หน้าแรก การเมือง ทนายแจม ใส่เส...

ทนายแจม ใส่เสื้ออานนท์ อภิปรายหนุน พรบ.นิรโทษกรรม ชี้ไม่ช้าก็เร็ว การเปลี่ยนแปลงต้องมาถึง

1.02.24 | 14:41 น.

‘ทนายแจม’ หนุน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เผย เคยเป็นทนายร่วมต่อสู้กับนักกิจกรรมแสดงทางการเมือง ลั่น ไม่ช้า-ไม่เร็ว แต่การเปลี่ยนแปลงต้องมาถึงแน่

เมื่อเวลา 13.15 น. วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มี นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ทำหน้าที่เป็นประธานที่ประชุม พิจารณาญัตติด่วนขอให้สภาฯตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญเพื่อศึกษาการออกกฎหมายนิรโทษกรรม โดยมี นางสาวขัตติยา สวัสดิผล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เป็นผู้เสนอญัตติ

นางสาวศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ ส.ส.กทม. พรรคก้าวไกล (ก.ก.) อภิปรายว่า หลายคนรู้จักตนในฐานะทนายความสิทธิมนุษยชน หลังการรัฐประหารปี 2557 และตน คือทนายความคนแรกของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ที่ก่อตั้งหลังวันรัฐประหารเพียงแค่ 2 วัน ซึ่งก่อนหน้าตนเคยเป็นนักเคลื่อนไหวเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมือง เคยเข้าร่วมการชุมนุมกับคนเสื้อแดงหลายครั้ง ซึ่งหลังจากการรัฐประหารปี 2549 ตนอายุแค่ 17 ปี และตนเชื่อเสมอว่าทุกคนเห็นต่างมีความหวังดีต่อประเทศเสมอ ไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง แม้จะมองกันคนละมุม แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกคนต่างหวังดีต่อประเทศชาติด้วยกันทั้งสิ้น และการทำหน้าที่ทนายความให้กับผู้ชุมนุมมาตลอดกว่า 10 ปี ทำให้ตนเห็นพลวัตรของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ชัดขึ้น โดยตนได้สัมผัสมาแล้วทั้งความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับนักโทษคดีการเมือง หรืออภินิหารทางกฎหมาย การละเมิดสิทธิ์ประชาชนโดยรัฐ การไม่เท่าเทียมกันระหว่างรัฐ ผู้มีอำนาจ และประชาชนทั่วไป และให้ปี 2557 ตนได้ไปหลายที่ทั้งศาล สถานีตำรวจ เรือนจำ ศาลทหาร ซึ่งตนได้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่าไม่ช้าหรือเร็วความเปลี่ยนแปลงมาถึงแน่นอน นักโทษคดีการเมืองตนได้สบตามาแล้วไม่ต่ำกว่า 100 คู่ ตนเป็นทนายความร่วมกับนายอานนท์ อำภา หลายคดี และพวกเขาคือคนธรรมดาที่ออกมาต่อสู้เรียกร้องทางการเมืองเพียงแค่หวังว่าประเทศนี้จะเปลี่ยนแปลงได้

นางสาวศศินันท์ กล่าวต่อว่า ยุคทมิฬแห่งการรัฐประหารผ่านไปแล้ว แต่ยังมีผู้ต้องหาคดีทางการเมืองจำนวนไม่น้อยที่ถูกทอดทิ้งอยู่ในเรือนจำ บางคนกำลังรอการตัดสินนับถอยหลังเข้าเรือนจำไปทีละคน และตนในฐานะทนายความไม่สามารถทิ้งพวกเขาได้แม้แต่คนเดียว อย่างไรก็ตาม การอภิปรายในวันนี้ตนต้องการยืนยันในหลักการอย่างหนักแน่นว่าการนิรโทษกรรมครั้งนี้ไม่ใช่การช่วยเหลือคนที่ทำผิด ไม่ใช่การทำผิดให้เป็นถูก แต่เป็นการคืนความยุติธรรม คืนความปกติให้สังคม รวมถึงประเทศของเราและผู้ที่แสดงความคิดเห็นทางการเมืองไม่ว่ายุคสมัยใดก็ตาม ให้พวกเขาได้กลับมาใช้ชีวิตในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างที่ควรจะเป็น และนี่คือสิ่งที่พวกเราทุกคนในฐานะนักการเมืองที่พึงกระทำ โดยไม่ควรคำนึงถึงข้อหาใดๆ เพราะหากเราไม่ผิดตาข้างนึง เราก็จะรู้ว่าการยัดเยียดข้อกล่าวหาต่างๆ เป็นการสร้างภาระในคดีเพื่อให้พวกเขาหยุดเคลื่อนไหว ปิดปากประชาชน และมูลเหตุจูงใจทางการเมืองจึงเป็นหลักการสำคัญในการพิจารณาเพื่อนำคดีเข้าสู่คณะกรรมการตามพ.ร.บ.ในฉบับของพรรคก้าวไกล

“ขอฝากไปยังส.ส.ทุกคน มองกลับไปยังประชาชนโดยไม่ต้องแปะป้ายว่าพวกเขาใส่เสื้อสีอะไร เลือกพรรคอะไร มีความคิดการเมืองแบบไหน ต่อสู้เรื่องอะไร แต่พวกเขาเหล่านั้นคือประชาชนที่มีความเชื่อ ความกล้าที่จะพูดและมีความเชื่อว่าประเทศเราจะเปลี่ยนแปลงได้ นำเสนอแนวคิดทางการเมือง ด้วยความกล้าหาญ แลกมาด้วยอิสรภาพ ชีวิตของพวกเขา เพราะนี่คือเหตุผลที่ทำให้เราที่ยืนในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ ทำให้สภาเป็นทางออกของการแก้ไขปัญหาทุกอย่าง ดิฉันในนามพรรคก้าวไกลจึงขอร่วมสนับสนุนญัตตินี้“ น.ส.ศศินันท์ กล่าว

Advertisement

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการอภิปรายในสภา ของนางสาวศศินันท์ ได้ใส่เสื้อสกรีนลาย อานนท์ นำภา ทนายสิทธิมนุษยชน ด้วย