หน้าแรก การเมือง บ่ายนี้ นายกฯ...

บ่ายนี้ นายกฯเรียกผู้เกี่ยวข้องหารือแก้ปัญหาระบบตม.ล่ม เล็งประสาน ก.พ. เพิ่มกำลังพล

5.02.24 | 12:16 น.

นายกฯ เผย บ่ายนี้ เรียกผู้เกี่ยวข้องหารือระบบ ตม.ล่ม หวังแก้ปัญหาทั้งระบบ เล็งประสาน ก.พ. เพิ่มกำลังพล

เมื่อเวลา 09.20 น. วันที่ 5 กุมภาพันธ์ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เดินทางไปยังสนามบินสุวรรณภูมิเพื่อตรวจและติดตามระบบตรวจคนเข้าเมืองที่เกิดปัญหา โดยการเดินทางไปครั้งนี้ไม่มีการแจ้งล่วงหน้าเนื่องจากนายกฯ ต้องการที่จะไปเห็นของจริง เนื่องจากระบบตรวจคนเข้าเมือง (Biometrics) ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เกิดขัดข้องมา 2 ครั้งแล้ว และส่งผลต่อช่องตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติ หรือ Automatic channels ไม่สามารถตรวจได้ ส่งผลกระทบต่อช่วงเวลาที่มีเที่ยวบินขึ้นลงหนาแน่น โดยเฉพาะผู้โดยสารขาออกประเทศ โดยมีพลตำรวจตรีเชิงรณ ริมผดี ผบก.ตม.2 ต้อนรับและรายงาน ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีใช้เวลาตรวจเยี่ยมประมาณ 1 ชั่วโมงก่อนเดินทางกลับเข้าทำเนียบรัฐบาล

จากนั้น เวลา 11.05 น. ที่ทำเนียยรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เดินทางเข้ามาปฏิบัติภารกิจพร้อมให้สัมภาษณ์ทันทีว่า เป็นการเดินทางไปโดยไม่ได้มีการแจ้งล่วงหน้า เพราะอย่างที่ทราบว่าประมาณต้นเดือนมีนาคมจะมีการประกาศยกระดับสนามบินของประเทศไทยทั้งประเทศซึ่งเป็นแผนงานใหญ่ ในส่วนการตรวจคนเข้าเมืองของสนามบินสุวรรณภูมิ รวมทั้งระบบวิธีการจัดการทั้งหมดเป็นเรื่องที่สำคัญตนจึงไม่อยากฟังแค่รายงานอยากไปดูให้เห็นกับตา แต่ไม่อยากใช้คำว่าปัญหา ขอให้ใช้คำว่าโอกาส คือเรามีโอกาสที่จะทำให้ดีขึ้นได้ในหลายๆ มิติ เริ่มจากงานระบบไอที ซึ่งมีผู้ประกอบการหลายเจ้าเข้ามาทำแต่ไม่มีการยึดโยงกัน ทั้งระบบแบ๊กอัพและความเสถียรของระบบ รวมทั้งกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ซึ่งมีจำนวนไม่เพียงพอ

นอกจากนี้ยังได้มีโอกาสเข้าไปดูพื้นที่ ไปห้องพักผ่อนที่เจ้าหน้าที่ใช้พักผ่อน ในช่วงที่มีการเปลี่ยนกะตรวจเวร ซึ่งพบว่าความเป็นอยู่ยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่ จึงสั่งให้มีการปรับปรุง ซึ่งทุกอย่างอยู่ในแผนงานทั้งหมด ถือเป็นโอกาสดีที่ได้ไปรับข้อมูลด้วยตัวเอง เพื่อนำมาปรับปรุง และเขียนลงในแม่แบบจะแถลง ส่วนปัญหาระบบล่มก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะต้องแก้ปัญหาอย่างบูรณาการ

Advertisement

ผู้สื่อข่าวถามว่า ระบบล่มเป็นเรื่องของเทคนิคหรือบุคลากร นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เป็นเรื่องของระบบ เพราะในข้อเท็จจริงมีหลายๆ ระบบเข้ามาเกี่ยวข้องกัน ระบบแบ๊กอัพก็ไม่ค่อยดี เมื่อจำนวนคนเข้ามาเยอะทำให้ระบบหน่วง

“เช่นเวลาปกติเวลาคนเดินทางเข้ามาสนามบินสุวรรณภูมิ ใช้เวลาประมาณ 45 วินาที คนเข้ามาแต่เมื่อคนเข้ามาเยอะในทุกช่องทางทำให้เวลาเพิ่มเป็น 1 นาทีกว่าต่อคน ทำให้เกิดความล่าช้าขึ้นไปอีกถือเป็นปัญหาใหญ่ ซึ่งในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้จะมีการประชุม และประชุมต่อเนื่องตลอดทั้งสัปดาห์นี้เพื่อเขียนเป็นแม่แบบนำไปสู่การแก้ไขอย่างบูรณาการ ซึ่งส่วนตัวคิดว่าจะใช้เวลาประมาณ 12 เดือน ระบบทั้งหมดจะสมบูรณ์และจบได้” นายเศรษฐากล่าว

เมื่อถามว่าจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบันจะทำให้เกิดอุปสรรคหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ปัจจุบันจำนวนนักท่องเที่ยวก็เทียบเท่าก่อนเกิดโควิด ก็ต้องใช้วิธีบริหารจัดการกันไป ซึ่งได้ให้ KPI ไปแล้วว่า นักท่องเที่ยวที่เข้ามา การดำเนินการตามขั้นตอนทั้งหมดตั้งแต่ต่อคิวจนถึงการประทับตราหนังสือเดินทางไม่ควรเกิน 30 นาที

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า สำหรับปัญหาเรื่องของการรับกระเป๋าเดินทางนั้น จากการสอบถาม เบื้องต้นได้รับรายงานว่าดีขึ้น แต่ก็จะทำให้ดีขึ้นอีกต้องดูระบบงานสายพานที่ส่งผ่านเข้ามา ซึ่งได้มีการสอบถามเจ้าหน้าที่และให้มีการแจ้งข้อมูลเข้ามา

สำหรับปัญหากำลังคนของ ตม. ก็ยอมรับว่ามีไม่เพียงพอ ซึ่งได้มีการพูดคุยกันไปแล้ว ว่าจะเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาประชุม โดยบ่ายนี้จะเชิญผู้บัญชาการตรวจคนเข้าเมืองมาพูดคุย โดยจะประสานขอไปทาง สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ซึ่งเป็นปัญหาระยะยาว อยากจะแก้ปัญหาครั้งเดียวให้จบ

เมื่อถามว่าปัญหาที่เกิดขึ้น ส่งผลต่อระบบตรวจอัตโนมัติส่งผลต่อผู้โดยสารขาออกด้วย นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า มีผลกระทบต่อเนื่องกัน ซึ่งเมื่อเช้านี้ตนก็ได้ไปดูด้วย ยอมรับว่ามีการต่อคิวยาวมาก ตั้งแต่ตรวจลงตราพาสปอร์ต การเอกซเรย์กระเป๋า รวมทั้งการแบ๊กอัพออกมาข้างนอก ทำให้เวลาที่เข้าไปเช็กอินมีพื้นที่ไม่เพียงพอ

“อย่างที่ผมเคยพูดไปว่าขาออกไม่อยากให้มีการตรวจเช็กเยอะ แต่บังเอิญว่าปัญหาอยู่สองอย่างคือ คนที่อยู่เกินเวลาที่ขออนุญาตไว้ กับเรื่องของมีความผิด ที่จะออกนอกประเทศ ตรงนี้ระบบไอทีลิงก์ได้ทั้งหมด ถ้าเป็นระบบออพติคที่สามารถเช็กได้ก็ต้องตรวจให้ได้และต้องมีความตื่นตัวถือเป็นแผนระยะกลาง ซึ่งได้ให้นโยบายไปแล้ว ทั้งนี้ จะมีการเรียกประชุมที่ทำเนียบอีกครั้งในเรื่องการลิงก์ระบบเข้าหากัน ถ้าสามารถไม่ต้องตรวจที่เคาน์เตอร์ไปที่ต้องประทับตราแล้วออกไป ก็จะทำให้ระยะเวลาการเดินทางออกนอกประเทศสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น จึงอยากให้เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางเข้าประเทศไทยมีความสะดวกสบายตั้งแต่ลงเครื่องบินมาเลย เดินเข้ามาในงวงที่มีความชัดเจน ไม่ต้องนั่งรถบัสเข้ามาเปียกฝน เข้ามาถึงก็ไม่ต้องคอยนานถึง 30 นาที รับกระเป๋าแล้วออกไปได้เลย ระบบแท็กซี่ที่จะวิ่งเข้ามารับ ก็ต้องมีความถูกต้องมีความเหมาะสม ส่วนขากลับออกไป ก็ไม่อยากให้ใช้เวลาเกิน 2 ชั่วโมง เพราะจากการสอบถามและรับรายงานมาต้องใช้เวลาถึง 3 ชั่วโมง เมื่อเราต้องการส่งเสริมการท่องเที่ยวก็ให้ดี เรื่องเวลาก็ต้องเห็นใจนักท่องเที่ยวด้วย แทนที่จะได้เอาเวลาไปท่องเที่ยวเพิ่มและมาจับจ่ายใช้สอยเพิ่ม ก็ต้องเสียเวลามาสนามบิน ก็ถือเป็นโอกาสดีที่จะทำการท่องเที่ยวไทยดีขึ้น” นายกรัฐมนตรีกล่าว