หน้าแรก การเมือง ขอพึมพำกับคำต...

ขอพึมพำกับคำตัดสินว่าล้มล้างประชาธิปไตย โดย โคทม อารียา

5.02.24 | 16:00 น.

คงไม่มีใครห้ามไม่ให้ผมพึมพำกับคำตัดสินว่า การเสนอที่จะดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 112 ผ่านกลไกนิติบัญญัติ (โดยทำเป็นนโยบายในการหาเสียงและจะตามด้วยการเสนอญัตติผ่านสภาผู้แทนราษฎร) ถือเป็นการล้มล้างระบอบประชาธิปไตย และให้หยุดการกระทำนั้น ความรู้ด้านกฎหมายและการปกครองของผมมีจำกัด จึงขอเสนอเพียงความเห็นกว้าง ๆ ไว้ในที่นี้ แต่ก่อนอื่น ขออัญเชิญพระบรมราโชวาทของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่น่าจะเข้ากับสถานการณ์ มาไว้เป็นสิริมงคลดังนี้

“กฎหมายมีสำหรับให้มีความสงบสุขในบ้านเมือง มิใช่ว่ากฎหมายมีไว้สำหรับบังคับประชาชน ถ้ามุ่งหมายที่จะบังคับประชาชนก็กลายเป็นเผด็จการ กลายเป็นสิ่งที่บุคคลหมู่น้อยจะต้องบังคับบุคคลหมู่มาก ในทางตรงกันข้าม กฎหมายมีไว้สำหรับให้บุคคลส่วนมากมีเสรีและอยู่ได้ด้วยความสงบ”

จึงขอชวนให้นึกถึงเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และเสรีภาพในการทำหน้าที่นิติบัญญัติ โดยมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมิใช่น้อยที่เห็นด้วยการทำหน้าที่ดังกล่าวเพราะได้เสนอไว้เป็นนโยบายในการหาเสียง อย่างไรก็ดี มาตรา 49 แห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 บัญญัติว่า “บุคคลจะใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมิได้” ผมว่ามาตรานี้น่าจะใช้ได้โดยตรงต่อผู้ที่คิดจะทำหรือสนับสนุนการทำรัฐประหาร ซึ่งเป็นรูปธรรมของการล้มล้างระบอบประชาธิปไตยที่ชัดเจน ไม่เชื่อถามใครก็ได้ ถามทั้งคนไทยและคนต่างประเทศได้เลย

พระบรมราโชวาทยังกล่าวถึงความสงบสุขของบ้านเมือง และถือว่าการที่บุคคลหมู่น้อยบังคับบุคคลหมู่มากนั้น เป็นเผด็จการ ผมคิดว่า บุคคลหมู่น้อยจะทำเช่นนี้ได้ เพราะอาศัยอาวุธ หรือไม่ก็อาศัยกฎหมายที่ฝ่ายตนเขียนขึ้น พร้อมทั้งวางกลไกการบังคับใช้ที่ถือครองโดยกลุ่มบุคคลที่ฝ่ายตนเลือกสรรและหวังให้ฝ่ายตนสืบตำแหน่งต่อ ๆ กันไป โดยมีความตั้งใจว่า จะต้องค้ำจุนระบอบการปกครองที่ฝ่ายตนเห็นว่าดีให้ยืนนาน โดยพยายามที่จะให้ใคร ๆ เข้าใจ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ไปในทางเดียวกับที่ฝ่ายตนเข้าใจ และให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการกระทำใดบ้างจะเข้าข่ายการล้มล้างระบอบนี้ โดยคำวินิจฉัยมีผลบังคับแก่ ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหารและฝ่ายตุลาการ ดังนั้น การวินิจฉัยว่า การเสนอที่จะดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 112 ของบุคคล กลุ่มบุคคลหรือพรรคการเมืองที่มีความเข้าใจระบอบการปกครองดังกล่าวแตกต่างไปจากฝ่ายตน โดยเผยแพร่เป็นนโยบายและจะตามด้วยการยื่นญัตติผ่านกลไกนิติบัญญัตินั้น ถือเป็นการล้มล้างระบอบประชาธิปไตย จึงทำให้ผมตกใจและกังวลใจเป็นอย่างยิ่ง โดยถามตัวเองว่า อะไรคือเสรีภาพ อะไรคือความยุติธรรม

นักปรัชญาชื่อ จอห์น รอว์ส เขียนหนังสือเรื่องความยุติธรรมไว้อย่างน่าสนใจ เขาเขียนหนังสือเรื่องทฤษฎีความยุติธรรม ตามด้วยความเรียงชื่อว่า “ความยุติธรรมในฐานะความเป็นธรรม (Justice as Fairness) และเขียนหนังสืออีกเล่มหนึ่งเพื่อขยายความจากความเรียงดังกล่าว ผมขอตีความว่า ความยุติธรรมต้องอาศัยความรู้สึกของคนหมู่มากว่าเป็นธรรม พร้อมทั้งสามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้ว่าเป็นธรรมหรือไม่ด้วย ข้อวินิจฉัยดังกล่าวเข้าข่ายความเป็นธรรมหรือไม่ คำตอบยังอยู่ในสายลม

Advertisement

ผมคิดว่าประเด็นแก่นกลางคือความตระหนก และการยึดมั่นถือมั่นโดยลืมนึกถึงกฎแห่งอนิจจัง เมื่อคำนึงว่าการเปลี่ยนแปลงทางสังคม การเมือง จริยธรรม และเทคโนโลยีกำลังเกิดขึ้นทั่วโลกอย่างรวดเร็ว เป็นธรรมดาที่บางคนจะตื่นตระหนกต่อการขยับเลื่อนของอัตลักษณ์ (shifting of identity) ซึ่งเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย อัตลักษณ์ที่จะกล่าวถึงในที่นี้ หรือจะเรียกว่าอุดมการณ์ทางการเมืองก็ได้นั้น คือ “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และรัฐธรรมนูญ” มีความพยายามที่จะให้เกิดความสมดุลและความกลมกลืนระหว่าง “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” ส่วนการขยับเลื่อนหรือความไม่เที่ยงจะมีปัจจัยมาจากรัฐธรรมนูญเป็นสำคัญ ผมและอีกหลายคนจึงปวดใจไปกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่เขียนขึ้นให้แก้ยาก ใส่ดาลไว้หลายชั้น และเป็นที่มาของความเห็นแตกแยกมากมาย

ก่อนจะมีรัฐธรรมนูญในประเทศสยาม อำนาจต่าง ๆ รวมศูนย์อยู่ที่องค์พระมหากษัตริย์ จึงเรียกว่าเป็นการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ กระนั้นก็มีแนวคิดที่จะยอมรับความสำคัญของกฎหมาย ที่พึงบังคับแก่ทุกผู้ทุกคนตามที่บัญญัติ (แม้บ่อยครั้งจะขาดความเสมอภาคระหว่างชนชั้นต่าง ๆ) ยกเว้นไม่บังคับแก่ผู้ทรงสิทธิราชย์เท่านั้นเอง อย่างไรก็ดี ใช่ว่าพระองค์จะทำอะไรได้หมด เพราะไม่วายถูกกำกับด้วยราชประเพณี เช่น กฎมณเฑียรบาล หลักทศพิธราชธรรม ตำนานเรื่อง “ฉัตรแก้ว” เป็นต้น แต่การกำกับเช่นนี้ บางครั้งมองไม่เห็น ตรวจสอบไม่ได้ แต่รู้สึกได้ สามัญชนในสมัยนั้นจำนวนหนึ่งรู้สึกว่า ผู้ใกล้ชิดพระองค์บางคน “โหนอำนาจ” อาศัยความเป็นเชื้อพระวงศ์หรือการเป็นขุนนางผู้ใกล้ชิด เบียดเบียนหรือเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น ทำตนเป็นเหมือน “ฮ่องเต้” น้อย ๆ มาถึงยุคสมัยหนึ่ง ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เกิดไม่เสถียร ทั้งในสยามและในหลายประเทศ ข้าราชการชั้นกลางจำนวนหนึ่งรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรม ประกอบกับวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่มากระทบ ประเทศสยามจึงเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองขึ้นในปี พ.ศ. 2475

ก่อนที่จะเขียนต่อไป ขออ้างถึงนักปรัชญาผู้โด่งดังคนหนึ่ง ชื่อ อิมมานูเอล คานท์ เขาอาจหาญเขียนความเรียงเรื่อง “สันติภาพตลอดกาล” (perpetual peace) เมื่อปีพ.ศ. 2338 ซึ่งในสมัยนั้น ประเทศต่าง ๆ ในยุโรป (คงต้องยกเว้นฝรั่งเศส) มีการปกครองในระบอบราชาธิปไตยทั้งสิ้น คานท์เสนอความคิดหลายประการที่ถือได้ว่าล้ำยุค เช่น การไม่มีกองทัพประจำการ การปกครองในระบอบสาธารณรัฐ การก้าวข้ามชาตินิยมที่คับแคบด้วยแนวคิดต้อนรับคนต่างชาติโดยให้สิทธิ์เพียงบางประการ (cosmopolitanism) การมีสันนิบาตนานาชาติที่ไม่มีกองกำลัง (มิฉะนั้นอาจกลายเป็นเผด็จการระดับโลก) เป็นต้น อย่างไรก็ดี คานท์จำต้องออกตัวไว้ในย่อหน้าแรกของความเรียงว่า วลี “สันติภาพตลอดกาล” ที่เขียนอยู่เหนือภาพวาดสุสานที่แขวนอยู่ในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งในเนเธอร์แลนด์นั้น ไม่รู้ว่าเขียนถึงใคร ถึงคนทั่วไป ถึงรัฐบุรุษผู้ไม่จุใจในการทำสงคราม หรือถึงนักปรัชญาผู้ฝันหวานถึงสันติภาพ … แต่คานท์ขอออกตัวแก่นักการเมืองผู้เจนจัดว่า ความคิดกลวง ๆ ของเขานั้น ไม่เป็นภัยต่อรัฐ และขอให้รัฐบุรุษอย่าได้กังวลใจกับข้อคิดเชิงทฤษฎีของเขาเลย คิดถึงคานท์ผู้ยิ่งใหญ่ในเชิงปัญญา นับประสาอะไรกับผมผู้ควรรีบออกตัวในทำนองเดียวกันว่า ขอให้ถือว่าความคิดเห็นของผมในที่นี้ เป็นความบริสุทธิ์ใจ ไม่ใช่ความพยายามซึมเซาะให้สึกกร่อนแต่อย่างใด

มาถึงปี พ.ศ. 2475 เกิดมีรัฐธรรมนูญที่เป็นสัญลักษณ์ของประชาธิปไตยขึ้น อาจมีการถกเถียงกันบ้างหรือไม่ก็ไม่ทราบ แต่เชื่อว่าคณะราษฎรที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั้น ไม่เห็นด้วยกับการก่อตั้งสาธารณรัฐ หากเลือกชอบระบอบที่เป็นการประนีประนอมซึ่งได้แก่ “ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ” (constitutional monarchy) มากกว่า โดยได้พัฒนาอุดมการณ์ “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และรัฐธรรมนูญ” ขึ้น พร้อมทั้งหวังว่าบุคคลส่วนมากจะถือตามอุดมการณ์นี้ และอยู่ได้ด้วยความสงบ ตามพระบรมราโชวาทที่ยกมาอ้างข้างต้น

อย่างไรก็ดี จนถึงบัดนี้ การเมืองไทยหาได้ราบรื่นหรืออยู่ด้วยความสงบอย่างจริงจังไม่ ครั้งแล้วครั้งเล่า ขุนพลฝ่ายทหารและข้าราชการจำนวนหนึ่งชอบอ้างความจำเป็นในการล้มล้างระบอบประชาธิปไตยได้อย่างลอยนวล พร้อมอ้างตนเป็นองค์อธิปัตย์แทนประชาชน ออกกฎหมายมาบังคับประชาชน และออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้ตนเอง ในยุคที่เรืองอำนาจ พวกเขาได้ตัดคำว่ารัฐธรรมนูญออกไป ในยุคที่กลับสู่ประชาธิปไตย ก็พยายามให้มีรัฐธรรมนูญที่ปกป้องสิทธิอำนาจบางประการของพวกเขา ยังความตึงเครียด/อึดอัดให้เกิดขึ้นในสังคมการเมือง ครั้นเมื่อผลการเลือกตั้งไม่สอดคล้องกับความมุ่งหมาย ก็อาจอ้างความจำเป็นที่จะกระทำรัฐประหาร หรือยุบพรรค “ที่จะล้มล้างระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” มาบัดนี้ ก็พยายามตัดตอนการเคลื่อนไหวของฝ่ายผู้เห็นต่าง รวมทั้งยุบพรรคการเมืองหลายพรรคด้วยเหตุผลที่เคลือบแคลง

ขออ้างเหตุการณ์ทางการเมืองในอดีตบางเหตุการณ์ เพื่อแสดงให้เห็นว่า การอ้างเหตุผลบางเรื่องในปัจจุบันดูเหมือนจะเคยอ้าง ๆ กันมาแล้วในอดีต (déjà vus) ในเดือนเมษายนปี 2513 จอมพลถนอมแถลงต่อสื่อมวลชนว่า เขาจะไม่เป็นนายกรัฐมนตรีอีกต่อไป เมื่อดำรงตำแหน่งจนครบวาระในปี 2515 เพราะได้ทำงานมา 40 ปีแล้ว และมีความเหนื่อยล้า ในเดือนพฤษภาคม 2513 นายปรีดี พนมยงค์ได้เดินทางออกจากจีนเพื่อไปพำนักในฝรั่งเศส ในเดือนสิงหาคม 2513 มี ส.ส. จังหวัดอยุธยาคนหนึ่งเสนอต่อพรรคของตน (พรรคสหประชาไทยที่เป็นพรรครัฐบาล) ขอให้รัฐบาลเชิญเขากลับประเทศไทยเพื่อให้มาช่วยเจรจาสัมพันธไมตรีกับจีน แต่คณะกรรมการของพรรคไม่เห็นด้วย โดยโฆษกพรรคให้เหตุผลที่จะปฏิเสธการเชิญนายปรีดีว่า “รัฐบาลและพรรคของรัฐบาลนี้ ยึดมั่นในสถาบันพระมหากษัตริย์และประชาธิปไตย” เขาพาดพิงว่านายปรีดี “นิยมคอมมิวนิสต์และเกี่ยวพันกับกรณีสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 8” (อย่างไรก็ดี นายปรีดีเป็นผู้รักชาติ-รักประชาธิปไตย เขาได้ฟ้องร้องต่อศาลในคดีหมิ่นประมาท และศาลพิพากษาว่า การออกนอกประเทศของเขาไม่ใช่เพราะหนีคดีกรณีสวรรคตซึ่งเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง) ไม่กี่วันต่อมา จอมพลถนอมออกมาสำทับต่อนายปรีดีว่า “ขออย่าได้ทำอะไรที่จะสร้างความแตกแยกและปัญหาแก่ประเทศ”

มาถึงเดือนพฤศจิกายน 2514 สืบเนื่องจากการที่ ส.ส. ส่วนหนึ่งขอเพิ่มงบประมาณบำรุงท้องที่จากที่จัดสรรไว้ 224 ล้านบาท เป็นสองเท่า ซึ่งจะกระทบต่อโครงการอื่น ๆ ของรัฐบาล จอมพลถนอมจึงเข้ายึดอำนาจ โดยการรัฐประหารตนเอง ยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2511 ที่ฝ่ายรัฐประหารใช้เวลายกร่างร่วม 10 ปี แล้วจอมพลถนอมก็ลืมคำพูดที่ว่า ตนเองจะขอเกษียณราชการในปี 2515 โดยได้ดำรงตำแหน่งสืบมาจนถึงเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516

ในตอนนั้น เป็นการง่ายที่จะกล่าวหา ลงโทษ หรือกระทั่งคร่าชีวิต ผู้ที่ฝ่ายมีอำนาจคิดว่านิยมคอมมิวนิสต์ แต่ในที่สุด รัฐบาลได้ไปเจรจาเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนและขอให้จีนช่วยคานอำนาจเวียดนาม ต่อมาทั้งเวียดนามและลาวได้เข้าเป็นสมาชิกสมาคมอาเซียน การ “ปลุกผี” คอมมิวนิสต์ก็ผ่านพ้นไปโดยไม่ขลังแล้ว ถ้าต้องการยึดอำนาจก็ต้องอ้างเหตุผลอื่น เช่น การคอร์รัปชั่น การแตกแยกทางการเมือง แต่นั่นแหละ การแตกแยกก็ยังแม้จะเปลี่ยนไปบ้าง อีกทั้งรัฐบาล คสช. และรัฐธรรมนูญที่โฆษณาว่า “ปราบโกง” ก็ไม่ได้ช่วยให้ดัชนีการรับรู้การคอร์รัปชั่นของไทยดีขึ้นแม้แต่น้อย ถ้าหมดมนต์ขลังการต่อต้านคอร์รัปชั่น จะหันมาชูธงอะไรดี ดูเหมือนว่าผู้นิยมรัฐประหารจะขอทำตัวเป็นปราการด่านหน้าที่จะต่อสู้กับผู้ไม่หวังดีต่อสถาบัน รวมทั้งยกเป็นข้ออ้างทั้งโดยตรงและโดยอ้อมในการยุบพรรคหรือการต่อต้านพรรคที่มีเสียงมากกว่าพรรคอื่น ๆ มิให้ร่วมก่อตั้งรัฐบาล จะเริ่มวาทกรรมปลุกผีหรืออะไรกันนี่

ผมมีความหวังว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ควรจะอยู่ยืนนานคู่กับสถาบันประชาธิปไตย จนเกิดเป็นวัฒนธรรมของ constitution monarchy ที่เป็นทางสายกลางขึ้น โดยไม่ควรอ้างหรือพาดพิงสถาบัน ทั้งในทางบวกและทางลบ ไม่สุดโต่งไปในทางยกย่องสดุดีจนเกินจริงหรือการซุบซิบนินทา การยุบพรรคการเมืองพรรคหนึ่งที่อยู่ในขั้นตอนการเสนอชื่อผู้มีฐานะสูงในราชวงศ์องค์หนึ่งเป็นนายกรัฐมนตรี แม้อาจมองได้ว่าไม่สมควร แต่ไม่น่าจะเป็นเหตุผลเพียงพอที่จะยุบพรรคนั้นด้วยข้อหาว่าล้มล้างระบอบประชาธิปไตย โดยที่การยุบพรรคครั้งนั้น ได้กระทบต่อผลการเลือกตั้งไม่มากก็น้อย และอาจทำให้เสียงของผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยรวมถูกบิดเบือนไป

ผมนึกถึงมูลโศลกมัธยมกการิกา ที่รจนาโดยนาคารชุนในราวคริสต์ศตวรรษที่สอง คัมภีร์ว่าด้วยทางสายกลางเล่มนี้สอนในเรื่องศูนยตา และให้ระวังโลกสมมติที่ปรุงแต่งขึ้นโดยอาศัยถ้อยคำและความคิด มีการอ้างถึงพระสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า สัตว์ที่อยู่เบื้องหน้า ตายแล้วมีอยู่ ไม่มีอยู่ ทั้งมีอยู่และไม่มีอยู่ หรือมีอยู่ก็ไม่ใช่,ไม่มีอยู่ก็ไม่ใช่ ซึ่งเป็นการมองในสี่มุมที่ต่างกัน (จัตุกโกฏิ) นั้น ผู้รู้สามารถอ้างเหตุผลว่ามุมที่ท่านเชื่อนั้นเป็นมุมที่ถูกต้อง แต่การถกเถียงด้วยถ้อยคำและความคิดเช่นนี้ ไม่เป็นประโยชน์ต่อการหลุดพ้น ถือเป็นมิจฉาทิฏฐิก็ว่าได้ ที่ดีกว่านั้นคือการมองทางสายกลาง ด้วยอิทัปปัจจยตา ให้เห็นศูนยตา ผมเพียงขอเล่าตามนาคารชุน โดยที่ตนเองยังห่างจากการหลุดพ้นเป็นไหน ๆ และยังปรุงแต่งเหตุผลในส่วนของผมอยู่นี่ไง

ในส่วนของมาตรา 112 นั้น แม้รัฐสภาคงไม่แก้ไขเพิ่มเติมหลังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแล้วก็ตาม มาตรานี้น่าจะมีการตีความที่เคร่งครัดโดยเหตุที่เป็นความอาญา เช่น การวิจารณ์พฤติกรรมในทางลบของกษัตริย์บางพระองค์ในอดีตในทางวิชาการ (ที่อาจถูกหรือผิด) ไม่น่าจะเข้าข่ายของฐานความผิด ผู้ที่ส่งต่อข้อความที่หมิ่นเหม่น่าจะอยู่ในกรณีถูกตักเตือนก่อน สังเกตว่าในระยะนี้ ศาลมีเมตตาต่อเยาวชนเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นแนวโน้มที่ดี ผิดจากดำเนินการเพื่อพยายามยุบพรรคการเมืองซึ่งเป็นพรรคที่ประชาชนจำนวนมากสนับสนุน ด้วยข้อหาที่พวกเขามีความรู้สึกที่ไม่ดี ถ้ามีบุคคลคนหนึ่งเสนอตำนานเรื่อง “ฉัตรแก้ว” อย่างตรงไปตรงมา ก็ไม่ควรรีบไปเพ่งเล็ง โดยขอให้ถือว่าเป็นมุมหนึ่งของการปกป้องไว้ก่อน การดำเนินคดีจึงควรมีการกกลั่นกรองที่ดี เรื่องที่มองกันในแง่ร้าย เรื่องที่อาจนำไปสู่ความรู้สึกว่าไม่เป็นธรรมก็อาจลดลงได้ อย่าลืมคำกล่าวของรอว์สที่ว่า “ความยุติธรรมในฐานะความเป็นธรรม” แม้ผมจะเบื่อวลีที่พูดกันบ่อย ๆ ว่า “จะให้ความเป็นธรรมแก่ทั้งสองฝ่าย” แต่ก็ขอยกมาพูดกับเขาบ้าง ในแง่ของการเอาใจเขาใส่ใจเรานั่นเอง

ปัจจุบันมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาเรื่องการนิรโทษกรรมทางการเมือง เรื่องนี้มีความเห็นต่างกันเป็นธรรมดา โดยเฉพาะว่าควรจะรวมกรณีการกระทำผิดตามมาตรา 112 หรือไม่ อย่างไร ผมหวังว่าจะมีการพิจารณากันด้วยดี อย่าให้กลายเป็นว่า ผู้เสนอความเห็นให้รวมมาตรา 112 ไว้ในฐานความผิดที่อาจนิรโทษกรรมได้ กลายเป็นการเสนอที่ส่อว่าต้องการล้มล้างระบอบประชาธิปไตยไปเลย การนิรโทษกรรมเพื่อสมานไมตรีทางการเมืองจะกลายมามีผลให้ใจของคนบางคนสลายได้เชียวหรือ ไม่มียาที่จะเยียวยาความบาดหมางนอกจากความกรุณาและการให้อภัย การตอบสนองต่อการให้อภัยโดยไม่ต้องชี้ว่าใครผิดใครถูกคือการยิ้มให้แก่กัน และเดินไปข้างหน้า โดยหวังว่าทางสายนั้นจะเป็นทางสายกลาง