ด้วยการทำให้โปร่งใสในการเสาะหาข้อเท็จจริง จนนำไปสู่การแสดงความรับผิดชอบต่อสาธารณะ
ทั้งหมดนี้จะทำให้ความสมานฉันท์ ปรองดองเกิดขึ้นได้จริง คิดว่าจะเป็นโอกาสที่สังคมไทยจะได้ก้าวเกินกว่าการนิรโทษกรรม ที่จะทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองน้อยลงและมีประสิทธิภาพ มีสมาธิในการแก้ไขปัญหา การเมือง ความมั่นคง สิ่งแวดล้อม รวมถึงเรื่องการศึกษา

นายพิธากล่าวอีกว่า ต้องยอมรับว่าเราอยู่ในช่วงความขัดแย้งของการเมืองไทย อย่างน้อยนับแต่รัฐประหาร 19 ก.ย. ที่สร้างบาดแผลร้าวลึกในสังคม ตั้งแต่สงครามสีเสื้อ การเรียกร้องของเยาวชนคนรุ่นใหม่ ตั้งแต่ปี 2549-2567 ได้สร้างความเสียหายมากมาย โดยเฉพาะเศรษฐกิจหลายแสนล้านบาท ดังนั้นการนิรโทษกรรมในครั้งนี้ต้องไม่คิดเฉพาะคนที่ทำรัฐประหาร แต่ควรคิดถึงเหยื่อที่โดนทำรัฐประหาร รวมถึงคนที่ได้รับผลกระทบจากนโบายของรัฐบาลที่สืบทอดอำนาจจากรัฐประหาร
“ไม่ใช่จำเป็นต้องนิรโทษกรรมกับคนที่ออกมาเรียกร้องเกี่ยวกับการเมือง ทวงคืนผืนป่า คนที่จะต้องติดคุกเพราะนโยบายของรัฐในช่วงรัฐประหาร 8 หมื่นกว่าคดี ประมงติดอยู่ 3 พันกว่าคดี ยังไม่รวมถึงคดีอื่นๆ อีกมากมายด้วย” นายพิธากล่าว

นายพิธากล่าวว่า หากเราตั้งหลักกันได้ว่าเวลาที่จะนิรโทษกรรมเมื่อไหร่ กระบวนการที่จะทำไม่ใช่แค่ยุติกฎหมายทางอาญา แต่ต้องรวมถึงการเยียวยา การออกมารับผิดชอบทางสาธารณะ ไม่ให้เกิดวัฒนธรรมผิดลอยนวล ไม่ใช่การนิรโทษของคนที่สั่งฆ่า แต่รวมถึงคนที่ถูกฆ่าด้วย หากทำแบบนี้ตนคิดว่าจะเป็นกระดุมเม็ดแรกที่จะตั้งต้นให้ทั้ง 3 อธิปไตยของประเทศไทยในระบบที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
โดยในทางบริหารนายกรัฐมนตรีสามารถสั่งตำรวจได้เลยว่าให้ชะลอคดีเพื่อรอกระบวนการในรัฐสภา ฝ่ายอัยการศาลต้องวินิจฉัยคดีด้วยความรอบคอบและจากฐานข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงเท่านั้น ไม่ใช่ใช้อารมณ์ในการตัดสิน ส่วนฝ่ายนิติบัญญัติ ก็สามารถนำกฎหมายเข้าสภาและอธิบายความแตกต่างไม่ว่าจะมาจากไหน รวมถึงข้อคิดเห็นของประชาชนที่เป็นสิ่งสำคัญ ไม่จำเป็นต้องตีกรอบอยู่แต่กับผู้แทนราษฎร แต่ควรอยู่กับราษฎรด้วย ฉะนั้น 3 เสาหลักสามารถสร้างบรรยากาศที่ดีและสมานฉันท์ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเดินต่อไปได้

